อุซเบทางสายไหมที่อยู่ไกลกว่าอยุธยา (ตอนที่ 3)
ตื่นเช้าขึ้นมายังมีเรื่องเงินเรื่องทองวนเวียนอยู่ในหัว จึงวิ่งหูตาแตกลงมาข้างล่างเรียกรีเซปชั่นออกมาจากที่นอนอันแสนสุขเพื่อมาถามเรื่องรถและเงินทอง ตอนแรกคิดว่าแผนจะรวนนิดหน่อยเพราะต้องรอแบงค์เปิดเพื่อแลกเงินก่อน ปรากฏว่า ที่โฮสเทลมีให้แลกประมาณ 50 เหรียญ ก็เลยไม่ต้องเหนื่อยกันมาก มีเวลาเก็บของกินข้าวเช้าชิลๆ แบบไม่รีบไปอีกพักใหญ่ แล้วค่อยให้พนักงานเรียกแท๊กซี่ไปสถานีรถไฟให้

แต่แน่นอนเว้ย ถ้าแผนไม่รวนแม่งไม่ใช่เรา หลังจากแท๊กซี่พามาส่งที่ Central Train Station ก็ต้องเดินจากถนนเข้าไปตรงสถานีไกลมาก นึกสาปแช่งในใจว่า นี่มึงก็ไม่ใช่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามอะไร ให้รถเข้าไปจอดใกล้ๆ สถานีก็ได้นะ และนึกด่าตัวเองในใจว่าทำไมไม่เอาเป้มานะ จะได้ไม่ต้องลากให้ล้อพังเสียงดังกุกกัก 

เข้ามาในสถานี เราก็ปรี่ไปเคาเตอร์ที่ว่างก่อน ปรากฏว่าที่นี่มันจะต้องมีการกดบัตรคิว เลือกว่าต้องการทำอะไร ใช้บริการภาษาอะไร แต่แน่นอนว่า การเลือกที่จะใช้บริการภาษาอังกฤษก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ใช้บริการเป็นภาษาอังกฤษนะ หลังจากชี้ไม้ชี้มือกับ พนักงานขายตั๋วอยู่พักหนึ่งก็สรุปได้ว่า ตั๋วที่เราต้องการเนี่ยไม่มีจ้ะ ตั๋วเต็ม จะมีอีกทีก็โน่นบ่ายโมง ถึงSamarkandเย็นๆ เพราะไม่มีฟาสต์เทรน ต้องไปขึ้นที่ Southern Station แล้วก็มีแต่ชั้นบิสสิเนส “โน ไม่ได้นะยู ไอต้องชั้นกุลีเท่านั้น” ก็เลยบ๋ายบายรถไฟเรียกแท๊กซี่ไปจะไวกว่า แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งด่าว่าทำไมไม่จองตั๋วรถไฟออนไลน์ นี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากจองล่วงหน้านะ แต่เว็บใช้ไม่ได้ เวลาก็ไม่เห็นจะตรงกับที่เห็นในเว็บเลย

สรุปเราใช้บริการแท๊กซี่ (รถรับจ้างนั่นแหละ) เพื่อเดินทางจาก Tashkent ไป Samarkand กัน แท๊กซี่ พาเรามาขายลดราคา (มั้ง) ให้เพื่อนคนขับอีกคนหนึ่ง เราก็เลยต้องเปลี่ยนรถกันแบบงงๆ แต่ก็ช่างเหอะ พาไปถึงที่หมายได้ก็พอ ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงกว่าๆ มาถึง Samarkand หลับซะมากเพราะระหว่างทางไม่ค่อยมีอะไร มีคนขายของเป็นระยะ มีทุ่งแห้งๆ จบ

ตอนแรกคิดว่าคนที่นี่จะขับรถละไมๆ จากที่เจอการจราจรใน Tashkent ที่ไหนได้ สายเลื้อยอยู่เหมือนกัน แต่ที่มันน่ากลัวการเลื้อยเมืองไทยเล็กน้อยเพราะถนนมันมีความปะ ความหลุมบ่อมากกว่าที่ไทย แล้วก็มีรถขับแช่อยู่ซ้ายเยอะมาก เลยกลายเป็นว่าแทนที่จะมีซ้ายไว้แซง ดั๊นนนน มีขวาไว้แซง แล้วก็แซงมาเจอรถขับช้าที่เลนขวา เบรคกันหัวทิ่มหัวตำอีก นี่พอเราเห็นการจราจรที่อื่นแล้วเราก็สงสัยนะว่า ทำไมประเทศไทยถึงได้มีคนตายเพราะอุบัติเหตุบนถนนเยอะมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกทั้งๆ ที่ที่อื่นน่าจะมีคนตายเยอะกว่าไทยอีก หรือเพราะว่าแก๊งค์มอเตอร์ไซค์มาช่วยเพิ่มอัตราก็ไม่รู้

