ไม่กี่นาทีช่วงก่อนปีใหม่
ถุงพลาสติกสีขาวขุ่นสี่ใบซ้อนกันถุงละสองชั้นยังตึงเปรี้ยะจากการแบกของหนักไว้ข้างใน หญิงสาวเกร็งข้อมือจนเกือบสั่นไปทั้งท่อนแขนจากความหนักของอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อมาจากร้านอาหารหน้าคอนโด รู้อย่างนี้สั่งอาหารจากอินเทอร์เน็ตให้คนมาส่งยังอาจจะเปลืองแรงน้อยกว่าการต้องเดินออกไปซื้อเอง


เธอยืนรอลิฟต์อยู่ในโถงอาคารชั้นหนึ่ง คอนโดหลังเก่าใจกลางเมืองหลวง ท่ามกลางความวุ่นวายของนักท่องเที่ยวเริงใจในช่วงวันหยุดปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดก็ตามล้วนปล่อยใจและกายให้เป็นอิสระไปกับแสงสีและเสียงดนตรีดังสนั่นไปทั่วทั้งย่าน ต่างจากในโถงที่ปิดกั้นด้วยกระจกหนาและต้นไม้ปลูกล้อมรอบชิดขอบรั้วอย่างดีทำให้รักษาความสงบภายในเอาไว้ได้


แต่ปัดโถ่เอ๊ย แค่ลืมถุงผ้าลงมาใส่อาหารด้วย ร้านสะดวกซื้อคิดเงินค่าถุงพลาสติกเพิ่มขึ้นจากเดิมเยอะอย่างกับว่าโลกนี้เขาไม่ใช้พลาสติกกันแล้ว เธอรู้สึกระแวงหลังกับคำพูดคนในคอนโดว่าเธอเป็นคนไม่รักษ์โลก ยังใช้ผลิตภัณฑ์ทำลายล้างระบบนิเวศน์บนดวงดาวใบนี้อยู่ ไม่เหมือนเทรนด์ที่คนส่วนมากพยายามอนุรักษ์กันปัจจุบันนี้


ขอสักวันเถอะนะ อย่างน้อยวันนี้ไม่ใช่วันที่เธออยากจะใช้ความคิดไปกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างการหยิบทุกอย่างให้ครบถ้วนก่อนลงมาซื้ออาหารขึ้นมาทานเองในห้องคนเดียว ขอให้เธอได้ใช้ชีวิตในวันสิ้นปีอย่างสงบสุขและปล่อยให้เป็นหนึ่งปีที่เธอจะไม่เก็บไว้ในความทางจำ


ลิฟต์เก่าคร่ำครึของคอนโดส่งเสียงดังครืดคราดเวลาสายเคเบิลเคลื่อนตัวผ่านรอกปล่อยให้ตัวกล่องลิฟต์ไหลลงมาตามปล่อง ลูกบ้านคอนโดต่างต้องบ่นกับการทำงานของลิฟต์ในระยะแรกของการเข้าอยู่อาศัย แต่อยู่ไปเรื่อยๆ ก็เคยชินเสียแล้ว เสียเวลาแค่สามสี่นาทีกับการรอ ไม่ได้ทำให้ชีวิตลำบากลงสักเท่าไหร่


ติ๊ง


ประตูสีเขียวเข้มแง้มออกช้าๆ คุณเจ๊ห้อง 315 แต่งตัวเปรี้ยวจัด ทาปากแดงแจ๊ดเดินสวนออกมาจากลิฟต์ ในอีกสองชั่วโมงถัดจากนี้ก่อนการเค้านท์ดาวน์ คงเป็นชั่วโมงชีวิตที่เจ๊ได้สนุกสุดเหวี่ยงไปกับกลุ่มเพื่อนและเสียงดนตรี ทั้งสองยิ้มให้กัน เธอผงกหัวเบาๆ ให้เจ๊เป็นการทักทายตามมารยาท


หญิงสาวดึงแขนขวาขึ้นเล็กน้อยเพื่อปรับตำแหน่งสายหูหิ้วพลาสติกให้เข้ามือ รอยแดงเกิดจากการกดทับของน้ำหนัก ฝ่ามือเธอเริ่มชา เหน็บกินเป็นความรู้สึกมีเม็ดลูกปัดเล็กๆ กระจายอยู่ในกล้ามเนื้อ แล้วค่อยก้าวตัวเดินเข้าไปในลิฟต์


เธอเอี้ยวตัวหันหลังกลับมาที่แผงกดชั้นแล้วพยายามยกแขนขึ้น พยายามจะใช้ข้อศอกกดเลข 18 แต่ไม่ถึงสักที


แว่บเดียวเท่านั้น เงาร่างอีกร่างหนึ่งก้าวผ่านประตูเข้ามาในกล่องลิฟต์พร้อมยกมือขึ้นกันประตูไม่ให้หนีบทับ เขาในเสื้อยืดสีดำธรรมดายกมือขึ้นกดเลข 18 ให้เธอ ก่อนกดเลข 12 ให้ตนเอง


