การวางแผนคุ้มครอบสุขภาพระยะยาว การวางแผนภาษีและมรดก
การวางแผนสวัสดิการคุ้มครองสุขภาพระยะยาว
(Long Term Health Care)

http://www.ookbee.com/Shop/Book/046e060e-766c-4b9d-a267-5e9ecf8e22ae

การดูแลสวัสดิการสุขภาพระยะยาว
โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เกษียณอายุจากการทำงานแล้ว
คืออายุ 61 ปีขึ้นไป นับเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
ในที่นี้เราจะเน้นในส่วนการเตรียมเงินเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่าย
ในการดูแลตนเองจนกว่าจะตายจากโลกนี้ไป

ประเภทของค่าใช้จ่ายสำหรับวัยหลังเกษียณ

1.ค่าใช้จ่ายเพื่อชีวิตความเป็นอยู่
ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เราอาจจะได้เตรียมไว้อย่างเพียงพอแล้ว
ในช่วงการวางแผนเกษียณสุข(Retirement Planning)
นั่นคือหากเรามีชีวิตปกติ สุขภาพแข็งแรงตามวัย
แต่มีค่าใช้จ่ายอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ

2.ค่าใช้จ่ายในกรณีเจ็บป่วยในวัยสูงอายุ
ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เราอาจต้องเตรียมความพร้อม
โดยใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมมาช่วยดูแลสวัสดิการ
นั่นคือการประกันสุขภาพระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ
โดยใช้ประกันควบการลงทุนยูนิต ลิ้งค์(Unit Linked)
มาช่วยสร้างความมั่นใจให้ชีวิต

การประกันควบการลงทุนยูนิต ลิ้งค์
ในฐานะเป็นสวัสดิการด้านสุขภาพระยะยาว

1. มีประกันชีวิตให้เท่าที่เราต้องการ
2. มีความคุ้มครองสุขภาพและโรคร้ายแรงจนถึงอายุ 80 ปี
3. ควบคุมค่าใช้จ่าย(เบี้ยประกัน) ได้
4. นำเงินส่วนที่เกินจากเบี้ยประกันมาลงทุนในกองทุนรวม
เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว
และผลตอบแทนจากกองทุนดังกล่าวนี้
ก็นำกลับมาเป็นค่าเบี้ยประกันรายปี
เพื่อให้โครงการนี้มีความคุ้มครองอยู่เสมอนั่นเอง

ผลโดยสรุปคือ
เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจ หากเราแข็งแรงตามวัยก็ใช้ชีวิตปกติ
แต่หากเกิดเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล
ก็มีโครงการสวัสดิการด้านสุขภาพระยะยาว(Long Term Health Care)
โดยการประกันควบการลงทุนยูนิต ลิ้งค์
ช่วยโอนย้ายความเสี่ยงไปให้บริษัทประกันดูแล
แทนการใช้เงินเก็บของเรา หรือของลูกหลานมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ซึ่งไม่อาจทราบว่ามากน้อยเพียงใด

เมื่อเราได้วางแผนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวเรียบร้อยแล้ว แผนการเงินส่วนบุคคลของเราก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ในระยะเวลาของการทำงาน
หากเรามีรายได้ในปริมาณที่จำเป็นต้องจ่ายภาษีมากยิ่งขึ้นทุก ๆ ปี
วิธีที่จะรักษาเงินของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เราต้องมีการวางแผนในเรื่อง...

การวางแผนภาษี(Tax Planing) และการวางแผนจัดการมรดก(Estate Planing)

โดยทั่วไปแล้วการวางแผนภาษีและการวางแผนจัดการมรดก
ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากมาย
และมีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง
เพราะเกี่ยวกับตัวบทกฏหมายและข้อมูลตัวเลขทางบัญชี

อย่างไรก็ดีในที่นี้เราจะเน้นเฉพาะหลักการสำคัญในการเริ่มวางแผน
ตั้งหลักคิดให้ถูกต้องเสียก่อน
ส่วนในรายละเอียดนั้น
จำเป็นที่จะต้องปรึกษากับตัวแทนที่ปรึกษาทางการเงิน
ที่มีใบอนุญาติและเป็นคนที่คุณไว้วางใจนะครับ

