20 ปีบนเส้นทางพัฒนาคน แห่งไทยเบิ้งบ้านโคกสลุง

“พูดเหน่อ สะพายย่าม นามสกุลสลุง”  

คือนิยามที่อธิบายความเป็นชาวไทยเบิ้งขนานแท้ แห่งชุมชนโคกสลุง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ชุนชนชาวไทยเบิ้งขนาดใหญ่ที่ยังคงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยเบิ้งเอาไว้ ทั้งภาษา การละเล่น การแต่งกาย เพลงพื้นบ้าน และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเล็กๆ นามว่า 'พิพิธภัณฑ์ไทเบิ้งโคกสลุง' สถานที่แห่งเรื่องราวความเป็นไทยเบิ้ง สถานที่ที่ถือกำเนิดขึ้นจากปัญหาการพัฒนาของภาครัฐ และเป็นสถานที่ปลายทางของเราในวันนี้


เท้าความไปยังประวัติศาสตร์ของชุมชนไทยเบิ้งบ้านโคกสลุง ที่แห่งนี้ได้เผชิญกับวิกฤตการณ์หลายต่อหลายครั้ง ทั้งจากการวางผังเมืองที่กำหนดให้โคกสลุงเป็นเขตอุตสาหกรรม และการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ได้สร้างความกังวลสู่คนในชุมชนต่อการล่มสลายของสังคมชาวไทยเบิ้ง และวัฒนธธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่อาจสูญหาย หรือกระทั่งถูกลืม


ที่กล่าวมานั้น คือเรื่องราวที่เราได้ทำความรู้จักกับพวกเขาผ่าน ใจคน ชุมชน การเปลี่ยนแปลง หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องราวของคนตัวเล็กๆ ผู้แปรเปลี่ยนความกลัวเป็นแรงขับเคลื่อนชุมชนจากต้นทุนทางวัฒนธรรมที่พวกเขามี ก่อเกิดกลุ่มสถาบันไทยเบิ้งโคกสลุงเพื่อการพัฒนา ที่มุ่งทำงานด้านการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรม ไปจนถึงการพัฒนาคนเพื่อสร้างผู้นำแห่งอนาคตและเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิ่งสำคัญก็คือ เพื่อไม่ให้เรื่องราวของพวกเขาถูกจดจำและรับรู้เพียงผ่านตัวอักษรในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เท่านั้น 

‘คน’ ที่พวกเขามุ่งพัฒนา คือจุดเริ่มต้นสู่การเดินทางมาทำความรู้จักกับโคกสลุง ผ่านเรื่องเล่าของ แม่มุ่ย-พยอม อ่อนสลุง หนึ่งในแกนนำสถาบันไทยเบิ้งฯ ผู้รับผิดชอบดูแลโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน กลุ่มเมล็ดข้าวเปลือกไทยเบิ้ง มากกว่านั้น เธอคือภรรยาผู้เคียงบ่าเคียงใหล่แก่ พ่อมืด-ประทีป อ่อนสลุง แกนนำและผู้ริเริ่มการทำงานพัฒนาสถาบันไทยเบิ้ง


บทสนทนากับแม่มุ่ยในวันนี้ จึงมีพ่อมืดคอยนั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เพราะเรื่องราวต่อไปนี้ คือการเดินทางอันยาวนานของผู้ที่เป็นทั้งแม่ ภรรยา และนักพัฒนาผู้ที่เชื่อว่า ‘เยาวชนคือเมล็ดข้าวพันธุ์ดี ไม่ว่าจะไปตกอยู่ที่ใดก็ตามแม้เพียงเมล็ดหนึ่ง ก็สามารถงอกงามแตกหน่อออกรวง ผลิตข้าวพันธุ์ดีอีกเป็นร้อยสู่สังคมต่อไป’

เพราะเชื่อว่าเด็กเปรียบดั่งเมล็ดข้าวพันธุ์ดี

พุทธศักราช 2542 จากชาวไร่ชาวนาธรรมดา แม่มุ่ยได้ก้าวสู่งานพัฒนาชุมชนโดยเริ่มจากการเป็นเบื้องหลังให้แก่ พ่อมืด-ประทีป อ่อนสลุง ผู้เป็นสามี ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในเวทีต่างๆ ได้พบกับเด็กและเยาวชนและคนทำงานที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ และในฐานะของแม่ผู้มีลูกสาวตัวน้อย ทำให้แม่มุ่ยสนใจการทำงานด้านเยาวชน และนัยหนึ่ง ก็เพื่อสร้างภูมิต้านทานชีวิตให้แก่ลูกสาวของเธอ


