เเก, ฉัน เเละวันอาทิตย์
เจ็ดโมงยี่สิบเก้านาที อีกหนึ่งนาทีหล่อนจะเดินไปเปิดประตูร้าน
เช้านี้หล่อนขุดตัวเองออกจากที่นอนตอนตีห้าครึ่งสามสิบห้านาที


ความคิดเเรกที่ผุดขึ้นมาในหัวหล่อนคือ 
ความคิดถึง คิดถึงอะไรสักอย่าง คล้ายจะเป็นสิ่งมีชีวิต
หล่อนคิดถึงอะไรสักอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

เมื่อวันอาทิตย์, 
เมื่อวานนี้
หล่อนตื่นเเต่เช้าตรู่ ราวๆ ตีสี่เศษๆ 
จริงๆ ก่อนหน้านั้น 
ถ้าบ้านใครมีนาฬิกาติดฝาผนังเรือนขนาดที่พอจะมองเห็นได้ โดยไม่ต้องหรี่หรือเพ่งสายตา 
หรือมองเห็นโโดยที่ไม่ต้องลุกขึ้นไปดู ให้หันไปมองนาฬิกาเรือนนั้น
เเล้วย้อนหมุนทวนนาฬิกาขึ้นไป เลขห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง นั่นล่ะ หยุดอยู่ตรงนั้น 

หล่อนตื่นขึ้นมากลางดึก ควานมือหยิบโทรศัพท์ 
01:01 น.
การตื่นขึ้นมากลางดึกของหล่อนไม่ใช่เรื่องปกติ 
จะว่าหล่อนตื่นเต้นกับวันอาทิตย์ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ไม่น่าใช่ 
หล่อนรู้สึกอะไรบางอย่าง มันเกิดขึ้นกับในท้องหล่อน 
ถ้าเดาไม่ผิดหล่อนคิดว่าต้องเป็นกระเพาะเเน่ๆ กระเพาะหล่อนดูโล่งๆ ว่างเปล่า 
เหมือนมีเเค่อากาศ ไม่มีอาหารหรืออะไรที่พอจะย่อยได้หลงเหลืออยู่ 
หล่อนเข้าใจเเล้ว เเละหล่อนนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานหล่อนยังไม่ได้กินข้าวจริงๆ 
ข้าวยังไม่ตกถึงท้องหล่อนสักนิดเดียว หากจะนับดูอาหารหลักที่ลงสู่กระเพาะ 
หล่อนก็กินเเค่ขนมจีน ผักสด ไข่ต้ม เมื่อตอนกลางวัน เเค่นั้นเอง
หล่อนหยิบขวดน้ำตรงปลายเตียง ท่ามกลางความมืดสลัด เปิดเเละกินมันเข้าไปหลายอึก 
เเต่ด้วยความที่มันเป็นเพียงน้ำเปล่า ไม่มีเเคลอรี่ 
ไม่มีพลังงานอะไรที่จะทำให้ความหิวหล่อนหายไปได้เลย
สิ่งที่หล่อนทำได้จึงเพียงบอกตัวเองให้ข่มตาลง หลับตา เเละรอให้ถึงตอนเช้า
นาฬิกาปลุกจากสมาร์ทโฟหล่อนดังขึ้น ภายใต้เสียงปลุกยังมีระบบสั่นอีกด้วย
หล่อนลืมตาตื่นขึ้นทันที คว้าผ้าเช็ดตัว เเล้วตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ จัดการธุระส่วนตัว

เช้าวันอาทิตย์ที่ดูธรรมดาสำหรับคนทำงานทั่วไป 
จริงๆ มันก็ธรรมดาสำหรับหล่อนอยู่หรอก
เเต่สำหรับวันอาทิตย์นี้ มันพิเศษ หล่อนว่า

การเเต่งหน้า การเเต่งตัว ทาครีมบำรุงผิว 
ก็ดูจะพิถีพิถันไปหมดเชียวล่ะ 
หล่อนบรรจงทำเเละตั้งใจกับการเเต่งตัวในเช้าวันอาทิตย์นี้ 
มากกว่าวันอาทิตย์ไหนๆ 

