ความตั้งใจ (3)
วันนั้นเป็นวันที่ 11 เดือน 11

เป็นวันลอยกระทงที่ฉันไม่ได้มีแผนการจะไปลอยกระทงกับใครที่ไหน เพราะแค่เรียนติดต่อกันสามวิชา รวมแปดชั่วโมง ฉันก็คงเหนื่อยจนไม่อยากจะทำอะไรต่อแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงปฏิเสธคุณเจ้ไปในวันก่อนหน้า ว่าจะไม่ไปกินชาบูกับพี่เขาและแก๊งภัยสังคม (ชื่อกลุ่มพี่ๆ น้องๆ ที่พาให้ฉันกับคุณเจ้ได้มารู้จักกัน)

แต่มันก็มีเหตุให้ฉันเปลี่ยนใจจนได้ เพราะในเย็นวันที่สิบ ฉันดันไปเห็นคุณเจ้ทวีตคุยกับคนในแก๊งเรื่องข่าวของวงไอดอลที่กลุ่มเราชอบ บอกว่าที่นัดมารวมตัวก็เพื่อหาคนอยู่เป็นเพื่อนปลอบใจหากข่าวที่จะออกมาเป็นข่าวร้าย ฉันสงสัยเรื่องข่าวจึงเมนชั่นไปถามว่า

‘ออกกี่โมงเหรอคะ’

ฉันน่ะ หมายถึงข่าวจะออกกี่โมง แต่พี่เขาดันตอบกลับมาว่า

‘ถ้าเรามาด้วย เดี๋ยวพี่รอ ^^’

ตอนเห็นคำตอบ ใจหนึ่งก็เอ็นดูแหละที่พี่เขาเข้าใจผิด แต่อีกใจก็รู้สึกประทับใจขึ้นมาว่าเขาอยากเจอเรานี่นา ถึงได้เข้าใจไปแบบนั้น ไหนจะใส่หน้ายิ้มมาด้วยอีก ตัวจริงน่ะหน้านิ่งจะตาย ฉันเองก็สังเกตอยู่นะว่าเวลาพี่เขาคุยกับฉันในทวิตเตอร์ จะดูมีความกระตือรือร้นขึ้นมามากกว่าตอนคุยกับคนอื่นระดับหนึ่ง

ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เราเจอกัน รวมกับส่วนที่เพิ่มขึ้นอีกหลังจากรู้ว่าพี่เขารู้สึกดีกับฉัน ก็ทำให้ฉันเปลี่ยนใจในที่สุดว่าจะไปกับพวกแก๊งภัยสังคมในวันถัดมา แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้มีความอยากกินชาบูเลยแม้แต่น้อย

มาถึงวันที่สิบเอ็ด ฉันก็ไปเรียนตามปกติ ไม่สิ ผิดปกติที่ตอนเช้าฉันตื่นสาย เลยไปสายตั้งชั่วโมงครึ่ง เหมือนจะเทการศึกษาไปแล้วโดยสมบูรณ์แบบ พลังชิวิตฉันหมดตั้งแต่กลางเทอมจริงๆ พอถึงห้าโมงครึ่งเวลาเลิกเรียน ฉันก็เดินไปยังห้างสรรพสินค้าที่นัดกันไว้

ตอนนั้นมันก็ยังมีความสับสนในใจอยู่ เหมือนเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าความชอบที่มีให้ผู้หญิงที่เคยแอบชอบ มันถูกแบ่งไปให้คุณเจ้แล้วส่วนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยแสดงออกว่าสนใจอะไรในตัวฉัน และก็ยังเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาตลอดเวลาปีกว่าๆ ที่ฉันแอบชอบ ส่วนคุณเจ้น่ะ ฉันก็ยังสงสัยไม่หายว่าจะสนใจอะไรในตัวฉันขนาดนั้น แต่พอมันประทับใจแล้ว ก็อยากจะเรียนรู้กันให้มากขึ้นอีก 

ฉันไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไหร่หรอกตอนที่เดินไปถึงร้าน เห็นพี่ๆ หลายคนนั่งรออยู่ คราวนี้ฉันยกมือไหว้ เพราะนอกจากคุณเจ้แล้วยังมีไรเตอร์พี่หมี นักเขียนที่ฉันเป็นแฟนคลับมาตั้งสี่ปี เพิ่งรู้ไม่นานว่าเขาสนิทกับแก๊งนี้ด้วย วันนั้นเลยเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักไรเตอร์พี่หมีตัวเป็นๆ

วินาทีที่เห็นหน้าคุณเจ้ ฉันก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วหละ ว่าจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ

เวลาเห็นหน้าใครแล้วดีใจ ดีใจที่ได้เจอ ดีใจที่ได้เห็นหน้า ดีใจที่เป็นคนนี้รออยู่ มันก็เหมือนจะมีเสียงไซเรนดังเตือนในหัวว่าให้ระวังเอาไว้ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง จะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็ยังไม่รู้ แต่ที่รู้คือผู้หญิงคนนี้เป็นอันตรายต่อใจฉันแล้ว

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ วันนั้นเราอยู่ที่นั่นกันจนห้างปิดเลย นั่งรอคิวตั้งนาน กินชาบูก็นาน แล้วก็ไปกินขนม นั่งคุยกันต่ออีกนาน อันที่จริงก็แทบไม่ได้คุยอะไรกับพี่เขาเลยนะ มีเขินๆ นิดนึงตอนพี่เขาคอยตักอาหารให้ เพราะเราได้นั่งข้างกัน

จะว่าไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนไหนที่ทำให้ฉันตกหลุมรัก แค่ได้นั่งกินข้าวข้างๆ กัน ใจมันก็ป๊อบแป๊บไม่หยุด เหมือนมีคนมายิงพลุลูกเล็กๆ ขึ้นฟ้าตลอดเวลาในตัวฉัน แค่ได้นั่งข้างๆ ผู้หญิงคนนี้ มันก็รู้สึกมีความสุขแล้ว แค่พี่เขาให้ช่วยลุกไปตักเต้าหู้ ก็รู้สึกเหมือนได้ทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ภูมิใจในตัวเองเสียจริง

ด้วยความที่ในกลุ่มนั้น มีน้องที่ฉันสนิทมากกว่า เรียกว่าน้องหมาเด็กละกัน เป็นฉายาน้องเขา ฉันก็จะค่อนข้างตัวติดกับน้องหมาเด็กตลอดเวลา มีครั้งนึงที่หันไปบอกคุณเจ้ให้ดูน้องหมาเด็กกับพี่อีกคนสิ น้องนั่งเบียดและเอาคางเกยแขนพี่เขา เหมือนลูกอ้อนแม่เลย แล้วคุณเจ้ก็สวนกลับมาทันทีว่า ก็เหมือนน้องกับฉันตอนนั่งรอคิวนั่นแหละ

ตอนนั้นก็แค่แปลกใจที่สีหน้าและน้ำเสียงคุณเจ้ไม่ได้มีความเอ็นดูน้องสักเท่าไหร่ แต่พอเวลาผ่านไปก็เลิกแปลกใจ เพราะน้องหมาเด็กกับคุณเจ้ (ซึ่งใครๆ ก็บอกว่าเหมือนแมวหน้าง่วง) ดันกลายเป็นคู่กัดกันเสียอย่างนั้น เพราะน้องออกตัวว่าเป็นแฟนคลับฉัน ชอบชวนฉันไปไหนมาไหนด้วย ชอบออกอาการดีใจเกินเหตุเวลาจะได้เจอกัน ส่วนคุณเจ้ก็อยากให้ฉันสนใจเธอเยอะๆ แต่แสดงออกไม่เก่ง แถมมาเจอฉันไม่ได้บ่อยเท่าน้อง ก็เลยหมั่นไส้ปนอิจฉาน้องที่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากฉันไปมากกว่า

มันก็ทำให้มาสรุปกับตัวเองได้ทีหลังว่า วันนั้นคุณเจ้คงจะหวงฉันจากน้องนั่นเอง

กลับมาที่คืนวันนั้น ถึงแม้ฉันกับพี่เขาจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกันมากนัก แต่แค่มองตากัน มันก็รับรู้ได้แล้วว่าอีกฝ่ายรู้สึกดีกับเราอยู่

มีตอนนึงที่ฉันกำลังคิดว่าจะเรียกคุณเจ้ว่าอะไรดี เพราะเรียกว่า 'พี่' ตามด้วยชื่อเล่นสองพยางค์ มันก็จะยาวและออกเสียงยากอยู่ บางคนก็เรียกว่า 'เจ๊' ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่าฟังดูไม่โอเคอย่างแรง ไม่อยากให้เรียก แต่พอฉันลองแกล้งเรียกพี่เขาว่า 'เจ๊' บ้าง เธอกลับชะงักไปนิดนึง แล้วก็หันมามองฉันยิ้มๆ ก่อนจะถามว่า 
ตัดสินใจได้แล้วเหรอว่าจะเรียกพี่แบบนี้
อันที่จริงใครๆ ก็ชอบแกล้งแหย่คุณเจ้ เพราะเวลาเค้างอนหรือพยายามจะด่ากลับ มันดูน่ารักดี ตามประสาคนนุ่มนิ่มไม่มีพิษภัยที่จะโดนแหย่มากหน่อยนั่นแหละ ฉันเองก็ยังแกล้งเรียก 'เจ๊' ไปแบบไม่ตั้งใจเลยเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาบ้าง อยากรู้ว่าตัวเองจะโดนโวยวายใส่อย่างไร แต่ท่าทีของพี่เขากลับกลายเป็นเอ็นดูเสียอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือน้ำเสียงที่พูดกับฉัน ราวกับว่าต่อให้ฉันจะเรียกคุณเจ้ว่า 'เจ๊' ตลอดไป พี่เขาก็จะไม่ดุหรือว่าสักคำ