“ช่วงนั้นได้มีโอกาสไปประชุมกับเขา ไปเห็นเด็กที่อื่นแล้วรู้สึกว่า โอ้ย เขามีเข้าค่าย มีกิจกรรม และเด็กที่มาพูดบนเวทีเราก็เห็นว่าเขามีศักยภาพ เราชื่นชมว่าเขาเก่ง ประกอบกับช่วงนั้นเรามีลูกเล็กๆ อยู่ ก็เลยมีความคิดว่า ถ้าเราอยากจะให้อะไรกับลูก เราต้องให้สิ่งนี้แหละ สิ่งที่เป็นศักยภาพ เพราะเราก็รู้ว่าเราฐานะไม่ได้ดี ไม่ได้มีอะไรที่จะเป็นมรดกให้กับเขา”


งานด้านเด็กและเยาวชนของโคกสลุงเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย โดยพ่อมืดและแม่มุ่ยได้ชักชวนผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นเพื่อนของลูกสาว ให้มาเข้าร่วมกิจกรรมทำค่ายพัฒนาเด็กในโรงเรียน ด้วยการระดมทุนจากเงินบริจาค ผู้ปกครอง เพื่อนำไปเป็นงบประมาณในการจัดกิจกรรม

“เราเริ่มทำของเราเองโดยที่ไม่รู้หรอกว่าเด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง คิดแค่ว่าถ้าเขาได้ทำกิจกรรมระหว่างเพื่อนก็น่าจะดีกว่า  

“ช่วงนั้นมิ้ม (ลูกสาว) อยู่ ป.1 เราพาเด็กๆ ออมเงินวันละบาท ครูประจำชั้นก็ชอบอกชอบใจ พอถึง ป.6 เชื่อไหมว่าบางคนมีหลายพันบาทเลย พอมิ้มขึ้น ป.2 เราก็ชวนครูประจำชั้นว่า ‘ครู พาเด็กทำแปลงผักเถอะ หลังห้องน่ะ’ ผู้ปกครองคนอื่นๆ เขาก็เอาด้วย พอทำได้ก็เอาไปขายตลาดนัด เด็กขายได้ก็สนุกกันใหญ่ ตั้งแต่บัดนั้นก็เลยพาเด็กทำกิจกรรมมาเรื่อย


“พอถึงช่วง ป.5 เป็นครั้งแรกที่พาเด็กเข้าค่าย ด้วยการชวนผู้ปกครองรวมสตางค์กัน หาวิทยากรมาสอนเด็ก พาไปดูงานใกล้ๆ ตอนนั้นมีเด็กประมาณสัก 40 กว่าคน สนุกมาก ช่วงนี้แหละที่เราเริ่มทำกันเป็นเครือข่ายผู้ปกครองในโรงเรียน ถือว่าโรงเรียนวัดโคกสลุงเป็นตัวอย่างของหลายโรงเรียนที่มีผู้ปกครองมาร่วมกิจกรรมในโรงเรียนด้วย ทำงานกันสนุกสนานเลย” แม่มุ่ยเล่า
หัวใจของการทำงาน คือการพัฒนา ‘คน’

ขณะนั้นพ่อมืดและแม่มุ่ยได้ทำงานกับเด็กในโคกสลุงควบคู่ไปกับการทำงานขับเคลื่อนพัฒนาผู้นำในชุมชน จนกระทั่งปลายปี 2550 กลุ่มแกนนำในหมู่บ้านได้ตระหนักถึงการพัฒนาเยาวชนอย่างจริงจัง แม่มุ่ยเล่าว่า เด็กเหล่านั้น เมื่อเติบใหญ่ แม้จะไม่ได้กลับมาอยู่บ้าน แต่เมล็ดพันธุ์แห่งการพัฒนาที่ถูกปลูกฝังไว้ ยังคงติดตัวพวกเขาเพื่อไปงอกงามที่อื่นต่อไป