การวางแผนภาษี(Tax Planning)

ภาษีเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย
เกี่ยวข้องในทุกมิติของชีวิต
ในที่นี้เราจะเน้นเฉพาะการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ที่มีสิทธิ์ลดหย่อนภาษีตามกฏหมายและนโยบายของรัฐเป็นสำคัญ

ในที่นี้เนื้อหาที่เป็นจุดเน้นจริงๆ นั้นคือ
การสร้างอุปนิสัยของเราในฐานะผู้เสียภาษี
ให้รู้จักประยุกต์สร้างนิสัยการออม
นิสัยการลงทุน
นิสัยการปฏิบัติตามกฏหมายภาษี
ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดที่เราพึงกระทำ
ซึ่งเรามีความตั้งใจที่จะขยายความในประเด็นสำคัญ ๆ พอสังเขปดังนี้

1.เบี้ยประกันชีวิต
นำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 100,000 บาทต่อปี
การประกันชีวิตเกี่ยวข้องกับการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล
ในฐานะเครื่องมือถ่ายโอนความเสี่ยง
ในการสูญเสียผู้หารายได้หลักให้กับครอบครัว
ดังนั้นเบี้ยประกันชีวิต
จึงได้รับการนำมาคิดหักลดหย่อนภาษีให้สูงถึง 100,000 บาทต่อปี

คำถามสำคัญคือ
คุณได้ทำประกันชีวิตเพื่อปกป้องรายจ่ายของครอบครัว
และนำเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีเต็ม 100,000 บาทหรือยัง?

2.เบี้ยประกันบำนาญ
ประกันบำนาญเป็นเครื่องมือช่วยบริหารให้มีรายได้ที่สม่ำเสมอ
หลังจากเกษียณอายุจากการทำงานแล้ว
เบี้ยประกันบำนาญ
จึงนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
สูงถึง 200,000 บาทต่อปี

คำถามสำคัญคือ
คุณได้เริ่มทำประกันบำนาญแล้วหรือยัง?
คุณได้ใช้สิทธิ์นำเบี้ยประกันบำนาญ
มาใช้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ได้เต็มสิทธิ์ถึง 200,000 บาทหรือยัง?

3.กองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF )
เงินจากการซื้อ LTF สามารถนำมาหักลดหย่อน
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 15% ของรายได้
แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
ผลประโยชน์หลักของกองทุน LTF คือ
การทยอยเปลี่ยนเงินออมของเราจากการทำงาน
ให้มาลงทุนทำงานผ่านกองทุนรวมหุ้น
ในระยะยาวแล้วจะมีผลตอบแทนที่ดีกว่า
การใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ
ในการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลจัดได้ว่า
กองทุน LTF เป็นเครื่องมือทางการเงิน
ที่นำมาเป็นวิธีบรรลุเป้าหมายในการออมและลงทุนระยะ 7-10 ปีได้ดี
เช่นตอบสนองต่อเป้าหมายการซื้อรถยนต์คันใหม่
การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ
หรือกองทุนเพื่อใ้ห้ลูกได้มีเงินก้อนนึงสำหรับนำไปประกอบอาชีพฯลฯ

คำถามสำคัญคือ
คุณได้เริ่มซื้อกองทุน LTF หรือยัง?
และซื้อกองทุนได้ครบ 15%ของรายได้
เพื่อนำมาใช้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ได้ครบตามสิทธิ์หรือยัง?

4.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF)
เงินจากการซื้อกองทุน RMF
สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ได้สูงสุด 15% ของรายได้
(รวมกับประกันบำนาญและเงินสำรองเลี้ยงชีพแล้วไม่เกิน 500,000 บาท)
เงินในหมวดนี้ก็เพื่อเตรียมเอาไว้ใช้ในช่วงหลังเกษียณอายุ
จากการทำงานและการใช้ชีวิตหลังจากนั้น
ดังนั้นผู้มีเงินได้ที่ซื้อ RMF สะสมจึงได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี

คำถามสำคัญคือ
คุณได้ได้เริ่มซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF หรือยัง?
และซื้อกองทุนได้ครบ 15% ของรายได้
เพื่อนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ได้ครบตามสิทธิ์หรือยัง?