คืนนั้นเราแยกย้ายกันกลับ ฉันกลับบ้านส่วนคุณเจ้กลับโรงแรม

ฉันรู้แล้วว่าจะต้องส่องทวิตเตอร์พี่เขา เพราะต่อหน้าคุณเจ้จะไม่ค่อยพูดอะไรมาก จะแอบบอกความในใจตัวเองผ่านทวิตเตอร์แทน ให้เราต้องรอลุ้นเอาว่าพี่เขารู้สึกอะไรหลังเจอกัน

'วันนี้วันลอยกระทง แต่เราได้ไปลอยหมูชาบูลงหม้อด้วยกันนะ555'

นั่นคือทวีตแรก ฉันก็คิดว่า 'เรา' ในที่นี้น่าจะหมายถึงส่วนรวม 

พอดึกๆ ก็มาอีกอัน

'แก น่ารัก'

อันนี้เกี่ยวกับฉันมั้ยนะ ตอนนั้นอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจ

ด้วยความที่ฉันก็ไม่รู้จริงๆ แหละว่าพี่เขาคิดอะไรอยู่ ก็เลยไม่ได้ทักไปคุยอะไรต่อ แล้วก็ไม่ได้คิดด้วยว่าจะเอายังไง ฉันคงจะยังลังเล สับสน ไม่แน่ใจอยู่

ทว่าระหว่างที่กำลังครุ่นคิดเรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านมาอยู่นั้น คุณเจ้ก็เป็นฝ่ายทักมาคุยด้วยก่อน ฉันเลยไม่ต้องชั่งใจต่อ แค่ตอบข้อความไป จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันบ้าง น่าจะจบด้วยคำว่าฝันดี แต่พี่เขาก็ยังไม่ได้ไปนอนทันทีหรอก 

เพราะดึกๆ ก็ยังเห็นมาทวีตอยู่เลยว่า

เคยมั้ย โมเม้นท์ที่แอบมองใคร แล้วเค้าหันมาสบตาเราทันทุกที ทำตัวไม่ถูกเลย
อันนี้ต้องหมายถึงเราแล้วหละ!

ฉันก็นั่งเขินไปสิ ต้องขอบคุณโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กที่ทำให้คนซึนๆ แบบคุณเจ้มีพื้นที่ในการแสดงความรู้สึก ไม่งั้นฉันก็ไม่รู้จริงๆ ว่าพี่เขาจะเขินขนาดนั้น ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาแอบมองอยู่

เหมือนคืนนั้นเราจะคุยกันเรื่องปัญหาการตื่นสายของฉัน คุณเจ้ก็เลยให้กำลังใจ ให้ฉันพยายามตื่นให้ทันไปเรียนให้ได้ เช้าวันต่อมาพอฉันตื่น ก็เลยทักไปบอก แล้วพี่เขาก็ชม พอได้รับคำชม มันก็ดีใจ อยากจะตื่นเช้าอีกในวันต่อๆ ไปให้พี่สาวที่น่ารักแบบเค้ามาชมอีก

เลยกลายเป็นว่าจากวันนั้นเป็นต้นมา ฉันจะทักไปบอกคุณเจ้ทุกวันว่าตื่นแล้ว เพื่อจะได้รับคำชมว่า 'เก่งมาก'

ใครจะไปคิดว่าคนที่ไม่ชอบรายงานตัวแบบฉัน จะต้องมาทักบอกใครอีกคนในทุกเช้าที่ตื่นนอนกันล่ะ แถมยังทำด้วยความเต็มใจอีกต่างหาก

จากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ยังไม่มีวันไหนเลยที่เราไม่ได้คุยกัน

มันก็เป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ แบบนั้นน่ะแหละ

ใครจะไปคิดว่าพี่คนหนึ่งที่ฉัน follow ในทวิตเตอร์มาตั้ง 4 ปี คนหนึ่งจะเป็นน้องสาวแท้ๆ ของคุณเจ้ ส่วนพี่ที่ฉันสนิทอีกคนก็เป็นเพื่อนสมัยเรียนของคุณเจ้ แต่ฉันกลับไม่เคยรู้ว่าคุณเจ้ผู้น่ารักคนนี้มีตัวตนอยู่บนโลก จนวันท่ีได้บังเอิญเจอกัน