“เราก็คุยกับพี่มืดแหละว่าถ้าจะทำงานชุมชน หัวใจของมันก็คือการพัฒนาคน และการพัฒนาคนต้องพัฒนาตั้งแต่เด็กๆ เพราะตอนนั้นเราไม่ได้ทำงานกับเด็กอย่างเดียว เราทำงานกับผู้สูงอายุ กับผู้นำชุมชนด้วย เราก็เห็นความต่างเลยว่า พอเราทำงานกับผู้สูงอายุไปสักพัก ก็จะมีคนที่ล้มหายตายจาก ภูมิปัญญาก็เริ่มหายไป เราก็เริ่มคิดแล้วว่า ถ้าจะให้ภูมิปัญหามันยังอยู่ต้องให้เด็กนี่แหละไปสืบทอด”


เมื่อแนวคิดการพัฒนาเยาวชนก่อร่างอย่างจริงจัง กอปรกับช่วงที่แม่มุ่ยได้เรียนรู้เครื่องมือการทำค่ายเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชน ที่บังเอิญได้ไปเรียนรู้ในหลายๆ โครงการ หนึ่งในนั้นคือโครงการผู้นำแห่งอนาคต ทำให้ก่อเกิดกิจกรรมและโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในโคกสลุง ดังเช่น ‘กลุ่มเมล็ดข้าวเปลือกไทยเบิ้ง’


“เราเอาเด็กๆ มาทำกิจกรรม เอาคนแก่มาสอน เด็กก็สนุก แล้วจึงเริ่มมีงานเด็กและเยาวชนของตำบลโคกสลุง เมื่อกิจกรรมเริ่มชัดเจน คราวนี้เราจะเอาเด็กจากไหน ลูกเราคนเดียวก็ทำไม่ได้ เราเลยเอาเพื่อนทั้งหมดของเขาทำงานด้วยกัน โดยเอากิจกรรมค่ายมาเชื่อมพวกเขา แล้วคัดเอาเด็กที่มีใจ มีเวลามา ตอนนั้นได้เยอะนะ มาอยู่กันที่พิพิธภัณฑ์ไทเบิ้ง ที่นี่เลยเริ่มฟื้น มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง” 


เมื่อเด็กสนุก การเรียนรู้จึงเกิดขึ้น 

เมื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน ถูกหยิบยกมาเป็นโจทย์หลักของแม่มุ่ย วิธีการจากที่เคยเรียบง่าย ทำกันในโรงเรียนและเครือข่ายผู้ปกครอง จึงถูกยกระดับผ่านกระบวนการและเครื่องมือที่แม่มุ่ยได้ออกไปเรียนรู้หลายต่อหลายเวที เธอบอกกับเราว่า การที่จะพาเด็กทำกิจกรรมนั้น จะต้องเอาความสนุกมาเป็นที่ตั้ง เพราะเธอมีความเชื่อว่าถ้าเด็กสนุก การเรียนรู้ที่คาดหวังจึงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก


“ตอนนั้นเรายังคงใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือที่จะสื่อไปถึงเด็ก เพราะเราคิดว่าเป็นเครื่องมือที่ทำง่ายและไม่ขัดแย้งกับใคร เรามีผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยินดีจะให้ความรู้อยู่แล้ว ค่อยเอาพวกเขามาเรียนผ่านค่าย เอาเด็กไปเรียนรู้ในชุมชน ไปทำงานอาหาร ของเล่น ไปเรียนร้องเพลงกับคนแก่ในหมู่บ้าน เด็กเขาสนุก ตกเย็นพี่มืดก็พาเด็กปั่นจักรยานเข้าไปในหมู่บ้าน พาไปบ้านนู้นบ้านนี้ ให้เขาไปรู้จักกับคนแก่ก่อน”


แม่มุ่ยเล่าว่า แม้ตนจะเป็นผู้ใหญ่ที่สื่อสารกับเด็กได้ดี แต่ความต่างของช่วงวัยทำให้การสื่อสารในบางครั้งจะต้องมี ‘มิ้ม’ (ลูกสาว) เป็นตัวเชื่อมระหว่างเพื่อนและกิจกรรมของชุมชน ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วแม่มุ่ยสื่อสารกับมิ้มอย่างไร - เราถาม