“ไง น้องมิน” เขาเอ่ยทักทาย


มินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อจะสบตากับเขา ก่อนตอบกลับว่า “อ้าว พี่เจ” แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงอาหารที่ซื้อมาเต็มไปหมดในมือ เธอซ่อนถุงทั้งหมดในมือไว้ข้างหลังกาย


เจมองเธอแล้วยิ้ม ลิฟต์ยกตัวขึ้นช้าๆ มีการกระตุกเล็กน้อยก่อนจะกระชากตัวกล่องขึ้นไปได้ ในมือของเจถือถุงเช่นเดียวกัน แต่เป็นถุงผ้าหยาบใบกลางๆ ด้านในเต็มไปด้วยขวดน้ำเปล่า และเบียร์อีกหนึ่งขวด เขาเอี้ยวตัวไปมองของในมือมินก่อนหัวเราะเบาๆ แล้วค่อยแซวออกมาว่า


“ซื้อเบียร์มาเยอะแยะ จัดปาร์ตี้ที่ห้องแล้วลืมซื้ออาหารรึไง?”


มินส่ายหน้า “ไม่อะพี่ กินคนเดียว”


ลิฟต์เคลื่อนตัวมาถึงชั้นสอง ประตูเปิดออก ก่อนที่หญิงสาวอีกคนจะขึ้นมา ในมือหล่อนยกโทรศัพท์แนบหูพร้อมกระซิบกระซาบใส่คนปลายสาย มินจับความได้ว่าหล่อนกำลังเอาของไปให้ใครบางคนที่ชั้นข้างบน


หลังจากหล่อนคุยได้แปปเดียวก็วางสาย ในลิฟต์ไม่มีใครคุยกัน เหลือเพียงเสียงครืดคราดคุ้นหูของตัวสายเคเบิลและเสียงหายใจดังๆ ของมิน ช่วงนี้ระบบทางเดินหายใจของเธอไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ทำให้เธอค่อนข้างอึดอัดใจพอสมควรเวลาอยู่ในที่สาธารณะ


ติ๊ง ลิฟต์จอดที่ชั้น 4


หล่อนเดินออกจากลิฟต์ไป


ยังไม่ทันพ้นหลังหญิงสาวบุคคลที่สาม และยังไม่ทันการปิดประตูลิฟต์ เจกล่าวขึ้นว่า “ตาบวมแบบนี้ เลิกกับแฟนมารึไง?”


มินหันขวับ ด้วยความไม่คิดว่าจะมีใครสังเกตใบหน้าของเธอภายใต้แว่นสายตากรอบใหญ่ “รู้ได้ไง?” ถามด้วยน้ำเสียงนิ่ง เก็บอาการเอาไว้


ชายหนุ่มเลิกคิ้วข้างเดียวพร้อมยักไหล่สองข้างพร้อมกัน ยกมือข้างที่ว่างอยู่เข้าในกระเป๋ากางเกงแล้วตอบว่า “ก็เดาๆ เอา ผู้หญิงร้องไห้มา จะมีสักกี่สาเหตุกัน”


เธอไม่ตอบอะไร ถอนหายใจยาวๆ พลางพยักหน้าเป็นคำเออออ สำหรับผู้ชายคงนึกได้ไม่กี่อย่าง เลิกกับแฟน ทำงานไม่ทัน ทะเลาะกับเพื่อน ปวดท้องประจำเดือน อารมณ์เหวี่ยงหลังประจำเดือน ฯลฯ เธอแค่เป็นอีกหนึ่งความซ้ำซากของวัฐจักรการร้องไห้ของสิ่งมีชีวิตอันมีชื่อเรียกว่ามนุษย์เพศเมีย


เสียงลิฟต์ครืดคราดฟังแล้วดังขึ้นกว่าเก่าเวลาที่ไม่มีใครพูดกัน และยิ่งแย่กว่าเดิมในสถานการณ์ที่มินอยากจะรีบหนีเข้าห้องไปแกะอาหารออกมาวางเรียงสะเปะสะปะแล้วดื่มเบียร์ทั้งหมดที่ซื้อมาจนกว่าจะมึนหัว จนกว่าจะเวียนหนักพอที่จะอาเจียนสองสามรอบแล้วทิ้งตัวนอนไปพร้อมกับเสียงพลุข้ามปี เธอเหลือบไปมองเลขที่ขึ้นบนหน้าจอลิฟต์อยู่เพียงชั้น 8


กึก กึก กึก ครืด


“เฮ้ย” เสียงเจทักอุทาน


กึ้ง—


ลิฟต์หยุดชะงัก จังหวะประมาณนี้น่าจะจอดระหว่างชั้น 8 และ 9 มินมองเงยหน้ามองเพดานลิฟต์เห็นไฟผังในเพดานปิดกั้นด้วยฝ้าสีขาวโปร่งแสงส่งเสียงหวิ่งๆ ของหลอดแอลอีดี