5.การบริจาค
เงินจากการบริจาคสามารถนำมาหักลดหย่อน
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ได้ 10% ของรายได้
ความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
ผ่านการบริจาคเงินให้แก่สาธารณกุศล
เป็นสิ่งที่คนที่ดีมีจิตสำนึกพึงกระทำ
ดังนั้นเงินก้อนนี้จึงได้รับสิทธิ์นำมาหักลดหย่อนภาษี
และมีองค์กรบางแห่ง
ที่ให้สิทธิ์บดหย่อนภาษีเงินได้เป็น 2 เท่าของเงินที่บริจาคจริง
เช่น โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

คำถามสำคัญคือ
คุณได้มีการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้คนใน องค์กรสาธารณะ
และนำหลักฐานดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ได้ครบตามสิทธิ์หรือยัง?

6.ดอกเบี้ยจากการซื้อบ้านที่อยู่อาศัย
ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท
เงินดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์
เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของตนเองและครอบครัว
เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้การสนับสนุน
ดังนั้นเงินในส่วนนี้
จึงสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้

คำถามสำคัญคือ
คุณได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย
และใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยจ่ายนี้หรือยัง?

จริงๆ แล้วผู้มีเงินได้ยังมีสิทธิ์อื่น ๆ
ที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกหลายข้อ
เช่น เงินประกันสุขภาพของบิดาหรือมารดา
เงินค่าเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น
ซึ่งคุณสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจ
แต่ในที่นี้ เรามุ่งหวังให้คุณสามารถ "สร้างนิสัย"
ในการปรับเปลี่ยนแผนทางการเงินทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ให้สอดคล้องกับสิทธิ์การหักลดหย่อนเพื่อการเสียภาษี
ให้ได้ประโยชน์ที่สุด เราจึงขอยกตัวอย่างมาแต่พอสังเขปเพียงเท่านี้

การวางแผนภาษีที่ดี
จะทำให้เรามีเงินคืนจากสรรพากรอีกจำนวนหนึ่งกลับมา
เงินก้อนนี้เราสามารถนำมาใช้
เพื่อให้รางวัลแก่ตนเองสำหรับความมีวินัย
และสร้างนิสัยที่ดีในการวางแผนให้แก่ตนเอง
หรือนำมาลงทุนต่อ(Reinvest)
เพื่อสร้างผลตอบแทนให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เรื่องสุดท้ายสำหรับการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล
ให้มีความสมบูรณ์ที่สุด นั่นก็คือ....

การวางแผนมรดก (Estate Planning)

การวางแผนมรดก คือ กระบวนการวางแผนจัดการ
ส่งต่อทรัพย์สินในยามที่เสียชีวิตให้เป็นไปตามความต้องการของเรา

ทำไมต้องวางแผนมรดก?

1. เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินของเราจะถูกส่งต่อให้ทายาท
คนที่เราต้องการอย่างครบถ้วน
2. เพื่อให้กระบวนการส่งต่อเป็นไปอย่างราบรื่น และรวดเร็ว
3. เพื่อให้กระบวนการส่งต่อมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด สูญเสียน้อยที่สุด
4. เพื่อป้องกันปัญหาความวุ่นวายของทายาทที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
5. เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่จะมาดูแลบุตรแทนเรา
คือคนที่เรา ไว้วางใจมากที่สุด

ในที่นี้เราขอแนะนำวิธีวางแผนมรดก
ด้วยการใช้เครื่องมือที่สำคัญ 2 ประการได้แก่
1.กรมธรรม์ประกันชีวิต
2.การทำพินัยกรรม

กรมธรรมประกันชีวิต ในฐานะเครื่องมือวางแผนมรดก
-คล้ายกับเป็นมรดกชนิดหนึ่ง
-ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์และส่วนแบ่งแน่นอน
-จ่ายสินไหมได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนศาล
-ไม่มีภาระภาษี

ในอนาคตหากมีการเก็บภาษีมรดก
การออมเงินในกรมธรรม์ประกันชีวิตก็เป็นวิธีหนึ่งที่ประหยัดภาษีได้
ประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีมรดกในอัตราสูง
วิธีที่จะช่วยประหยัดภาษีได้ คือ
นำเงินไปเก็บออมในกรมธรรม์ประกันชีวิต
เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ไม่ต้องเสียภาษี
และมีการจ่ายสินไหมอย่างรวดเร็วตามกฏหมายเฉพาะ