“เรื่องเล่นและความสนุกล่ะมั้ง เราจะชอบชวนว่า ‘มิ้ม ไปไหม พ่อจะพาไปขี่รถถีบ’ อย่างนี้ ก็ใช้วิธีการง่ายๆ แต่ถ้าเราไปบอกว่ามานั่งคุย มาประชุม เด็กเขาไม่ทำหรอก เราบอกเขาว่าไปขี่รถถีบ ไปปั่นจักรยาน หรือเดี๋ยวจะให้คนแก่มาสอนที่นี่เอาไหม เขาก็ทำ เขาสนุก เพราะเมื่อไหร่ที่เราเปิดโอกาสให้เขาเอาเพื่อนมาเล่น และเล่นในสิ่งที่เขาอยากทำ เขาก็ทำงานกับเรา โดยที่เราไม่ต้องไปคอยบังคับเขา” 

มากกว่าความสนุกที่แม่มุ่ยใช้ในการดึงเด็กในชุมชนเข้ามาร่วมกิจกรรม สิ่งหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้จากการคลุกคลีกับเด็กมานับสิบปี นั่นคือการที่ให้พวกเขาได้พบ ‘คุณค่า’ ในตนเอง 

“ย้อนกลับไปตอนอยู่โรงเรียน จำได้ว่าเราไม่เคยได้แสดงศักยภาพอะไรออกมาเลย เราไม่ได้บอกเขาว่าเรามีตัวตนอยู่ในจุดนั้น แต่ถ้ามาที่นี่ ทุกคนจะได้บอกว่าเขาเก่งอะไร เขามีตัวตนอย่างไร เราจะให้โอกาสกับทุกคน ถ้าบางคนบอกว่า ไอ้นี่ไม่เก่ง ไม่ต้องให้มันมา เราก็จะบอกเลยว่า ไม่ได้ หนูยังอยากโชว์ ก็ต้องให้เพื่อนได้โชว์ ที่นี่เด็กทุกคนจะเท่าเทียมกัน จะไม่ให้ใครมาดูถูกกัน เรารู้สึกว่าเด็กเขาต้องการคำชื่นชมกับการยอมรับในตัวเขานะ


“มีเด็กคนหนึ่ง อ้วน ตัวใหญ่ และมีกลิ่นตัว เพื่อนก็จะไปล้อ ไปว่าเขา พี่ๆ ก็จะเข้าไปกอดน้อง ถามน้องว่า หนูมีดีอะไร เขาก็จะบอกว่า หนูทำไอ้นั่นได้ ทำไอ้โน่นได้ หนูรักเพื่อน หนูมีเพื่อนเยอะ เราก็พยายามจะบอกเพื่อนว่าเขาเก่งอะไร แล้วคนนี้เขาดูแลอะไรเพื่อนได้บ้าง จากนั้นเพื่อนๆ ก็จะเริ่มหาข้อดีของเขาได้แล้ว เด็กคนนี้เขาก็ยิ้มได้ เขาจะมาที่นี่ประจำเลย


“เด็กอีกคนหนึ่งที่มาที่นี่ พอเขาทำได้เราก็ชื่นชมว่าเขาเก่งจัง เขาบอกเราว่า ผมอยากได้ยินคำนี้อีก ผมชอบจัง ไม่มีใครเคยชมผมเลย นี่แหละคือสิ่งที่พวกเราให้ คือให้คุณค่ากับเขา พอเขารู้สึกว่าเขามีที่ยืน เขาได้แสดงศักยภาพของเขาโดยที่เราไม่ได้มาด่า อย่างถ้าเป็นครูคนอื่น เด็กวิ่งยังไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นเรา จะวิ่งก็วิ่งไป ได้แผลมาก็มาใส่ยาให้กัน ไม่ได้ห้ามเขา แค่ดูให้เขาปลอดภัย”