“อีกแล้วหรอเนี่ย” เจบ่น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลิฟต์ตัวเก่าค้าง ทุกๆ เดือนจะต้องมีการค้างกลางคันตลอดๆ เพียงแค่สำหรับค่ำคืนสุดท้ายของปีไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเลยแม้แต่น้อย หญิงสาววางถุงทั้งสี่ลงกับพื้นลิฟต์ด้วยความเหลืออด หนักก็หนัก ไม่ทนที่จะแบกไปจนกว่าลิฟต์จะติดหรอก


เธอกดปุ่มเรียกโอเปอเรเตอร์ชั้นหนึ่ง เกิดเสียงออดตามครั้งที่เธอกดเรียกพนักงานลอบบี้ซึ่งในเวลานี้น่าจะเป็นพี่ยามคนเก่งของคอนโด กดเป็นจังหวะยาว สั้นสลับกันไปซ้ำๆ อย่างนั้นจนกระทั่งมีคนตอบกลับมาทางลำโพง


“ฮัลโหลครับ” เสียงพี่ยามแตกเหมือนเสียงสังเคราะห์ในภาพยนตร์ไซไฟ


“ฮัลโหลค่ะ พี่ยศ ลิฟต์ติดอยู่ชั้น 8 ค่ะ”


“อีกแล้วเรอะครับ?” สำเนียงสั้นๆ แกฟังน่ารักดีเมื่อผ่านลำโพง มินคิด


“ติดอีกแล้วครับพี่” เจตอบกลับบ้าง


“ช่างยังไม่ว่างมาดูให้เลยครับ น่าจะต้องรอแปปนึงเหมือนเดิมนะครับ” พี่ยศตอบกลับมาง่ายๆ เหมือนจะเป็นความดูดายของคอนโดแต่นั่นคือวิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุด คือการรอ


“ถ้าทนไม่ไหวหนูจะเรียกอีกทีนะคะพี่ยศ” มินเอ่ยตอบบ้าง


“ครับๆ นี่ใครครับที่ติดในลิฟต์?” เสียงลำโพงถาม


“มินเองค่ะ ห้อง 1815”


“เจครับ 1215”


“ครับๆ รอแปปนึงนะครับ ขอโทษด้วยครับ” พี่ยศตอบง่ายๆ สั้นๆ ก่อนที่เสียงตัดสายจากโอเปอเรเตอร์จะดังขึ้น ตามมาด้วยความเงียบของเสียงหายใจและหลอดไปแผลเก่า


มินหย่อนบั้นท้ายนั่งลงกับพื้นลิฟต์โดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ยกมือสองข้างขึ้นโปะหน้าตนเองแล้วกดน้ำหนักลงที่เบ้าตาเพื่อนวดช้าๆ


“พี่ไม่ได้ติดลิฟต์คอนโดมาสักพักแล้วนะเนี่ย” เจพูดขำๆ ก่อนนั่งลงข้างๆ มิน


เธอยกขาชันเข่าแล้วบ่นงึมงำภายใต้มือของตน “มินติดเกือบทุกวันเลยอะ รำคา—ญ” ส่งเสียงโอดโอยด้วยความเบื่อหน่ายจากความรู้สึกเบื้องลึกสุดของจิตใจ “ช่วงนี้มีแต่อะไรให้รำคาญเนี่ยพี่ น้องเบื่—อปีนี้”


เจมองหญิงสาวข้างๆ แล้วยิ้ม “เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ปีใหม่แล้วไง”


หญิงสาวถอนหายใจเฮือกดัง เอื้อมมือไปคว้าเบียร์ในถุงพลาสติกมาสองกระป๋อง “หวังว่าจะดีกว่าตอนนี้ก็แล้วกัน” กล่าวเสียงหน่ายใจก่อนส่งกระป๋องหนึ่งให้เจ “อะพี่เจ”


“เฮ้ย” เขาแสดงท่าทีไม่อยากเชื่อสายตาเล็กน้อย “จะก๊งในนี้เลยหรอ ลิฟต์คอนโดเนี่ยนะ?”


มินมองเขาด้วยหางตาก่อนกดแรงนิ้วงัดฝากระป๋อง เกิดเสียง ป๊อก ฉื—ด เป็นจังหวะพอดีกับที่เธอพูดต่อว่า “เมื่อวานมินติดอยู่ 20 นาที ไม่มีเร็วกว่านั้นแน่ เชื่อน้อง” แล้วยกเบียร์กระดกขึ้น ปล่อยให้ของเหลวในกระป๋องไหลเข้าคอ กลืนลงไปติดต่อกันหลายอึกโดยไม่สนใจว่าฟองที่ล้นออกมาจากการเปิดกระป๋องจะไหลเปื้อนออกมาที่ข้างแก้มหรือเปล่า


