รัฐสภาแบบแนวคิดเสรีนิยมในไท(ย) กับเสียงของประชาชนที่หายไป???
อะไรคือรัฐสภาแบบเสรีนิยม เหตุใดจึงมีผลที่ทำให้สียงของประชาชนไทยในค่อยๆจางหายไป ผู้เขียนอยากจะอธิบายให้เข้าใจและลองติดตามอ่านกันดูครับ

เมื่อพูดถึงระบอบประชาธิปไตยเราก็จะมองเห็นถึงสิ่งที่เรียกว่าเสียงของประชาชนอันได้แก่เสียงที่ประชาชนนั้นได้เลือกคนที่ตนเองชอบและพรรคที่มองว่านโยบายนี้จะสามารถนำพาประชาชนและประเทศเข้าไปสู่สภาวะที่มีความทัดเทียมกับโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ได้และพื้นที่สำคัญที่ผู้แทนของประชาชนจะเข้าไปโต้เเย้งหรือผลักดันประเด็นสำคัญในชาตินั้นได้แก่ "รัฐสภา"


จุดเริ่มต้นของระบบรัฐสภาที่เป็นศูนย์รวมของอำนาจอธิปไตยอาจจะมีมาตั้งแต่ยุคสมัยกรีกโบราณแล้ว แต่แนวคิดรัฐสภาที่มีจุดเริ่มต้นในการสร้างการต่อรองเชิงอำนาจนั้นเริ่มขึ้นอย่างจริงจังคือการสร้างพื้นที่ต่อรองระหว่างกษัตริย์และประชาชนในประเทศอังกฤษและเป็นการเปิดพื้นที่ในการสร้างกฎหมายข้อตกลงของประชาคมให้อยู่ร่วมกันในสังคม จนในที่สุดก็พัฒนาและถูกผลักให้เข้าสู่กระบวนการของแนวคิด เสรีนิยม(Liberal) ที่มองเห็นว่าความคิดของปัจเจกบุคคลเป็นสิทธิเสรีภาพในการเลือกตัวแทนเข้าไปดำเนินการบริหารประเทศและเสียงของปัจเจกชนที่เลือกผู้แทนของตนเองไปนั้นสำคัญที่สุด 

ทีนี้มาดูถึงประเภทของสิทธิทางประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงนั้นแบ่งออกง่ายๆเป็น 2 รูปแบบอันได้แก่ ประชาธิปไตยทางตรง(Direct Democracy) และประชาธิปไตยทางอ้อม(Representative Democracy)และมีโครงสร้างในการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง นิติบัญญัติ ตุลาการและบริหาร สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะรูปแบบใดของประชาธิปไตยคนที่กำหนดคุณค่าและสร้างความเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาก็คือ ประชาชน เมื่อมีการเลือกผู้แทนของตนเข้าไปบริหารประเทศแล้วก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า รัฐสภา เป็นสถานที่เอาไว้ประชุมผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปซึ่งรัฐสภานั้นนอกจากจะเป็นที่ขับเคลื่อนนโยบายที่ประชาชนเลือกแล้วยังเป็นที่ประชุมเพื่อหารือหรือถกเถียงในประเด็นสำคัญและประเด็นต่างๆในประเทศ ทุกประเทศที่มีระบบประชาธิปไตยล้วนแล้วแต่มีระบบรัฐสภา ระบบรัฐสภาก็มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นระบบแบบสภาเดี่ยว สภาคู่ ซึ่งทั้งสองสภาแม้จะมีความแตกต่างกันในเชิงสัดส่วนของผู้แทนและระบบโครงสร้างแต่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการขับเคลื่อนประเทศโดยเสียงของผู้ขับเคลื่อนที่ต่อยอดทำให้กลายเป็นเสียงที่บอกกล่าวให้ประเทศได้ดำเนินการต่อไปได้ และสิ่งที่คอยขับเคลื่อนระบบรัฐสภาต่างๆที่ใช้อยู่ในส่วนใหญ่และสอดคล้องกับ อุดมการณ์ความคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยที่มองเสียงของความเป็นปัจเจกนั้นมีค่าและพลังไปในตัว

“รัฐสภาคือที่ถกเถียงและทะเลาะกันอย่างมีเหตุผลเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันตามหลักประชาธิปไตย” 
ทีนี้มองกลับมาดูที่ระบบรัฐสภาในประเทศไทยเริ่มต้นก็มีสภาวะในการก่อตั้งรัฐสภาใกล้เคียงกับอังกฤษคือตั้งขึ้นเพื่อเอาไว้ต่อรองและคานอำนาจระหว่างประชาชนและสถาบันกษัตริย์แต่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบมาหลายครั้งเนื่องจากการเกิดปัญหาทางการเมืองและการเข้ามาของอุดมการณ์ที่สร้างมวลแห่งความขัดแย้งขึ้นมาจนสุดท้ายนั้นระบบรัฐสภาที่เป็นรูปแบบของการเลือกตัวแทนทางอ้อมหรือที่รู้จักกันในชื่อของการผ่านการเลือกตั้งทางอ้อมก็ได้ถือกำเนิดขึ้นและเป็นจุดเด่นของระบบนี้ที่สุดในปีที่บังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี2540 และสิ่งที่อุ้มชูระบบนี้โดยถือเป็นการหล่อเลี้ยงระบบรัฐสภาคือแนวความคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย(Liberal Democracy) ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากหลังจากการสร้างรัฐธรรมนูญปี 2540 เนื่องด้วยการได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดของประเทศที่เป็นต้นกำเนิดแนวคิดเสรีนิยมอย่างสหรัฐอเมริกาต่อแนวความคิดขั้วตรงข้ามก็คือ คอมมิวนิสต์จากสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกาจึงเป็นผู้นำสูงสุดของโลกในการกำหนดกรอบทิศทางในการดำเนินงานทางการเมืองและแพร่ขยายความคิดอิทธิพลแบบเสรีนิยมอย่างแพร่กระจายจนกลายเป็นกรอบที่ทุกประเทศที่ต้องการได้รับการสนับสนุนเพื่อการพัฒนาประเทศต้องทำตามและถูกกำหนดโดยมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา โดยตามรูปแบบและวิธีการนั้นประชาชนก็จะเลือกต้องเลือกทั้งผู้แทนราษฎรและผู้แทนวุฒิสภาเพื่อเข้ามาบริหารและถ่วงดุลอำนาจกันและกัน รูปแบบที่ยกแนวคิดแบบเสรีนิยมที่นำมาขับเคลื่อนประเทศในช่วงที่ประชาชนในบริบทของรัฐไทยยังไม่ได้มีความเข้าใจกับคำว่าเสรีนิยมมากพอนั้นก็ทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกันและเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างวนเวียนมาหลายสิบปีซึ่งก็คือ การทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้นเนื่องจากการใช้หลักเสรินิยมนำนั้นสะท้อนให้เห็นถึงภาพความหลากหลายทางปัจเจกที่มากมายและสะท้อนถึงความคิดของประชาชนคนไทยที่เมื่อมีโอกาสในการปกครองรูปแบบเสรีนิยมบวกกับการเพิ่มอำนาจของสถาบันชนชั้นนำเพื่อต้องการเป็นพลังอำนาจในการต่อรองกับฝ่ายบริหารเองจึงสร้างผลที่ตามมาคือการทำให้กระบวนการที่คนไทยถูกปลูกฝังมาก่อนที่จะได้รู้จักคำว่าประชาธิปไตยหรือระบบรัฐสภานั้นเช่น เรื่องของการรักชาติ และการยึดโยงสถาบันกษัตริย์เข้ากับชาติและการสร้างภาพสถาบันทหารที่คอยทำการปกป้องสถาบันกษัตริย์และชาตินั้นเข้ามาตอบสนองต่อคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศและความคิดเหล่านี้ก็ตอบสนองต่อความคิดแบบปัจเจกที่ถูกทำให้เปิดกว้างทางกระบวนการความคิดมากขึ้น จึงทำให้เกิดเหตุการณ์การรัฐประหารขึ้นอยู่บ่อยครั้งและการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ในปี 2557 ที่เป็นการกระทำรัฐประหารครั้งล่าสุดของประเทศนั้น ได้ทำการฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ทิ้งนั้นเป็นการเข้ามาของคณะรัฐประหารโดยอ้างเหตุผลของชาติความไม่สงบและสถาบันกษัตริย์เข้ามาในการทำการครั้งนี้ซึ่งเป็นเหตุผลซ้ำซากและวนลูปในเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้งเป็นการทำให้เห็นถึงภาพในการที่อำนาจนำบางอย่างไม่ได้ยอมอยู่ภายใต้สัญญาประชาคมและเจตนารมย์แบบที่การสร้างข้อตกลงร่วมกันคือรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ต้องอยู่ภายใต้กรอบเดียวกันอย่างแน่แท้ อีกทั้งคณะรัฐประหารชุดนี้ได้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ทำให้เห็นถึงการร่วมมือกันระหว่างชนชั้นนำและสถาบันชนชั้นสูงในการร่างขึ้นมาและเป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นทำให้สิทธิ์และเสียงของประชาชนโดนลดทอนลงไปโดยปริยายและการที่แท้จริงประชาชนนั้นจะต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของของชาติไปอย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงการผสมผสานความคิดแบบเสรีนิยม ชาตินิยมและกษัตริย์นิยมเข้าไปในฉบับนี้อย่างแนบเนียน จุดที่เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเลวร้ายที่สุดคือการบังคับและประกาศใช้ของรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นได้สร้างกฎกติกาใหม่ขึ้นมาโดยการที่ประชาชนนั้นไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตัวแทนเข้าไปสู่วุฒิสภาซึ่งเป็นการถูกลดทอนสิทธิที่ถูกออกแบบโดยกลุ่มที่ไม่ได้มีความเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยแต่มักกล่าวอ้างถึงเสมอว่านี่คือประชาธิปไตย การสร้างเครื่องมือพิเศษนั่นก็คือสมาชิกวุฒิสภานั้นจะถูกกำหนดและแต่งตั้งขึ้นมาจากคณะรัฐประหารก็คือ คสช.และคสช.ก็ได้แต่งตั้งพรรคพวกของตนเองในการมาเป็นกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาอีกด้วยเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบของฝ่านอำนาจนิยมที่สืบทอดอำนาจแต่แอบแฝงคราบของคำว่าประชาธิปไตยไว้ห่อหุ้มป้องกันตนเอง รวมทั้ง ขอบข่ายอำนาจของสว.ที่เข้าไปได้ด้วยพลังมหัศจรรย์ของคสช.ยังมีอำนาจที่สามารถตัดสินในการเลือกคนมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศได้ นี่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เสียงของประชาชนถูกปัดถูกทำให้หายไปเมื่อเสียงของประชาชนเข้าไปอยู่ในรัฐสภา แต่เสียงเหล่านั้นกลับไร้ซึ่งอำนาจในการตัดสินใจภาพของการที่เสียงประชาชนถูกปัดตกในรูปแบบของรัฐสภาแบบเสรีนิยมนั้นสังเกตุได้จากการที่เกิด "สภาวะงูเห่า" ในสภาขึ้นเพื่อทำให้ฝ่ายใดฝ่ายนึงนั้นได้เปรียบหรือการเกิดกรณีซื้อเสียงกันอย่างมากมายซึ่งนี่คือข้อผิดพลาดอย่างแท้จริงถ้าสังคมไทยยังคงมุ่งเน้นความเป็นปัจเจกที่สังคมยังคงไม่พร้อมเกิดการเป็นปัจเจกในทุกช่วงของสังคม และยังแสดงให้เห็นว่าความคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยที่เป็นปัจเจกชนนั้นกลายเป็นช่องโหว่ต่อสังคมไทยและกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้กระบวนการแทรกซึมทางความคิด การสถาปนาอำนาจนำโดยกลุ่มบางกลุ่มนั้นเข้ามาอย่างแยบยลและฝังลึกซ้อนเอาไว้ภายใต้คำว่า ประชาธิปไตย รัฐสภา และผู้แทนของประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้
“สิ่งที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่ความขัดเเย้งหรือการเเตกต่างกันทางความคิดเพราะสิ่งเหล่านี้คือความเป็นประชาธิปไตย แต่สิ่งเลวร้ายมากที่สุดคือคนที่เข้าสู่อำนาจและนำคำว่าประชาธิปไตยไปใช้เป็นเครื่องมือทางความคิดเพื่อชักจูงผู้คนในสังคมและสร้างอำนาจในการสืบทอดอำนาจ” 
เมื่อมองภาพไปก็อาจจะคิดได้ประมาณนึงว่าระบบรัฐสภาแบบตัวแทนที่ใช้อุดมการณ์แบบเสรีนิยมประชาธิปไตยนั้นอาจจะไม่ตอบสนองและไม่สามารถใช้ได้กับประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพถ้าเรายังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบของความเป็นเสรีนิยมสืบเนื่องจากการที่จะทำให้เสรีนิยมมีประสิทธิภาพแบบสูงสุดนั้นจะต้องทำให้สภาวะความเป็นอยู่ของสังคม การเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศต้องอยู่ในระดับที่คนในสังคมไม่ต้องการที่จะเรียกร้องคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นแล้ว