เมล็ดพันธุ์ที่งอกงาม
การเดินทางมาทำความรู้จักกับโคกสลุงในวันนี้ ยอมรับว่าอดทึ่งไม่ได้กับเรื่องราวของพวกเขาบนเส้นทางของการพัฒนาคนและชุมชน สิ่งหนึ่งคือดอกผลที่เราเห็นในวันนี้นั้น ผ่านการทำงานมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ของคนในชุมชน ของพ่อมืด และแม่มุ่ย ที่ร่วมกันก่อร่างสร้างคน จากเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง งอกเงย และไม่ว่าพวกเขาจะเติบโตลงรากในชุมชนหรือเดินทางไปเติบโตที่อื่น แม่มุ่ยเชื่ออย่างหมดใจว่าพวกเขาล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพและจะสร้างประโยชน์ให้สังคมต่อไป ดังเช่น นนท์-นนทกานต์ พรมมา เยาวชนแห่งกลุ่มเมล็ดข้าวเปลือกไทยเบิ้ง


“อย่างเจ้านนทกานต์ เขาก็เป็นเด็กกลุ่มข้าวเปลือก วันหนึ่งเขาบอกว่าต้องไปเป็นครู ไปสอนที่อื่น เราก็บอกเขาว่า กลับมาบ้านเราด้วยนะ เพราะเราก็ยังห่วงอยู่และกลัวจะไม่มีเด็กทำงานในช่วงแรกๆ แต่พอวันหนึ่งเราเห็นภาพเลยว่า เขาคือเมล็ดพันธุ์ที่เราได้หว่านไว้จริงๆ พอเขาไปเติบโตที่อื่น ไปทำประโยชน์ในรูปแบบใหม่ที่ครูที่อื่นไม่ทำ พอปิดเทอมหรือเสาร์อาทิตย์เขาก็จะกลับมาบอกว่า ที่น้ามืดน้ามุ่ยพาผมทำแผนยุทธศาสตร์ ครูโรงเรียนผมแม้กระทั่ง ผอ. ก็ทำไม่เป็น นี่คือเขาเอาวิชาจากเราไปใช้ รวมทั้งกระบวนการอยู่ร่วมกับคน อยู่กับเด็ก พอกลับมาเขาก็มาเล่าอวดว่าเขาทำอะไรได้บ้าง นี่คือเมล็ดพันธุ์ที่เราปลูกเขาไว้ และเขาไม่จำเป็นต้องมาขึ้นที่แค่โคกสลุง เขาขึ้นได้ทั่ว”


นับแต่ปี 2542 ที่แม่มุ่ยและพ่อมืด ได้พยายามพัฒนาเด็กในชุมชน กระทั่งปี 2550 ได้กำเนิดกลุ่มเมล็ดข้าวเปลือกไทยเบิ้ง นับถึงปัจจุบัน ได้มีเมล็ดข้าวเปลือกแล้วถึง 6 รุ่น ที่บ้างก็ไปลงหลักปักฐานตามแนวทางของตนและไปสร้างประโยชน์นอกชุมชน และบ้างก็กลับมาพัฒนาชุมชนร่วมกับพ่อมืดแม่มุ่ย หนึ่งในนั้นคือ มิ้ม-กัญญาวีร์ อ่อนสลุง ลููกสาวของแม่มุ่ยและพ่อมืด ที่หลังจากเรียนจบในด้านชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ มหาวิทยาลัยมหิดล เธอและเพื่อนอีกสามคนได้กลับมาทำงานที่ชุมชนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในโคกสลุงต่อไป แม่มุ่ยเล่าเรื่องของมิ้ม ไม่ว่าในฐานะแม่หรืออะไรก็ตาม เรื่องเล่าของเธอมีรอยยิ้มตั้งแต่ประโยคแรก


“กว่าที่เขาจะตัดสินใจทำก็เกือบปีเลยนะ พอเรียนจบเขาไม่ได้บอกว่าจะกลับมาทำงานที่นี่นะ จนวันหนึ่งที่เขาประกาศบนเวทีว่า เขาตัดสินใจแล้วว่าจะกลับมาอยู่บ้าน ก่อนหน้านี้เขาก็คุยกับเราว่า แม่ หนูขอคิดก่อนได้ไหม หนูยังไม่แน่ใจว่าจะทำงานกับพ่อและแม่ได้ไหม เหมือนเราทำงานด้วยกันมาอยู่แล้วแต่เขาก็บอกว่ายังไม่เข้าใจงานของพ่อกับแม่มากสักเท่าไหร่ เขารู้แต่งานเด็กและเยาวชน พอเขาได้มาทำโครงการผู้นำแห่งอนาคตนี่แหละ ทำอยู่หลายเวทีอยู่จนมีอยู่เวทีหนึ่ง เขาประกาศออกมาเลยว่า เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะกลับมาทำงานที่บ้าน”