เจยิ้ม ขอบคุณเธอในใจสำหรับแอลกอฮอล์ฟรีหนึ่งกระป๋องถ้วนทั้งๆ ที่เขาก็มีเครื่องดื่มของตนเองอยู่ในย่ามของตน เขางัดแรงเปิดกระป๋องในมือบ้างก่อนยกมันขึ้นไปทางหญิงสาวข้างกายเป็นสัญลักษณ์ของการขอชนแก้วก่อนดื่ม


มินดึงกระป๋องออกจากริมฝีปากก่อนส่งเสียง "ฮ่า—" ยาวๆ อย่างสดชื่น เบียร์ภายในกระป๋องหมดไปครึ่งหนึ่งด้วยความรวดเร็ว เธอมองหน้าเจแล้วเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเขินอาย และมีความสุข ยกกระป๋องเดิมนั้นชนกับกระป๋องของพี่ชายร่วมคอนโดแล้วยกขึ้นดื่มอีกรอบ


ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ ก่อนยกขึ้นดื่มเองบ้าง ความรู้สึกของเบียร์เย็นๆ เต็มไปด้วยฟองซ่าแตกบนผิวลิ้นยามไหลผ่านเข้าไปสู่ลำคอ อุณหภูมิอันน่าประหลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เย็นซาบซ่าเมื่อผ่านคอเข้าไปแต่สร้างความรู้สึกร้อนวูบวาบเมื่อหายใจเข้าหลังจากดื่ม กลิ่นเอกลักษณ์ของเบียร์ลอยขึ้นผ่านช่องปากขึ้นไปสู่โพรงจมูก รับรู้ไปถึงประสาทสัมผัสบริเวณหน้าผากของเขา กลั่นเป็นความรู้สึกโล่งอย่างแปลกประหลาด


“หมด- แล้ว- หนึ่ง- กระป๋อง!”


เจได้ยินเสียงมินเรอหลังจากนั้นเบาๆ แต่เขาทำเป็นไม่สนใจและดื่มเบียร์ในมือต่อ ถ้าตอนนี้พี่ยศมองกล้องวงจรปิดของลิฟท์อยู่ คงสงสัยน่าดูว่าควรจะต่อสายโอเปอเรเตอร์เข้ามาห้ามปรามไม่ให้สร้างความสกปรกในสาธารณูปโภคคอนโดหรือไม่ หรือว่าจะเตือนให้ไม่ลืมเก็บกวาดขยะภายในนั้นหลังจากเสร็จกิจธุระแล้ว


ชายหนุ่มไม่มั่นใจว่าเขาควรถามบุคคลข้างๆ หรือควรคุยเกี่ยวกับชีวิตของเธอในปีที่ผ่านมาเพียงไหน ในเมื่อปีที่ผ่านมานั้นกำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์และเริ่มต้นใหม่ในปีถัดไป บางทีเธออาจจะอยากลืมทุกอย่างโดยไม่ต้องการให้ใครมาโหมไฟให้ฟื้นคืนมาและติดตามเธอไปยังชีวิตใหม่จึงได้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากขนาดนี้มาดื่มเพียงลำพัง ถ้าเป็นเขาคง—


“ไม่กลับบ้านหรอปีนี้?” มินเอ่ยถามขัดความคิดของเจ


เขาส่ายศีรษะเป็นการตอบ กระดกสั้นๆ ให้เบียร์เข้าคอแล้วค่อยตอบเป็นคำพูดว่า “กลับไปแล้วช่วงสงกรานต์ ที่บ้านไม่เหลือใครแล้ว พวกน้องๆ พี่ก็เข้ามาเรียนต่อในเมืองกันหมด”


หญิงสาวพยักหน้าเออออ กระแอมเล็กน้อยเพราะรู้เรื่องราวของที่บ้านพี่เจมาตลอด ทราบเรื่องราวของครอบครัวเจตั้งแต่ต้นปีถึงอาการป่วยและการจากไปของบุปผการีทั้งสอง นึกแล้วเสียดายที่เธอเคยเจอพ่อกับแม่ของพี่เขาแค่ครั้งเดียวเมื่อสองสามปีก่อน และเสียดายที่ไม่ได้บอกลากับท่านเลย


“มินไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนรึไงปีนี้ เห็นสิ้นปีไปกับแก๊งตลอดนี่” เขาถามกลับบ้าง


“ก็เลิกกับแฟนไง” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ด้วยน้ำเสียงห้วนๆ มินสบถในใจด้วยความหงุดหงิด


“อ๋อ เออใช่” เจเกือบลืมข้อเท็จจริงนี้ไปโดยสิ้นเชิง เขายกขึ้นดื่ม ไม่สิ เรียกว่าจิบเครื่องดื่มทีละนิดเพราะยังไม่ได้ทานข้าวเย็นมา เดี๋ยวจะมึนเมาเสียโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ในขณะเดียวกันที่หญิงสาวข้างกายเปิดอีกกระป๋องหนึ่งแล้วกระดกขึ้นดื่มอย่างไม่เกรงกลัว