เรามาถึง Samarkand เวลาประมาณเกือบๆ บ่ายสอง ขึ้นไปเก็บของแล้วก็ออกไปกินข้าว พนักงานที่โฮสเทล แนะนำร้านร้านหนึ่งมาให้ บอกว่าร้านนี้อร่อยโลคอลนะยู แน่นอนว่าโลคอลมาก เจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ว่าลูกเจ้าของร้านซึ่งเป็นเด็กน่าจะอยู่ซักประถมปลายพอจะพูดได้บ้างเล็กน้อย เราก็เลยรอดไป ลองสั่งอาหารประจำชาติอุซเบที่มีชื่อว่า Plov มากิน มีคนบอกว่า Plov เหมือนข้าวหมก แต่เราว่าไม่ใช่นะเหมือนข้าวผัดมากกว่า เป็นข้าวผัดที่ใส่กับเนื้อกับผักอะไรซักอย่างที่ดองแต่ไม่ค่อยเปรี้ยว หน้าตาเวลายกมาเสิร์ฟจะดูเหมือนข้าวขาหมูเนื้อหนังที่โปะมาบนข้าวมัน (ข้าวมันแบบข้าวมันไก่) แต่มันกว่าข้าวมันประมาณ 3 เท่า ข้าวอร่อยมาก แต่พอกินไปนานๆ แล้วอยากได้ผักดองกับน้ำส้มตามร้านข้าวขาหมูสุดๆ อาหารทีเด็ดที่เราแนะนำสำหรับคนที่จะมาที่อุซเบคือ เนื้อย่าง เนื้อย่างเสียบไม้ธรรมดาๆ นี่แหละ เนื้อที่นี่อร่อยน้ำตาจะไหลมาก แต่ถ้าคิดว่าเนื้อเด็ดแล้ว แกะนี่เด็ดกว่า คลุกเกลือเม็ดก่อนย่างไฟแบบมีเดียม โอ่ยยยยย เลิศกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจ้าาาาา

อร่อยปากมันออกมาจากร้านแล้ว เราก็ไปเดินหาที่ขายตั๋วรถไฟ แลกเงิน และสำรวจเมืองกันต่อ แม้ว่า Tashkent จะเป็นเมืองหลวง แต่ว่า Samarkand นี่คนคึกคักพลุกพล่านกว่ากันเยอะ ช่วงที่เราอยู่ที่ Samarkand เป็นช่วงวันคริสต์มาสต์อีฟ ในเมืองก็จะมีตลาดนัด มีจัดงานคริสต์มาส ร้านค้าต่างๆก็จะมีตกแต่งตามเทศกาล ซึ่งเราเดินผ่านร้านรูปที่เห็นที่ประตูครั้งแรกนั้น ไม่ได้ทำให้นึกถึงซานตาคลอสเลยแม้แต่หน่อย หน้าซานต้ามีความละม้าย ฮก ลก ซิ่ว ไม่แน่ใจว่าทำซานต้าออกมาในสไตล์เอเชียกลางรึเปล่าก็เลยหน้าตาเอนเอียงไปทางมองโกลอยด์ซะมาก เห็นรูปแล้วอยากจะไหว้ด้วยส้มเหลือเกิน

Samarkand ไม่ใช่เมืองใหญ่โตอะไรสถานที่ท่องเที่ยวก็เดินถึงกันหมด (ถ้าคุณขยันเดิน) คุณพนักงานที่โรงแรมบอกว่า ให้ใช้เวลาประมาณ 2 - 3 วันก็จะเก็บสถานที่ท่องเที่ยวทีเด็ดๆ หมด แต่เราเดินเซอร์เวย์สถานที่ไปเรื่อยๆ แบบไม่ได้แวะเข้าข้างใน ก็ใช้เวลาประมาณตั้งแต่บ่ายสามถึงหกโมงกว่าๆ ก็เก็บแทบจะครบหมดแล้ว นั่งถ่ายรูปยามเย็นตรง Registan เล็กน้อย หลังจากนั้นก็เดินกลับไปหลบภัยหนาวที่โฮสเทลตอนประมาณทุ่มนึง เป็นทริปเด็กดีอย่างเหลือเชื่อจริงๆ

ในโฮสเทลห้องที่เรานอน เจอเด็กมหาลัยอยู่สองคนเป็นเด็กเกาหลี กับเด็กญี่ปุ่น และเจอเด็กจากเยอรมนีเข้าใจว่าน่าจะเพิ่งทำงานได้ไม่นานอยู่อีกคนหนึ่ง คุยกับเด็กเกาหลีกับเด็กเยอรมันไปเยอะมาก น้องเกาหลีเล่าให้ฟังว่าน้องเพิ่งไปเกณฑ์ทหารมาปีนึง ทำงานคาเฟ่ไป 6 เดือนเพื่อเก็บเงินมาเที่ยวสามเดือน ส่วนน้องเยอรมันนี่เพิ่งลาออกจากงานเพื่อใช้เวลามาเที่ยวปีนึง นี่ผ่านมาแล้วทั้งหมด 3 เดือนส่วนแผนนั้นยังไม่แน่นอน จะไปไหนค่อยว่ากันอีกที เราก็ได้แต่เฝ้าอิจฉาน้อง ว่าทำไมดีจังวะ แต่พอมองย้อนกลับมาดูตัวเองในวัยนั้น ก็คงไม่ได้ทำแบบน้องอยู่ดีเพราะก็คงไม่กล้าขอเงินที่บ้านเอาไปเที่ยวหรอก จะเที่ยวก็คงต้องเป็นตอนนี้แหละที่พอจะเจียดเงินไปเที่ยวแบบกะโหลกกะลาได้ แต่เวลาไม่ค่อยจะมี เราก็เลยบอกน้องไปว่า ดีจังเลยนะ น้องๆ ก็เลยตอบเรากลับมาว่า อย่างน้อยยูก็มีงานทำเป็นเรื่องเป็นราวมีชีวิตดีแล้วนี่ก็มาพักผ่อนไม่ดีเหรอ เราก็เลยตอบกลับไปบอกว่า เอางี้นะน้องพี่จะแนะนำว่า “เที่ยวมันซะตอนที่ยังมีเวลานี่แหละ !” และมือก็พิมตอบอีเมลออฟฟิศไปพลางๆ 
SHARE

Comments