อย่างที่แม่มุ่ยได้บอกไป เธอบ่มเพาะศักยภาพของเด็กในชุมชน หนึ่ง เพื่อความยั่งยืนและสร้างคนมาพัฒนาสืบสานชุมชนต่อไป และสอง เพื่อพัฒนาพวกเขาเหล่านั้นให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ แม่มุ่ยบอกกับเราว่าลึกๆ นั้น เธออยากให้เด็กๆ กลับมาพัฒนาชุมชนต่อ เธอจึงมักชวนพวกเขาอยู่เสมอ แต่ไม่บังคับ เพราะการทำงานในชุมชนนั้นหาได้มีเงินทองและความมั่นคงตอบแทน และแม่มุ่ยกับพ่อมืดทำได้เพียงเป็นผู้สนับสนุนสิ่งที่พวกเขาและฝึกเขาให้ทำงานเป็นเท่านั้น


ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม่มุ่ยและทีมเจออุปสรรคมานับไม่ถ้วน เพราะงานพัฒนาคนหาใช่ทำและเห็นผลในทันทีทันใด หากแต่เป็นงานที่ต้องใช้ความต่อเนื่อง อดทน และฟันฝ่าปัญหามากมายที่เกิดจากการทำงานร่วมกันไปจนถึงปัญหาภายในจิตใจที่เธอมักตั้งคำถามกับตนเองอยู่บ่อยครั้ง


“บางครั้งก็ถามพี่มืดว่า เราทำอะไรกันอยู่ เราทำไปเพื่อใคร เราถามอยู่เรื่อยๆ แต่สิ่งที่ทำให้เราก้าวข้ามไปได้ก็คือ ครอบครัว คือความรัก เมื่อไหร่ที่เราท้อ เราก็ไม่ตะบี้ตะบันทำต่อนะ เราพักก่อน แล้วปรึกษากัน คุยกัน ให้กำลังใจกัน ว่าจริงๆ งานพวกนี้ไม่ได้มีใครมาสั่งให้เราทำ เราทำเอง พอเราทำเอง ถ้าเจออุปสรรค เราก็ต้องค่อยๆ ดูว่าเราจะก้าวข้ามมันไปได้ยังไง สิ่งที่ทำให้ก้าวผ่านปัญหามาได้ ก็คือครอบครัวนั่นแหละ”


อุดมการณ์ และการไม่ดูถูกตัวเอง

บทสนทนาดำเนินมาถึงตรงนี้ เราเอ่ยถามแม่มุ่ยถึงแนวคิดที่ตกตะกอนแล้วตลอดระยะการทำงานที่ผ่านมา ว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่แม่มุ่ยยึดถือกับการทำงานเพื่อส่วนรวม การทำงานเพื่อชุมชน และการทำงานเพื่อคนอื่น แม่มุ่ยนิ่งคิดสักพัก แล้วจึงตอบเราด้วยประกายตาที่หนักแน่นว่า


“สำคัญคือ หนึ่ง อุดมการณ์ต้องแน่วแน่นะ เพราะตอนที่เริ่มตัดสินใจทำงาน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการทำงานชุมชน ทำอะไร ทำยังไง ทำไปทำไม แต่พอเริ่มมาทำและเห็นคนมากมายที่เขาเป็นแบบอย่าง เราก็รู้ว่าเราต้องหาตัวตนและอุดมการณ์ของตัวเองให้เจอเหมือนกัน สองคือ ความมุ่งมั่นที่จะทำงานนั้น เพราะถ้าเราหยิบอะไรขึ้นมาทำ แล้วเราเลิกไปไม่รับผิดชอบ ไม่เอาจริงเอาจัง เขาก็ดูถูกเราได้ และการยอมรับก็ไม่เกิด 