“เขาไม่อ่านข้อความมินเลยอะ หนึ่งอาทิตย์แล้ว หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ เลยนะพี่เจ” น้ำเสียงเธอหงุดหงิดแต่ปนด้วยความเสียใจ “สองอาทิตย์ที่แล้วมินเคลียร์งานใหญ่กับลูกค้าเลยไม่ว่างคุยแค่ไม่กี่วัน เขาเลยหายไปเลยเนี่ยนะ นิสัยเสียเนอะ”


ผู้มีอายุมากกว่าและเพศเดียวกับแฟนหนุ่มของเธอต้องใช้เวลาเกือบสิบวินาทีครุ่นคิดคำตอบ ก่อนจะตอบกลับด้วยคำถามว่า “ไม่ได้คุยกันแล้วรู้ได้ยังไงว่าจะเลิกกันจริง? เขาอาจจะทำงานเหมือนที่มินทำตอนไม่ว่างคุยกับเค้าก็ได้”


“มินส่งข้อความไปเกือบร้อยนะพี่เจ อันสุดท้ายเลยไม่ทนมันแล้ว บอกเลยว่าเลิก แล้วบล็อกไปแล้วด้วย รำคาญ”


เจไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของเธอเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะอะไรที่จะออกความเห็นเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเนื่องจากไม่ใช่เรื่อง และไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของเขา จึงถามต่อว่า “แล้วไม่กลับบ้านล่ะ มานั่งก๊งเหล้าคนเดียวตอนสิ้นปี”


ดูท่าเธอไม่อยากตอบ และเขาไม่อยากเค้นเพื่อให้ได้คำตอบ ชายหนุ่มเริ่มใช้นิ้วงัดฝากระป๋องเล่น หมุนมันไปมาจนตัวงัดหลุดออกมาจากกระป๋อง จึงโยนมันลงไปในย่ามหิ้วของเผื่อวันไหนผ่านไปเจอที่บริจาคฝากระป๋องจะได้บริจาคให้มันได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างการรีไซเคิลทำขาเทียมให้ผู้ป่วย


“ปีนี้เบื่อคน อยากอยู่คนเดียว เลยดื่มคนเดียว” มินยกกระป๋องขึ้นแตะริมฝีปากแต่ไม่ยกขึ้นดื่ม “เจอคนเยอะแยะไปหมดจนไม่อยากคุยกับใครอีกแล้ว”


“เดี๋ยวก็ดีขึ้นแหละ นี่ยังคุยกับเราได้เลย” เจทักพร้อมยิ้มให้หญิงสาว หวังว่าเธอจะรับรู้ความหวังดีของเพื่อนร่วมติดลิฟท์ได้


เธอหันมามองหน้าเขา ความสนิทของทั้งสองไม่ได้มากล้นจนเรียกหาสถานะมากกว่าพี่ที่รู้จักกันมาหลายปีในคอนโด คงด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดที่ช่วยเปิดใจให้เธอกล้าปรึกษากับเขา


“มันจะดีขึ้นจริงดิพี่ เดี๋ยวทำงานก็ต้องเจอคนเยอะแยะเต็มไปหมดอีก น้องเหนื่อยแล้ว เหนื่อยจนอยากจะร้องไห้แต่มันร้องไม่ออกสักที”


เจพยักหน้ารับรู้ก่อนถามต่อ “แล้วอยู่คนเดียวจะสบายใจขึ้น?”


หญิงสาวเว้นจังหวะไว้ครู่หนึ่งก่อนกระดกเบียร์ขึ้นอีกอึกสองอึก “ไม่รู้” เธอวางพักกระป๋องในมือไว้ข้างกายติดกับผนังลิฟต์อลูมิเนียมสีเงิน ใช้ข้อมือปาดเหงื่อบริเวณหน้าผากซึ่งเกิดจากความร้อนอบอ้าวภายในกล่องลิฟต์ขนาดเล็ก นึกโชคดีที่ยังมีอากาศหายใจและไฟไม่ได้ดับจนภายในกลายเป็นความมืดมิด


“มินแค่รู้สึกว่ามินไม่มีความสุขเลยอะพี่เจ เมื่อสองสามเดือนก่อนมินไปเที่ยวกับเพื่อนที่ทะเล มินได้แต่สงสัยว่าทำไมกายว่ายน้ำถึงจะทำให้คนเรามีความสุขได้ คือสนุกอะไรหรอ? สมัยก่อนมินก็เล่นน้ำทะเลกับที่บ้านบ่อยๆ แต่มินลืมไปหมดแล้วว่าทำไมตอนนั้นถึงมีความสุขขนาดนั้น แบบ—”


เธอเว้นจังหวะเอาไว้ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังกลั้นหายใจไม่ให้น้ำตาไหลออกมาแต่ไม่ใช่เลย มันเป็นการหมดคำพูดแล้วจริงๆ หญิงสาวไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่าต้องการจะสื่ออะไรออกมาให้อีกฝ่ายได้รับรู้ถึงอาการอึดอัดของเธอ