บทสรุป
การที่เราได้มีการวางแผนมรดกไว้ล่วงหน้า
ย่อมดีกว่าการไม่มีการเตรียมการ
นอกจากจะให้ความสงบสุขทางใจแล้วว่า
ในอนาคตทรัพย์สินของเราจะได้มีการจัดสรรให้ตรงกับใจของเรา
ทั้งยังเป็นหนทางในการลดทอนค่าใช้จ่าย
หรือความยุ่งยากที่ทายาทของเราจะได้รับในสิ่งที่เราทุ่มเทสั่งสมมา
เรียกได้ว่า ทำไปแล้วก็นอนตาหลับ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

>>หนังสือดิจิทัลที่นี่ครับ
เข้าร่วมโครงการ ‘ช้อปช่วยชาติ’
หากซื้อโดยใช้รหัส AIS ราคา 159 บาทเท่านั้น

http://www.ookbee.com/Shop/Book/046e060e-766c-4b9d-a267-5e9ecf8e22ae
SHARE
Writer
ChamnanJ
MDRTiFA Coach ,Invester,Writer
Senior Distric Manager_TEAMCHART AIA ผมจบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในระดับปริญญาตรีและโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความสนใจพิเศษในด้านนิเทศศาสตร์และจิตวิทยา เริ่มต้นทำงานในด้านการฝึกอบรมตัวแทนที่ AIA รวมทั้งฝ่ายบริหารตัวแทน ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้อำนวยการตัวแทน เมื่อลาออกมาเป็นผู้บริหารทีมงานขายก็ได้ทำหน้าที่ด้านการฝึกอบรมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จาก Trainnng Advisor,Premier Agency Trainning งานในฐานะ Moderator เริ่มต้นเมื่อปี 2551 ในหลักสูตรของ Limra's Crossroad และ โดยเฉพาะ Agency Management Trainning Course (AMTC 23 ครั้ง) เมื่อมารับผิดชอบ Sales Builder ผมก็นำมาใช้กับกลุ่ม MDRT และประสบความสำเร็จอย่างมากที่เชียงใหม่ มีตัวแทน MDRT 3 คนในปีแรก 6,8,10 และ16 คนในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทำหน้าที่ผู้ดำเนินการสัมมนาหลักสูตร High Trust Financial Advisor เพื่อมอบตัวแทนนักวางแผนการเงินอิสระให้สามารถช่วยลูกค้าได้อย่างเป็นมืออาชีพและมีจรรยาบรรณ งานเขียนส่วนใหญ่เขียนจากประสบการณ์ตรงจากตนเองและประสบการณ์ของ คุณรัตนา กมลงามพิพัฒน์ 7MDRT,FchFP,RFC ผู้ซึ่งมีอายุการทำงานเป็นตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินมากว่า 29ปี และได้วางแผนการเงินส่วนบุคคลให้ลูกค้าแล้วจำนวนมาก ได้รับรางวัล Prime Minister's insurance Award ติดต่อกัน 7ปี 2553-2558,2561 จากนายกรัฐมนตรีไทย (คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ภาพประกอบการเขียนส่วนใหญ่นำมาจากอินเตอร์เน็ตขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ งานเขียนแรกเริ่มต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมาในหนังสือที่ใช้ชื่อว่า " สร้างนิสัย MDRT ได้ใน 10 สัปดาห์" และเดือนพฤศจิกายน เรื่อง "การเงินมั่งคั่ง:ชีวิตดี๊ดีถ้ารู้อย่างนี้ตั้งแต่อายุ 25" โดยเป็นบทความเกี่ยวกับแนวคิด ความรู้สึกและนิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งทิปเกี่ยวกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ทำได้จริงในภาคปฎิบัติ หากเพื่อนๆ มีข้อแนะนำเชิญ Inbox มาได้เลยครับ ขอขอบคุณผู้สร้าง Storylog และเหล่านักเขียนทั้งหลายที่สร้างที่ที่พวกเราได้มารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ

Comments