ประตูเหล็กบานใหญ่ถูกเปิดออกเพียงครึ่ง ทำไมถึงเปิดเเค่ครึ่งเดียวน่ะหรือ 
คำตอบเดิม วันนี้วันอาทิตย์ร้านของหล่อนปิด 
ฟ้าครึ้มทำท่าเหมือนจะโปรยฝนลงมา หล่อนเปิดเเอพลิเคชั่นดูสภาพอากาศ 
เจอรูปอิโมติคอนรูปเเสงเเดดเเละก้อนเมฆ ไม่มีเค้าจะเกิดฝนเลยสักนิด 
เหมียว เหมียว เสียงร้องของเเมวลายสลิดดังมาจากชั้นสองหลังบ้าน เเมวลายสลิดเพศผู้ของหล่อนร้องเสียงดังจนเธอตกใจ หล่อนรู้เเล้วว่าเสียงร้องนี้คือเสียงของเเมวที่กำลังหิวจัด 
มันกำลังพยายามบอกให้หล่อนเตรียมข้าวคลุกปลาทูให้มันกิน 

จริงๆ ท้องฟ้าจะต้องสว่างกว่านี้ วันนี้มันดูมืดครึ้มผิดปกติ 
หล่อนพึมพำพลางเตรียมข้าวคลุกปลาทูให้เเมวลายสลิด

เอาล่ะ หน้าที่ของหล่อนเสร็จเรียบร้อยเเล้ว
หล่อนหยิบเพียงหมวกสีกากี อุปกรณ์กันฝนไปเพียงอย่างเดียว
เพราะคิดว่าฝนคงตกไม่หนัก

เกือบๆ เจ็ดโมง หล่อนหยิบสัมภาระ เช็คของในกระเป๋า 
ดูความเรียบร้อยของบ้าน 
เเล้วสะพายกระเป๋า
เดินออกไปด้วยใบหน้าที่อิ่มเอิบ 
สดชื่นกว่าทุกเช้า 
เเม้อากาศวันนี้จะครึ้มๆ ก็ตาม

หล่อนส่งข้อความผ่านไลน์ไปบอกเขาว่ากำลังออกจากบ้านเเล้ว 
เขาตอบกลับมาว่าให้รอเขาอยู่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อหน้าโรงเรียนเหมือนเดิม

เเหละนี่เป็นการเจอกันอีกครั้งของหล่อนเเละเขา 
หล่อนไม่เจอกับเขานานเเค่ไหนน่ะหรือ
ก็ตั้งเเต่เดือนสิงหาปีที่เเล้ว การเจอกัน หลังจากที่ไม่ได้เจอกันในรอบหลายเดือน
มันจึงเป็นการเจอที่มีคุณค่าต่อหล่อน ความคิดถึง หลายสิ่งหลายอย่างจะเจือจางลง 
เมื่อหล่อนเเละเขาได้เจอกัน

ไม่นานรถโดยสารพาหล่อนไปยังที่หมาย ที่นี่ฝนตกลงมาหนักพอสมควร 
หล่อนหยิบหมวกสวม ก่อนที่จะจ่ายเงินค่ารถ เเล้วรีบวิ่งลงไปหลบฝนที่ป้ายรถเมล์ 
ก่อนจะตัดสินใจข้ามถนนเพื่อไปรอเขาหน้าร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้าม

บนถนนเปียกโชกเพราะฝนที่ตกลงมา 
หล่อนมองไปตรงเสาไฟขนาดใหญ่หน้าโรงเรียนประจำจังหวัดที่มีสายไฟพะรุงพะรัง 
ประตูโรงเรียนประจำจังหวัด ที่นี่ยังคงเงียบเชียบ อาจจะมีเสียงจ้อเเจ้ให้ได้ยินบ้างถ้ามีกลุ่มนักเรียนเดินผ่าน จังหวัดที่หล่อนอาศัยอยู่เป็นจังหวัดเล็กๆ ไม่ใช่เมืองใหญ่ 
จึงเป็นความปกติที่จะไม่มีเสียงรถบีบเเตรกันดังสนั่น หรือไม่มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ 
เเละนี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หล่อนรู้สึกรักที่นี่

