สุริยุปราคา
ไมรู้ตั้งแต่เมื่อไร ที่ฉันเริ่มลืมสิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัว

เป็นต้นว่าลืมซื้อของเข้าบ้าน ลืมว่าปิดแก๊สในครัวหรือยัง สิ่งเหล่านี้ใครๆ ก็ลืมกันได้ใช่ไหมคุณ แต่ที่น่าตกใจคือเมื่อวันก่อน ฉันลืมเสียสนิทว่าไฟชั้นล่างอยู่สวิตช์ใด

มีแผงสวิตช์ไฟเรียงกันอยู่ 6 ดวง แต่ฉันลืมเสียสนิทว่าไฟดวงใดเป็นไฟของชั้นล่าง

ตัดสินใจกดมั่วๆ ไปหนึ่งอัน แชะ! เสียงไฟสว่างขึ้น ฉันชะโงกหน้าไปดูชั้นล่าง และพบว่าฉันเปิดไฟผิดดวง

อาการลืมที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน แต่ทว่ามันเกิดขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย เหมือนสัตว์ที่คืบคลานมาเรื่อยๆ เข้าใกล้เราไปเรื่อยๆ และในที่สุด ก็ครอบคลุมเราไว้ทั้งตัวอย่างน่ากลัว

ฉันลืมตาขึ้นมองเพดานห้องอย่างเลื่อนลอย ทั้งห้องมืดสนิทมีเพียงแสงสว่างเล็กน้อยจากไฟประดิษฐ์สาดส่องเข้ามาพอให้เห็นเค้าร่างจางๆ เมื่อหันไปมองข้างๆ ได้แต่ถอนใจอย่างเลื่อนลอย

เขาไปแล้ว เขาไม่อยู่แล้ว

แล้วฉันก็ได้รู้ว่า ฉันเริ่มลืมอย่างเลื่อนลอยตั้งแต่เมื่อไร



ฉันคบกับเขามาได้ราวๆ ปีเศษ ชายหนุ่มผู้นี้ก้าวเข้ามาในชีวิตฉันอย่างง่ายๆ เราเจอกันตอนที่ฉันนั่งรถประจำทางไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณ ตอนนั้นฉันเพิ่งอกหัก มองทิวทัศน์ข้างทางไปอย่างเลื่อนลอย แม่น้ำแควยามบ่ายมีแสงตะวันสาดส่องเป็นลำ กระทบกับกระไอน้ำที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผืนน้ำ งดงามราวกับภาพฝัน ทัศนียภาพตระการตาทำให้ฉันลืมความทุกข์โศกไปได้มาก

“มาคนเดียวหรือครับ”

ฉันไม่ทันสังเกต ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ จู่ๆ ก็หันมาถามฉัน

“ใช่ค่ะ มาคนเดียว”

“หน้าตาคุณเหมือนคนหนีอะไรมาสักอย่างเลยครับ ผมเดาถูกไหม”

เขายิ้ม ใบหน้าของเขาเป็นใบหน้าที่ชวนให้คนอยู่ใกล้ผ่อนคลาย รอยยิ้มของเขาดูจริงใจ แววตาปราศจากความลับหรือสิ่งใดเคลือบแฝง

“ใช่ค่ะ ฉันเพิ่งอกหัก และคิดว่าอยากหนีทุกสิ่งทุกอย่าง อยากหนีให้พ้นจากที่ที่มีเงาของเขาแฝงอยู่ทุกหนทุกแห่ง”

แปลกดี เขายิ้ม มองตาฉันนิ่งแล้วถามว่า

“ถามจริง ๆ เถอะครับ คุณหนีมาไกลขนาดนี้ แล้วคุณหนีเขาพ้นไหมครับ เขาหายไปจากความคิดของคุณหรือเปล่า”