ประกอบกับสิ่งที่คอยขัดขวางกระบวนการเสรีนิยมในรัฐไทยนั้นก็คืออำนาจของชนชั้นนำที่มีอำนาจมากจนทำให้สังคมยังคงตกอยู่ภายใต้อำนาจนำของชนชั้นนำแบบเกือบเบ็ดเสร็จและกระบวนการสร้างกลไกอุดมการณ์ของชนชั้นนำที่คอยกล่อมเกล่ากระบวนการทางความคิดเเละครอบงำให้คล้อยตามสิ่งที่ชนชั้นนำกำหนดก็เป็นสิ่งที่ทำให้รัฐไทย มิอาจที่จะหลุดเข้าสู่ความเป็นปัจเจกแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยได้ โดยหากลองมองอดีตที่ผ่านมาหลายสิบปีประชาธิปไตยแบบผู้แทนของไทยนั้นมีปัญหามากมายล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดการเมืองสกปรก การเมืองน้ำเน่าที่สาดโคลนกันไปมาทั้งๆที่คนที่เข้าไปคือตัวแทนของเสียงประชาชนที่ต้องการจะเลือกคนที่เข้าไปเป็นกระบอกเสียงในการพัฒนาแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคของตนเองการเมืองที่ผู้แทนนั้นไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนโดยเป็นช่องให้ชนชั้นนำนั้นเสริมอำนาจการครอบงำและสถาปนาอำนาจนำได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น รวมไปถึงบทบาทของนักการเมืองที่มีความเป็นปัจเจกสูงจนทำให้การเป็นนักการเมืองคือการที่จะยกระดับฐานะทางสังคม ชีวิตและเศรษฐกิจให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นมากกว่าจะเป็นผู้แทนประชาชนทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง หรือเราควรกลับมามองที่ระบอบการปกครองในรูปแบบอื่นที่จะทำให้เสียงของประชาชนที่เข้าไปในรัฐสภาไม่ไร้ค่าแต่ไม่ได้หมายถึงการล้มล้างการปกครองทั้งหมด ผู้เขียนก็ได้เจอจุดที่น่าจะนำมาปรับใช้กับรัฐไทยที่ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมที่จะนำไปสู่การเติบโตทางการเมืองได้นั้นรูปแบบที่น่าสนใจ ก็คือ การหันมาลองใช้ระบบแบบประชาธิปไตยสังคมนิยม(Social Democracy) ที่เสียงของทุกคนล้วนแล้วแต่มีค่าและมีพลังในการขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง ต้นแบบของประชาธิปไตยสังคมนิยมที่ผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปนั้นผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นผลลัพธ์ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้นั้นอันได้แก่ รูปแบบของรัฐสวัสดิการทั้งหลายในแทบประเทศสแกนดิเนเวียที่ผู้แทนในรูปแบบประชาธิปไตยสังคมนิยมเข้าไปและยกระดับฐานทางสังคมทั้งหมดมากกว่าจะคิดเรื่องความเป็นปัจเจกส่วนตนและมองว่าผลประโยชน์ต้องเข้าสู่ตัวนักการเมืองก่อนนำไปสู่ประชาชน การใช้รูปแบบประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมอาจจะตอบสนองต่อสังคมที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงที่นำไปสู่ช่องว่างของแนวคิดเสรีนิยมที่ความคิดปัจเจกเป็นใหญ่และมองตนเองต้องได้รับประโยชน์มากกว่าทั้งสังคมจะได้รับร่วมกันลดปัจจัยของการเกิดสภาแบบงูเห่าขึ้นเนื่องจากประโยชน์นั้นถูกไกล่เกลี่ยได้อย่างเท่าเทียมกัน เมื่อความเหลื่อมล้ำของบริบทสังคมไทยถูกลดช่องว่างลงสุดท้ายไม่มีช่องว่างเหลืออยู่วันนั้นระบบรัฐสภาที่เหมาะสมกับประเทศไทยก็จะแสดงภาพออกมาได้อย่างชัดเจนและสังคมก็ได้รู้ถึงแนวทางข้างหน้าต่อไป

“สุดท้าย ไม่ว่าจะอุดมการณ์แนวความคิดใดที่ใช้ในการนำแนวทางประชาธิปไตยแบบระบบสภานั้น ต้องปราศจากอำนาจนำของกลุ่มคนบางกลุ่มและรัฐภายใต้การถูกอำนาจนำนั้ครอบงำ แต่อำนาจต้องเป็นของประชาชนคนไท(ย)ทุกคน” 
SHARE
Writer
KongkangGroup
Writer
กลุ่มโกงกาง นักกิจกรรมจากบางแสนดินแดนเสรี

Comments