เสียงแผดร้องในความมืด
23.42 น.
คืนนั้น ผมกำลังขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจกลับบ้าน แล่นไปในค่ำคืนอันเงียบสงัดบนถนนทางหลวงชนบทแห่งหนึ่ง บนตะกร้ารถมีถุงข้าวแกงสำหรับมื้อเย็นที่กว่าจะได้กินจริงๆก็ปาเข้าไปดึกแล้ว หลังจากทำงานล่วงเวลาจนดึกค่ำ

บนถนน ไม่มีรถราใดๆสัญจร ข้างทางผู้คนก็ต่างเข้าบ้านเรือนของตน ทำให้บรรยากาศระหว่างริมทางช่างดูวังเวงพิลึก มีเพียงแค่สติ๊กเกอร์รูปของลิซ่า แบล็คพิงค์ ที่ติดอยู่ที่หน้ารถเท่านั้นที่คอยอยู่เป็นเพื่อน 

ผมยังคงขับไปเรื่อยๆด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทาง 20 กิโลที่ผมขับกลับบ้านเป็นประจำทุกวัน ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าไกลแต่อย่างใด นี่เป็นสิ่งปกติที่ผมต้องเจอในทุกๆคืนที่เลิกงานดึกอยู่แล้ว แต่ทว่าในคืนนั้น ความไม่ปกติมันก็เกิดขึ้น...

23.51 น.
ริมทางซ้ายมือก่อนถึงหัวโค้ง จะมีจุดๆหนึ่ง มันเป็นเนินดินสูงกว้าง ไม่มีแสงไฟใดๆจากไฟทางที่จะสาดส่องไปถึง เป็นจุดที่ผมขับรถผ่านประจำอยู่แล้ว เพราะเป็นทางกลับบ้าน

เมื่อขับมาถึงจุดนี้ ผมได้ชนกับบางสิ่งเข้าให้อย่างจัง จนรถมอเตอร์ไซค์เสียหลักล้มลง ผมลงไปกลิ้งและไถลกับพื้นจนบาดเจ็บ ถุงข้าวแกงมื้อดึกบนตระกร้าแตกกระจายเลอะถนน เป็นคราวซวยของผมจริงๆ

ผมค่อยๆผยุงตัวขึ้นนั่ง ขาเจ็บมากๆด้วย ผมรีบควานหามือถือเพื่อโทรขอความช่วยเหลือ ระหว่างที่ควานหาในกระเป๋าเสื้อ สายตาผมไปสะดุดกับสิ่งๆหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนถนน มันค่อยๆลุกขึ้น พยุกตัวเองให้ลุกขึ้น และมันก็แผดร้องออกมาเสียงดัง

"แบร้!!!!"

แพะตัวสีดำแซมขาว มันค่อยๆลุกขึ้น มันดูเหมือนไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลยจากการถูกรถมอเตอร์ไซค์พุ่งชนด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันร้องและกระโดดโลดเต้นอย่างคึกคะนอง ผมมองมันด้วยความฉงนพิลึก

ในใจนึกก่นด่าสาปแช่งเจ้าของแพะ ที่ปล่อยให้มาเพล่นพล่านยามวิกาลแบบนี้ แต่อีกความรู้สึกหนึ่งที่แล่นเข้ามา คือความรู้สึกขนลุก เพราะมันก็ยังกระโดดโลดเต้นไม่หยุด และสายตาของมันก็มองมาที่ผม และค่อยๆกระโดดเข้ามาใกล้

"เฮ้ย!"

เสียงใหญ่ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นในความเงียบ ผมหันไปที่ต้นทางของเสียงนั่น จุดของต้นเสียงอยู่บนเนินดิน แต่มันมืดมากจนมองไม่เห็น ผมจึงค่อยๆเปิดแฟลชบนมือถือเพื่อใช้เป็นไฟฉาย ผมพยายามมองหาเจ้าของแพะ แต่ก็ไม่มีใครหรือผู้ใดอยู่ตรงนั้น มีเพียงแค่แพะตัวสีขาวอีกตัวหนึ่งที่ยืนอยู่บนเนินดิน

"เฮ้ย!!!" 

เสียงดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทำเอาผมขนลุกซู่

"ไอ้เ_ี้ย!" ผมอุทาน มันพูด!!!

มันมองมาที่ผมด้วยดวงตาสีแดงฉาน ยิ้มแสยะอย่างน่ากลัว ผมขนลุกซู่ด้วยความสยองพองขน รีบคลานไปที่รถมอเตอร์ไซค์ โชคยังดีที่รถไม่เสียหายมาก ค่อยๆประคองตัวคร่อมรถแล้วขับไปจากจุดนั้นให้เร็วที่สุดในสภาพที่บาดเจ็บ

ผมขับมาถึงบ้าน รีบเข้าบ้านปิดประตูลงกลอน หยิบเครื่องปฐมพยาบาลเพื่อทำแผลที่บาดเจ็บ เพราะดึกขนาดนี้สถานีอนามัยคงปิดไปแล้ว ไว้่ค่อยไปหาหมอพรุ่งนี้เช้า เมื่อทำแผลเสร็จก็รีบเข้านอน หลับพ้นๆคืนนี้ไป เพื่อลบภาพที่ยังคงติดตา 

แพะผี!

02.18 น.
อยู่ๆผมก็สะดุ้งตื่นขึ้น เหงื่อไหลท่วมกายทั้งที่เปิดแอร์นอน ผมค่อยลุกจากที่นอน ลากสังขารตัวเองในสภาพที่ยังบาดเจ็บ เพื่อไปดื่มน้ำในครัว ผมดื่มเข้าไปอึกใหญ่ คิดในใจว่าเมื่อไหร่จะเช้าสักที

"ก๊อก ก๊อก ก๊อก"

เสียงๆหนึ่งดังขึ้นที่ประตู เวลาตี 2 ใครกันที่จะมาเคาะประตูบ้านคนอื่น ผมที่เพิ่งเจอเหตุการณ์ชวนขนลุก ตอนนี้รู้สึกหวาดหวั่นอยู่พอตัวกับเสียงเคาะน่ัน มือเอื้อมไปหยิบไม้เบสบอลที่อยู่ข้างชั้นหนังสือ ค่อยๆเดินขะเผลกไปที่ประตู เพราะไม่มีช่องตาแมวที่จะส่องดูว่าใครมาเคาะเรียก ทางเดียวที่จะรู้คือการเปิดประตูออกไปดู ผมสูดหายใจ รวบรวมความกล้าแล้วเปิดออกไปดู

ที่หน้าประตู สิ่งที่เห็นมีเพียงแค่ความว่างเปล่า และความมืด แต่แสงไฟทางสลัวๆทำให้สายตาของผมไปเห็นสิ่งที่ทำให้ขนลุกซู่ เจ้าแพะตัวเดิมนั้นมันกระโดดโลดเต้นและแผดร้องแบร้ออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันค่อยๆกระโดดมาใกล้ๆ แล้วหยุด มันมองมาที่ผม แล้ววิ่งกระโจนเข้ามาหา!

ผมกรี๊ดเพราะตกใจสุดขีด รีบวิ่งเข้าบ้านปิดประตูลงกลอน วิ่งเข้าไปในห้องนอนเพื่อโทรขอความช่วยเหลือ แต่แล้วผมก็ต้องผงะ

ตัวผมแข็งทื่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไอ้แพะตัวสีขาว มันยืนอยู่บนที่นอนของผม ไฟจากโคมไฟข้างหัวนอนทำให้เห็นดวงตาสีแดงที่มีเลือดไหลออกมาเหมือนน้ำตา มันจ้องมาที่ผมพร้อมยิ้มแสยะเหมือนที่มันยิ้มให้ผมที่เนินดินนั่น

"เฮ้ย!!!"






SHARE
Written in this book
รวมเรื่องสั้น
รวมเรื่องสั้นสไตล์เขียนไปเรื่อย สาระมีมั่งไม่มีมั่ง
Writer
longkian
Wannabe Writer
เขียนไปเรื่อย

Comments