“แบบ?” เจถามเสียงเบาๆ


“แบบ...ไม่รู้สิ ตอนที่มินนั่งดูคนอื่นเล่นน้ำ มินอิจฉาคนอื่นที่เขามีความสุขนะพี่เจ พอมาคิดตอนนี้แล้วโกรธตัวเองเหมือนกันว่าแค่ลงน้ำไปเล่นสนุกๆ อย่างคนอื่นเขา ทำไมถึงทำไม่ได้เหมือนแต่ก่อน?” น้ำเสียงของเธอไม่แน่นอนเอาเสียเลยกับความรู้สึก เต็มไปด้วยความเศร้า ตะคอกเสียงด้วยความโกรธ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วลึกๆ เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่


เขาจึงไม่ตอบอะไร ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำรับรู้อารมณ์ของเธอข้างๆ ในฐานะคนรู้จักและคนที่รับของขวัญเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะรอลิฟต์เคลื่อนตัว


“สมัยก่อนช่วงปีใหม่ พ่อกับแม่ของพี่จะซื้ออาหารทะเลมาปิ้งกันริมหาดหลังบ้าน พวกข้างๆ บ้านก็จะมาช่วยกันปิ้งคนละเตาสองเตาแล้วจัดงานปีใหม่เล็กๆ กัน พอมาตอนนี้ไม่มีใครทำแล้ว น้องสาวพี่เขาไม่ยอม สงสัยยังเฮิร์ทอยู่” ชายหนุ่มเล่าให้ฟัง “แต่ถามว่าพี่อยากจะกลับไปทำแบบนั้นมั้ย พี่ก็ไม่ได้อยากขนาดนั้น พอมันเคยชินว่าคนทำคือพ่อกับแม่ แล้วจะให้พี่ไปทำต่อโดยไม่มีท่านอยู่ ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ทางของพี่ พอจะเข้าใจอารมณ์มั้ย?”


มินมองหน้าเขาด้วยคิ้วย่นเป็นปมบาง “เหมือนจะเขาใจแต่งงๆ อยู่”


เจเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเพราะคำตอบที่ได้รับ “ไม่ใช่อะไรหรอก แค่อยากเล่าให้ฟังเฉยๆ”


“อ๋อ” เธอตอบนั้นๆ ไม่มีอะไรเพิ่มเติม


เขาเว้นไว้สักพักหนึ่ง ให้บทสนทนากลายเป็นการสื่อสารกับตนเองภายในใจทั้งคู่ สำหรับเจเป็นการคิดถึงภาพคนในชุมชนมารวมตัวกันทานอาหาร กลิ่นเค็มของไอทะเลที่บ้านเกิดยังลอยออกมาจากเศษเสี้ยวความทรงจำ ออกมาแตะที่ปลายจมูกก่อตัวเป็นความคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ของตนเอง ส่วนมินเป็นความคิดทบทวนสิ่งที่ตนเองพูดออกไป


“ถ้าเป็นเรานะ” เจขัดความว่างเปล่าในบรรยากาศห้องด้วยการออกความเห็นส่วนตัว “พี่จะซื้อเบียร์ไปสองขวดแล้วนั่งดูพระอาทิตย์ตกครั้งสุดท้ายของปี ฟ้าฤดูหนาวสวยจะตาย”


“ก็คงดีเนอะ” เธอตอบเสียงแผ่ว ไม่ออกความเห็นอะไรเพิ่มเติม ความอบอ้าวรอบๆ ตัวทำให้เธอเหนื่อย ยิ่งดื่มเครื่องดื่มมึนเมาเข้าไปรวดเร็วในขณะที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องเป็นมื้อยิ่งทำให้รู้สึกร้อนถึงแม้จะนั่งอยู่เฉยๆ ก็ตาม มินนึกภาพบรรยากาศสุดท้ายของปีที่เธอพลาดไปหลายๆ ครั้งเพราะมัวแต่คุยกับเพื่อนร่วมกลุ่มเวลาไปเที่ยวด้วยกัน นึกภาพบรรยากาศดีๆ ที่เธอได้ใช้เวลาไปกับคนที่เธอรัก แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่นับช่วงเวลาสิ้นปีที่ใช้ไปพร้อมกับแฟนเก่าที่เพิ่งเลิกกันไปสดๆ ร้อนๆ


“อีกอย่าง— “เสียงเจเริ่มต้นก่อนอีกครั้ง “ถ้าเป็นเราคงจะลงไปว่ายน้ำทะเล”


มินมองใบหน้าชายหนุ่มผู้ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มมาให้ก่อนจะถามกลับไปว่า “หมายความว่ายังไง?”