ฉันเงียบ

“ที่คุณหนีเขาไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้อยู่ที่ไหนครับ เขาอยู่ในใจของคุณต่างหาก เพราะอย่างนี้ ถึงจะหนีเท่าไรก็ไม่พ้น ผมแค่อยากจะบอกกับคุณว่า ต่อให้คุณตัดใจเท่าไร พยายามลืมแค่ไหน แต่ถ้าหากใจคุณยังคิดถึงเขา การมาเที่ยวในที่ใหม่ๆ มันก็ยังเปล่าประโยชน์ คนเราไม่มีทางลืมใครได้ในระยะเวลาอันสั้น สิ่งที่เราทำได้ คือการรอเวลาที่คน ๆ นั้นจะจางหายไปจากใจของเราเอง ถึงตอนนั้น เมื่อคุณหวนคิดถึงเขา ความทรงจำทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน แต่ความเจ็บปวดหายไปแล้ว”

ฉันน้ำตาซึม พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา รถมุ่งหน้าไปยังน้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี ผมยาวประบ่าของเขาพลิ้วไปตามแรงลม กลิ่นผมหอมกรุ่นคล้ายกลิ่นที่ปลอบประโลมใจไม่ต่างกับน้ำเสียงของเขาเมื่อครู่

ในที่สุด เราก็ถึงปลายทาง

เขาชวนฉันเดินไปจนน้ำตกชั้นสุดท้าย เขาแค่บอกว่า สภาพของฉันไม่ควรอยู่คนเดียว ก็จริง น้ำเสียงเขาที่ชวนคุยทำให้จิตใจของฉันลืมเลือนเรื่องราวเจ็บช้ำฝังลึกในจิตใจไปได้มาก เขาชี้ชวนให้ฉันเดิน เดิน เดินไปเรื่อยๆ อาการเหนื่อยหอบไม่ได้ทำให้เขาหยุดพัก แถมยังบอกกับฉันอีกว่า

“เหนื่อยก็อดทนนะคุณ พอคุณเหนื่อยมากๆ น้ำตาที่ควรจะไหลก็จะได้กลายเป็นเหงื่อไง”

สุดท้าย เราก็เป็นเพื่อนร่วมทางจนจบทริปนั้น เป็นทริปไปเช้าเย็นกลับ เขามาส่งฉันที่สถานีรถไฟฟ้า และแยกไปตามทางของตัวเอง แต่เราแลกหมายเลขโทรศัพท์กันเอาไว้

“อยากไปทริปไหนโทรถามผมได้นะ ถ้าผมว่างผมจะไปด้วย อ้อ แล้วถ้าอกหักอีก อย่าไปเที่ยวคนเดียวอีกล่ะ เป็นผู้หญิงไปเที่ยวคนเดียวมันอันตราย”

หลังกลับจากทริปนั้น ฉันไม่ได้คิดถึงแฟนเก่าอีกเลย มีเพียงความทรงจำระหว่างไปเที่ยวที่มีเขาอยู่ด้วยเท่านั้นที่ฝังตรึง

สุดท้าย ฉันตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาเขา แล้วเราก็ได้คบกัน

เรื่องไม่เข้าใจกันจนเขาจากไปเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง มันเกิดจากความขี้น้อยใจของฉันเอง ฉันแค่... ร้องไห้บ่อยๆ เพราะคิดว่าเขาไม่รัก แค่เขาไม่รับโทรศัพท์ ฉันก็คิดว่าเขาไม่รักฉัน เขาก็น่าจะรู้นี่ ว่าฉันคิดมากและขี้น้อยใจแค่ไหน

ฉันตัดพ้อต่อว่าเรื่องที่เขาไม่รักบ่อยๆ และท้าว่าให้เลิกกัน ถ้าเขาไม่รักฉันแบบนี้

แล้วเขาก็ไปจริงๆ

อาการลืมสับสนของฉันเริ่มต้นขึ้นนับแต่นั้น

ฉันอาจจะขี้ลืมไปเอง หรือบางที กลไกของการ “ไม่อยากจำ” ทำให้ฉันพาลลืมทุกสิ่งอย่างในชีวิต ทุกครั้งที่คิดถึงเขา สมองของฉันจะสั่งว่า “ลืม จงลืมเขาไปเสีย เขาไปแล้ว”