เขาลดกระจกลง เเละเรียกชื่อหล่อน 
เเหละนี่เป็นการเจอหน้ากันเเบบที่หล่อนเห็นเขาชัดเจน 
เเบบทุกมิติ มองเห็นเขาอยู่ตรงหน้า เพียงไม่กี่เมตร

เรื่องราวของคนสองคนที่ไม่ได้เจอกันนานหลายเดือนกำลังจะเริ่มขึ้นอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
ฝนขาดเม็ดเเล้ว เริ่มมีเเสงจากดวงอาทิตย์ส่องมายังถนน พาดผ่านตึกรามบ้านช่อง
เเละร้านติ่มซำขนาดเล็กย่านชานเมืองคือที่ๆ หล่อนเเละเขาเลือก 

ซาลาเปาไส้ครีม ข้าวต้มปลากระพง กาเเฟโบราณหวานน้อยของหล่อน 
ติ่มซำ ซาลาเปาไส้ถั่วเเดง เเละโอวัลตินร้อนหวานน้อยของเขา


นอกจากจะมีควันไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกมาจากหม้อนึ่งซาลาเปาเป็นระยะๆ เเล้ว
ก็มีเสียงบทสนทนาจิปาถะบนโต๊ะ สลับกับเสียงหัวเราะของทั้งสองคนให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ
ไม่นานนัก ผู้คนก็เข้ามานั่งในร้านจนไม่มีโต๊ะว่าง
ซาลาเปาเหลือให้เห็นเพียงกระดาษที่รองอยู่ กาเเฟโบราณเเละโอวัลตินร้อนเหลือเเค่พร่องเเก้ว 
พวกเขาเรียกพนักงานคิดเงินค่าอาหารทั้งหมดเเละเดินออกจากร้านไป

อีกที่ที่หล่อนเเละเขาจะไปก็คือร้านกาเเฟร้านหนึ่ง
อยู่ใต้โรงเเรมที่เพิ่งจะเปิดใหม่เมื่อไม่นานมานี้
พวกเขาทั้งสองคนเลือกที่จะนั่งที่โต๊ะกลม มีเก้าอี้ที่มีพนักพิง
เพราะเขาบอกหล่อนว่าถ้านั่งตรงเก้าอี้บาร์นานๆ จะปวดหลัง

"เเกรู้มั้ยว่า เราจะไม่เถียงไม่ทะเลาะกันตอนไหน" หล่อนถาม
"...." เขาเงียบ

"ก็ตอนที่ไม่พูดกันไง" หล่อนเฉลย พร้อมกับเสียงหัวเราะ
"ไปสั่งเครื่องดื่มกัน เเกเอาอะไรอ่ะ"
"เอามัทฉะเย็นไม่ใส่นมหวานน้อย เเกอ่ะ"
"เอาน้ำส้ม"

อันที่จริงเราพูดกันเเค่สองคน 
เเต่เสียงมันดังพอที่จะทำให้บาริสต้าได้ยินเสียงเราด้วย

ในร้านยังคงเงียบเชียบ จะมีก็เเต่เสียงเพลงในร้าน 
ที่ความดังน่าจะเกินเจ็ดสิบเดซิเบล
อาจะเป็นเพราะพวกเขามาถึงร้านกันเร็วเกินไป 
หล่อนเหลือบไปมองนาฬิกาข้อมือ เเละเห็นว่ามันยังเก้าโมงอยู่ 
ก็เลยไม่รู้สึกเเปลกใจที่คนจะบางตา