ชายหนุ่มผู้พี่ส่งเสียงอืมในลำคอเบาๆ ระหว่างคิดคำอธิบาย แล้วค่อยตอบว่า “ก็มินไม่รู้ว่าทำไมว่ายน้ำทะเลถึงมีความสุข แล้วมินไม่ยอมลงไปเล่นน้ำเพราะไม่รู้ สุดท้ายมินก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามินจะมีความสุขไหมถ้าลงไปว่ายน้ำจริงๆ” เขาเว้นจังหวะพักหนึ่งก่อนหลุดขำออกมาจากสีหน้าของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม จึงกล่าวต่อว่า “พี่ว่ามินคงกลัวว่ามินจะคิดถูกมากกว่า กลัวว่าลงไปเล่นน้ำทะเลจริงๆ แล้วจะไม่สนุก ไม่ได้ทำให้มีความสุขอย่างที่มินคิด”


หญิงสาวไม่ตอบอะไร สีหน้านิ่งเฉย แต่ไม่ใช่เพราะความมึนงงหรือมึนเมา เจจึงกล่าวต่อ


“ถ้าคนเรามัวแต่อยู่เฉยเพราะกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าสุดท้ายแล้วเราคิดถูกหรือคิดผิด”


กล่าวเสร็จจึงยิ้มด้วยสีหน้าภาคภูมิใจเต็มที่ในการปล่อยคำคมโก้หรูออกไปเป็นคำแนะนำ จนมินหลุดหัวเราะออกมาแล้วต่อประโยคเป็นการหยอกล้อว่า “คมไปอี—ก” ลากเสียงยาวเป็นการแซวเพื่อปกปิดการแสดงอาการเคอะเขินของตนเองกับคำพูดของชายตรงหน้า คำคมที่เหมือนจะเกินความเป็นจริงแต่ทำหน้าที่เหมือนฝ่ามือตบเตือนสติเบาๆ บนใบหน้าของเธอ ตีให้กรอบความคิดซึ่งเกิดจากความเศร้าหมองและพลังลบในร่างกายได้แตกละเอียด ทำให้ร่างกายมินเบาลงราวกับว่าคำพูดของเขาได้ยกน้ำหนักความคิดบางอย่างออกจากไหล่ทั้งสอง


เบียร์กระป๋องแรกในมือของเจเพิ่งหมด จังหวะที่เขาเก็บกระป๋องนั้นเข้าไปในย่ามเพื่อรอนำไปทิ้งที่ห้องตนเองในภายหลัง มินเพิ่งเห็นขวดเบียร์ในกระเป๋าของเจจึงทักขึ้นมาว่า “พี่ก็ซื้อเบียร์มาก๊งคนเดียวเถอะ ปีใหม่ทั้งทีก๊งเหล้าคนเดียว”


“อ๋อ เอ้อ ลืมไปเลย” เขาดึงย่ามเปิดกว้าง เห็นขวดน้ำและขวดเบียร์ ลืมไปเสียสนิทว่าตนเองก็หวังจะดื่มคนเดียวข้ามปี ไม่ใช่เพราะเสพติดความเหงาหงอยหรือไม่มีใครคบหา เพียงแต่เป็นการฉลองให้กับชีวิตที่ผ่านมาและการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวันรุ่งขึ้น


ทั้งคู่ไม่คุยอะไรหลังจากนั้น ความเงียบก่อตัวขึ้นอีกครั้งแต่ไร้ซึ่งความอึดอัดระหว่างทั้งสอง เจกำลังคิดเมนูง่ายๆ ที่สามารถปรุงจากวัตถุดิบในตู้เย็น ส่วนมินกำลังตัดสินใจ


ครู่เดียวในความสงบนั้น เสียงเคลื่อนตัวของรอกลิฟต์คงลอดผ่านเข้ามาทางช่องระบายอากาศเหนือศีรษะ


“เฮ้ย/เฮ้ย” เสียงเฮ้ยครั้งที่เท่าไหร่ของค่ำคืนนี้ ทั้งคู่อุทานพร้อมกันเมื่อลิฟต์เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นตามหน้าที่ของมัน มินและเจหันมามองหน้ากันด้วยความดีใจ ส่งยิ้มและเสียงหัวเราะให้แก่กันโดยไม่มีคำพูดใดๆ อธิบาย เขาและเธอต่างคนต่างหยิบข้าวของตนซึ่งอยู่บนพื้นลิฟต์ หญิงสาวเก็บกระป๋องเบียร์เข้าถุง ชายหนุ่มรวบสายย่ามขึ้นสะพายที่ไหล่ข้างขวาระหว่างลุกขึ้นยืนก่อนที่เธอจะยืนขึ้นตาม


ทั้งคู่อมยิ้มในระหว่างที่เลขบอกชั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย จากชั้น 9 ไปที่ 10, ขึ้นสู่ชั้น 11 ก่อนจบลงที่ชั้น 12