ฉันไม่ได้ง้อเขา ไม่มีการโทรไปถามว่า “ทำไมจู่ๆ เขาถึงได้ตัดสินใจจากไป” ความคิดของฉันในสมองมีแค่ว่า หากเขาเลือกที่จะไปแล้ว นั่นก็แปลว่าเขาตัดสินใจดีแล้ว ดีเสียอีก เขาจะได้ไม่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงเจ้าอารมณ์ และขี้น้อยใจแบบฉันอีกต่อไป

ฉันเลื่อนหน้าจอเฟซบุ๊คอย่างเลื่อนลอย ฟ้าสางอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว วันนี้ฟ้าครึ้มหมองหม่นราวกับอารมณ์เศร้าในหัวใจของฉัน ตั้งแต่ใกล้ปีใหม่เข้ามาทีไร ความรู้สึกหดหู่ยิ่งครอบงำ อาการที่เรียกว่า Holiday Blue เริ่มมาครอบครองฉันอย่างเงียบๆ ความรู้สึกที่ว่าใครๆ ต่างก็มีความสุข มีแค่ฉันคนเดียวที่เศร้า ยิ่งทำให้ความรู้สึกจมดิ่งเสียจนไม่อยากออกไปไหน

วันนี้เป็นวันที่มีสุริยุปราคา เราเคยนัดกันว่าจะไปชมบรรยากาศสุริยุปราคาที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งกลางกรุง เขาเป็นคนบอกฉันเองว่า เราไม่จำเป็นต้องใส่แว่นมองดูสุริยุปราคาหรอก แค่เงาของเขาไม้ที่แสงตะวันสาดส่องลอดลงมาก็ทำให้เงานั้นสวยกว่าเดิมแล้ว เขาบอกว่าอยากให้ฉันเห็นเงาของแสงตะวันที่เป็นเสี้ยว และบรรยากาศสลัวราง เขาอยากให้วันนี้เป็นวันหนึ่งในความทรงจำของเราสองคน

แต่วันนี้เขาไม่อยู่แล้ว

ฉันตัดสินใจไปที่นั่นคนเดียว

เมื่อไปถึงที่นั่น มีผู้คนอยู่บางตา จริงสินะ วันนี้เป็นวันทำงาน แต่บริษัทของฉันหยุดตั้งแต่คริสต์มาสแล้ว

ใกล้เวลาเข้ามาทุกที ฉันนั่งรอแสงตะวันสาดส่องเงาของใบไม้อย่างเงียบๆ หลับตา และคิดถึงเขา...

“คนเราไม่มีทางลืมใครได้ในระยะเวลาอันสั้น สิ่งที่เราทำได้ คือการรอเวลาที่คน ๆ นั้นจะจางหายไปจากใจของเราเอง”

เขาเคยพูดแบบนั้น ฉันจำได้

“แต่ถ้าหากว่าเราไม่มีทางลืมเขาคนนั้นได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรทำมากที่สุด ก็คือการกลับไปหาเขา และบอกว่าเรารักเขามากแค่ไหน”

รู้สึกเหมือนว่ามีใครนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อหันไปมอง ก็พบเขานั่งอยู่ และส่งยิ้มให้ฉัน

“ผมพยายามลืมคุณ แต่ลืมไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมถึงได้กลับมา”

“ทำไมคุณไม่ง้อผมเลย ผมรอคุณง้ออยู่นะ”

ฉันยิ้ม เอามือไปจับมือของเขาไว้ เอนกายไปพิงไหล่ของเขา พร้อมเอ่ยปากบอกว่า “ฉันไม่มีวันปล่อยให้คุณไปอีกแล้วล่ะ”

แสงสุริยุปราคาสาดส่องลอดใบไม้กระทบกับพื้นเป็นเสี้ยวราววงพระจันทร์ งดงามราวภาพฝันที่ฉันไม่มีวันลืมเลือน



แรงบันดาลใจเรื่องสั้น https://twitter.com/mad_madmad/status/1209859237054074880
 

SHARE

Comments

Sansastarkzz
2 months ago
ดีงามค่ะ☺️
Reply
niji
2 months ago
ขอบคุณนะคะ ^=^