ที่ตลกไปกว่านั้น พี่สองคนนั้นยังรวมตัวกับพี่อีกคนหนึ่ง กลายเป็นกลุ่ม 'we bare bears' ขึ้นมา (ก็คือพี่ 1 2 3 ในตอนนู้น) แล้วบอกว่าตัวเองเป็น 'องครักษ์พิทักษ์องหยิง' ซึ่งองหยิงที่ว่าก็เป็นฉายาที่พี่ๆ เรียกฉัน สามคนนั้นจะชอบห้ามไม่ให้ใครมายุ่ง แกล้งทำเป็นหวง ซึ่งพวกเขาก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ดีมาเนิ่นนาน ดันมาล้มเหลวเพราะเป็นคนพาคุณเจ้มาเจอฉันเสียเอง ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจวางแผนจับคู่ใดๆ มาก่อน

ฉันยังเคยปรึกษาน้องสาวคุณเจ้อยู่เลยว่าจะเจอความรักที่ดีได้ยังไง พี่เขาก็บอกแค่ว่า ถ้าใครเข้ามา ก็ลองๆ ดู อย่าปิดกั้นตัวเอง ตอนนั้นคนพูดคงยังไม่รู้หรอกมั้ง ว่าพี่สาวแท้ๆ ของตัวเองจะเป็นคนที่เดินเข้ามาในชีวิตฉันน่ะ บังเอิญดีจังเนอะ

คิดย้อนกลับไปแล้ว...

ในเวลาแค่ไม่ถึงสองเดือน

ก็มีอะไรเกิดขึ้นมากมายเลยเนอะ

จากคนที่ไม่คิดว่าจะคุยกันรู้เรื่อง ดันกลายเป็นคนที่รู้สึกว่าคุยกันรู้เรื่องมากที่สุด

จากคนสองคนที่ไม่คิดว่าพร้อมจะมีใคร เพราะจมอยู่กับความรักในอดีต พอถึงเวลาที่โชคชะตากำหนด เราก็ปล่อยมือจากเรื่องราวเหล่านั้นได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้มาเจอกัน แล้วก็ยื่นมือออกมาจับกันไว้แทน

เหมือนจะเป็นทางเดินที่โรยด้วยกลีบดอกไม้ แต่ก็บางวันก็ดราม่าน้ำตาท่วมจอ

เหมือนจะเป็นความรักของผู้ใหญ่สองคน ที่ค่อยๆ เรียนรู้กันไปอย่างใจเย็น แต่ก็ยังมีความลุ่มหลงพลุ่งพล่านหวั่นไหวในแบบวัยรุ่น

ฉันเคยให้นิยามความสัมพันธ์ครั้งนี้ว่า เหมือนได้มีความรักแบบเด็กสิบสี่ แต่อยู่กับมันด้วยสกิลของคนวัยสี่สิบ เพราะคุณเจ้แกก็เป็นคนมีเหตุผลและอารมณ์นิ่งมากจริงๆ บวกกับตำแหน่งหน้าที่การงานก็ทำให้ผ่านโลกมามากพอสมควร ส่วนฉันถึงปกติจะอารมณ์แปรปรวนรุนแรงแค่ไหน แต่ด้วยประการณ์การทำงานอันหลากหลายและความรู้จากการเรียนด้านจิตวิทยา มันก็ทำให้ฉันโตขึ้น และรับมือกับตัวเองได้ดีขึ้นมากกว่าก่อนหน้านี้มาก

ไม่ว่าต่อไปจะเป็นยังไง ในตอนนี้ก็อยากจะจดจำทุกช่วงเวลา ทุกเหตุการณ์ ทุกรายละเอียด ทุกความรู้สึก และทุกความปรารถนาดีที่เรามีให้กันเอาไว้

สัญญาณเตือนที่ดังขึ้นในวันนั้น ฉันก็ยังได้ยินมันอยู่เรื่อยๆ นะ ก็คงจะกลัวแหละ ว่าความรักจะนำมาซึ่งความทุกข์ แต่ความทุกข์น่ะ ก็เป็นเรื่องปกติของชีวิตอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมเราไม่อยู่กับปัจจุบันให้เต็มที่ที่สุดล่ะ

ไม่ต้องพยายามคาดเดาหรือว่ามันจะไปสิ้นสุดลงตรงไหน จะสวยงามหรือเจ็บปวดสักเท่าไหร่

เพราะแค่มีโอกาสได้รักและถูกรัก 

เท่านี้ก็ดีเกินพอแล้ว.






SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

Peek_Sai
1 month ago
น่ารักจังเลยค่ะ รู้สึกเขินไปด้วย ><
Reply
Shallot
1 month ago
ขอบคุณค่ะ 😊