จังหวะก่อนลิฟต์จะหยุดจอดที่ชั้นของชายหนุ่มช้ากว่าตัวเลขไปเล็กน้อย เจจึงกล่าวลา “ไปก่อนนะ” เขาก้าวตัวไปทางประตูลิฟต์ เบี่ยงตัวหันหน้าเข้าหาเธอในระหว่างที่ตัวลิฟต์จอดแล้วค่อยๆ เปิดประตูช้าๆ “แฮปปี้นิวเยียร์นะมิน” ก่อนถอยหลังออกจากลิฟต์ไป


มินมองหน้าเจระหว่างประตูลิฟต์ปิดเป็นภาพสโลว์โมชั่น พลางคิดว่าแปลกดีเหมือนกันสำหรับคนสองคนที่สนิทกันพอประมาณแต่ไม่ถึงขนาดได้ติดต่อกันทุกเรื่อง จะสามารถคุยกันในประเด็นลึกซึ้งภายในช่วงเวลาสั้นๆ ภายในกล่องลิฟต์ตัวเก่าขนาดเล็ก ความไม่สนิทกันมากเกินไปคงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้บทสนทนาที่เกิดขึ้นไหลลื่นไปโดยไม่มีอะไรมาเป็นกำแพงขวางเป็นความชั่งใจเอาไว้


ช่องว่างระหว่างลิฟต์น้อยลงเรื่อยๆ เจกลับมาพร้อมกับยิ้มและโบกมือให้เบาๆ เธอทำแบบเดียวกันในขณะที่เห็นเขาหันหลังเดินออกไปและ—


“พี่เจ!” เสียงเรียกชื่อดังอยู่ข้างหลังชายหนุ่ม เขาหันขวับมาเห็นเท้าในรองเท้าแตะหนีบสีฟ้าคั่นกลางประตูลิฟต์สองข้างก่อนจะหนีบเข้าหากันะสนิท ประตูสีเขียวแยกเปิดช้าๆ พร้อมกับเสียงครืดคราดคุ้นเคยเผยให้เห็นหญิงสาวมองตรงมาที่เขาแล้วพูดว่า


“มาก๊งเบียร์ต่อที่ห้องมินไหม?”





เรื่องสั้นที่มาสั้นจริงๆ เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบก่อนกลับจากทะเลที่อยากเขียนขึ้นมา แต่ดันมาเดือดเขียนเอาตอนใกล้สิ้นปีซะได้ เลยไม่ทันโพสท์ตอน 00:00 รับปีใหม่พอดี
อะไรเก่าๆในปีที่แล้วที่ไม่สบายใจก็ทิ้งไป เก็บเอาไว้แค่สิ่งที่ได้รับจากประสบการณ์นั้นก็พอ
ส่วนอย่างที่เจบอกในเรื่อง “ถ้าคนเรามัวแต่อยู่เฉยเพราะกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าสุดท้ายแล้วเราคิดถูกหรือคิดผิด”
เพราะฉะนั้นลงมือทำกันเถอะค่ะ ทำอะไรก็ตามที่เคยอยากทำแต่ไม่กล้าทำสักที
ปีใหม่แล้ว ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง ทำงานกันแบบพอดี มีความสุขกับสิ่งที่ตัดสินใจทำ และขอให้ตั้งใจทำอะไรแล้วราบรื่นเท่าที่จะราบรื่นได้นะคะ
Happy New Year 2020 :)

ปล. ภาษาอาจจะงงๆ ไม่ได้แตะการเขียนนานอยู่ หวังว่าจะสื่อถึงผู้อ่านนะคะ
SHARE
Writer
Moonbear
Writer, Photographer
I write my thoughts and capture your moments.

Comments

iDew
10 months ago
ชอบภาษาในการ สื่อสารใหลลื่นดีครับ
Reply
Moonbear
10 months ago
ขอบคุณนะคะ :)
decafein
10 months ago
อ่านแล้วจบแบบให้คิดต่อเองด้วย
ปล. แสดงว่าน่าจะเคยติดลิฟต์
Reply
Moonbear
10 months ago
ติดลิฟท์ที่คณะค่ะ ติดอยู่กับเพื่อนแล้วก็อาจารย์อีกคน เกือบหายใจไม่ออก เกร็งอาจารย์ 55555555
decafein
9 months ago
555
farrrraway
10 months ago
ชอบจังค่ะ สวัสดีปีใหม่นะคะ ;)
Reply
Moonbear
10 months ago
สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอบคุณที่ชอบนะคะ :)
Dextiny
10 months ago
ภาษาของคุณไรท์บรรยายได้เห็นภาพมากๆเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่น :-)
Reply
Moonbear
10 months ago
เรียกเราว่าคุณไรท์แล้วจั๊กจี้ดีจัง 5555555
Dextiny
10 months ago
จะรอติดตามผลงานของคุณไรท์นะคะ :-)
Intricacy
10 months ago
ชอบจัด ๆ เลยครับผม
Reply
Moonbear
10 months ago
ขอบคุณที่ชอบนะคะ :)