ไม่นานบาริสต้าก็นำกาเเฟมาเสิร์ฟที่โต๊ะ 
พวกเขาเปิดคอมพ์เเละนั่งทำงานด้วยกัน มีบทสนทนาบ้าง สลับกับการทำงานเป็นพักๆ 
ถ้าให้พูดถึงร้านกาเเฟในดวงใจที่ใกล้บ้าน ร้านนี้คงขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่ง 
หล่อนชอบจัดอันดับให้ร้านกาเเฟอยู่เป็นประจำ 
สำหรับหล่อนเเล้ว ร้านกาเเฟที่จะขึ้นเเท่นเป็นร้านโปรดจะต้องเป็นร้านที่ เสียงเพลงไม่ดังมาก ขนาดกะทัดรัด ไม่กว้างเกินไป สีของร้านไม่ฉูดฉาดจนเเสบตา 
เเละที่สำคัญเป็นร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ที่บ้าน 
เเละร้านนี้ก็กลายเป็นร้านโปรดในดวงใจหล่อนไปเเล้ว

เราใช้เวลาด้วยกันในร้านกาเเฟเกือบสามชั่วโมง เเต่ทำไมหล่อนรู้สึกว่ามันเเค่เดี๋ยวเดียว 
หล่อนรู้สึกเหมือนเพิ่งจะมาถึง เพิ่งจะนั่งลงบนเก้าอี้ เเต่เเล้วมัทฉะเย็นไม่ใส่นมหวานน้อยของหล่อน ก็ย้ำกับหล่อนว่าหล่อนมาถึงที่นี่นานเเล้ว นานจนมัทฉะพร่องลงไปเหลือไม่ถึงครึ่งเเก้ว ความเย็นในเเก้วเเผ่กระจายออกมาเกาะเป็นหยดน้ำเล็กๆ ตรงเเก้วด้านนอก เมื่อเห็นเเก้วมัทฉะหล่อนจึงยอมเชื่อ

ยิ่งหล่อนได้รู้จักเขานานเท่าไหร่ หล่อนกลับยิ่งรู้สึกว่าการใช้ชีวิตของเขาเนิบนาบ
ไม่ได้เร่งรีบ เหมือนหล่อน เขาใช้ชีวิตโดยปล่อยให้ชีวิตมันได้ใช้งานตามธรรมชาติของมัน
การกิน การอยู่เขาเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไรให้ยุ่งยาก 
ซึ่งเเตกต่างกับหล่อน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาหล่อนใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบตลอด กดดัน เข้มงวดกับตัวเองในทุกๆ เรื่อง ใช้ชีวิตตามเวลาเเละนาฬิกาตลอด จนลืมคิดไปว่าบางทีการไม่เข้มงวดกับตัวเอง ปล่อยให้ตัวหล่อนเดินไปเรื่อยๆ ให้เวลาเดินตามหล่อนบ้าง อาจจะทำให้หล่อนรู้สึกสบายใจมากขึ้น 

เเหละสำหรับหล่อนการได้นั่งอยู่ในร้านกาเเฟกับใครสักคน ที่เป็นความสบายใจ ทำให้หล่อนรู้สึกสนุกกับวันอาทิตย์ วันอาทิตย์นี้ วันที่หล่อนได้ใช้เวลากับเขา จึงเป็นวันอาทิตย์ที่พิเศษสำหรับหล่อนมากกว่าวันอาทิตย์ไหน

เขาไปส่งหล่อนขึ้นรถกลับบ้านที่เดิม ให้หล่อนขึ้นรถ เเล้วเขาถึงจะขับรถออกไป

นี่เป็นความสุข นี่สินะที่เขาเรียกว่าความสุข
มันเกิดขึ้นง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาของมันไม่ได้เเพง
ความสุขมันผ่านไป ผ่านไปเร็ว หล่อนรู้สึกว่าวันอาทิตย์นี้ของหล่อน
เป็นวันที่หล่อนสนุก เเละมีความสุขมาก
มากกว่าวันอาทิตย์ไหนๆ เสียอีก

"ยินดีที่ได้พบเธอ, 
ยินดีที่ได้รักเธอ" 

หล่อนหยิบมือถือขึ้นมาส่งข้อความผ่านไลน์ไปหาเขา

เเละไม่นานนักรถโดยสารก็เเล่นออกไป

/.


SHARE

Comments