เรามองว่าทุกวันนี้ถ้าจะทำงานคือ หนึ่ง ยึดมั่นอุดมการณ์ที่ชัดเจน เปลี่ยนวิธีการได้ แต่ต้องไม่เปลี่ยนอุดมการณ์ สองคือเราต้องรับผิดชอบในหน้าที่ ถึงจะไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไรแต่เราต้องรับผิดชอบจนถึงที่สุด ถ้าเราทิ้งไปหรือละเลย มันเป็นการดูถูกตัวเองเหมือนกันนะ เราต้องมองว่าเราก็เป็นคนคนหนึ่งที่ทำได้ทุกเรื่องนั่นแหละ อยู่ที่ว่าเราตั้งใจกับมันมากแค่ไหน” แม่มุ่ยสะท้อน


การเดินทางอันยาวนานกว่า 20 ปี ที่แม่มุ่ยย่นย่อให้สั้นลงผ่านการบอกเล่า แน่นอนว่ายังคงมีการเดินทางอีกมากมายที่ไม่ได้เอ่ยถึงในบทสนทนาชิ้นนี้ คำถามสุดท้ายที่เราเอ่ยถามจึงเป็นเรื่องราวของเธอ ว่าก้าวต่อไปในการเดินทางอันยาวนานนี้ หมุดหมายของแม่มุ่ยคือที่ไหน คืออะไร หรือสิ่งใด



“คือตอนแก่ เมื่อเราแก่ เราเป็นคนที่มีประโยชน์กับสังคม เป้าหมายของเราไม่ใช่เรื่องของเงินทอง อย่างตอนนี้เราเองก็ไม่ได้มีเงินทอง แต่เรามีความสุข เพราะฉะนั้นอนาคตพอเราแก่แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินมีทอง แต่ว่าเราอยู่อย่างไรให้มันมีประโยชน์ 
 
"อีกอย่างหนึ่งคือเรามีแม่ของตัวเองเป็นต้นแบบ แกไม่ได้มีเงินมีทอง แต่แกมีความสุข ลูกๆ รักแก มาหาแก มีคนอื่นๆ เข้ามาหามาคุยมาชื่นชม เราเลยคิดว่าความสุขในยามแก่มันไม่ต้องไปอะไรมากมาย ไม่ต้องไปปรุงแต่ง เราทำยังไงให้เรามีประโยชน์กับคนอื่นและดูแลตัวเองได้ เท่านั้นแหละนะ”


จากจุดเริ่มต้นของการพัฒนาคนและชุมชน จนถึงวันนี้ โคกสลุงได้เดินทางมาไกลผ่านการทำงานของชาวบ้านและเยาวชนในชุมชน ที่กว่าการทำงานของพวกเขาจะเข้ารูปเข้ารอย จุดเริ่มต้นเกิดจากการตระหนักถึงสถานการณ์ของชุมชน ต่อการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมไทยเบิ้งที่ค่อยๆ ถูกสังคมภายนอกเข้ามาเจือจากอัตลักษณ์ของตน จึงเกิดการเรียนรู้ผ่านการเดินทางหาประสบการณ์ในหลากหลายเวที และหนึ่งในกุญแจสำคัญที่พวกเขาค้นพบ คือ ‘การนำร่วม’ ที่ทำให้การลุกขึ้นมาทำงานชุมชนของคนโคกสลุง สามารถเชื่อมโยงผู้คนที่มีหัวใจและเป้าหมายเดียวกัน มาขับเคลื่อนงานกิจกรรมของชุมชนสู่การเปลี่ยนแปลง บนวิถีวัฒนธรรมและความเชื่อที่แม่มุ่ยกล่าวว่า ‘ถ้าสังคมดี คนอื่นได้ประโยชน์ เราก็ได้ด้วย’


ไทยเดิ้งหรือไทยเบิ้ง ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานในลพบุรีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองทั้งสำเนียงการพูดภาษาไทยภาคกลาง แต่เหน่อแบบโคราช มักลงท้ายคำพูดว่า เบิ้ง เหว่ย ด๊อก หรือ เด้อ มีความเชื่อ การทอผ้า การละเล่น และเพลงพื้นบ้าน และสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์เด่นชัด คือการแต่งกายและของใช้จำเป็น โดยผู้หญิงจะนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อกระโจมหรือเสื้ออีหิ้ว ผ้าขาวม้าพาดบ่า กินหมาก สะพายย่ามสีแดง และใช้วิถีชีวิตเรียบง่าย

SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย ”

Comments