Happy Retirement เกษียณสุขอย่างไร?
http://www.ookbee.com/Shop/Book/046e060e-766c-4b9d-a267-5e9ecf8e22ae

การเกษียณอายุ(Retirement Planning)

"หากเรามีอายุ 55 ปีแล้ว ยังแข็งแรงตามวัย
มีสุขภาพดี ไม่มีโรคร้ายแรง หรือโรคประจำตัว
อายุของเราอาจไปถึง 80-85 ปีได้สบายๆ"

การจากไปก่อนวัยอันควร(ตาย) ได้รับการแก้ไขตระเตรียมโดยการประกันชีวิตเพื่อปกป้องรายได้(Incone Protection) ที่จำเป็นของคนในครอบครัว แล้วการมีอายุยืนยาวล่ะ จะต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ในบางการสัมมนามีการพูดถึง "ความเศร้าสลดใจ" แบบติดตลกนั่นคือ

...เรื่องที่น่าเศร้าใจคือวันที่เราตายไปแล้วยังใช้เงินไม่หมด ส่วนเรื่องที่น่าสลดคือเงินหมดแล้วแต่เรายังไม่ตาย!!!...

เพื่อแก้ไขไม่ให้เกิด "ความเศร้าสลดใจ" ดังกล่าว
คนเราสามารถแก้ไขได้ด้วยการวางแผนเกษียณสุขตั้งแต่เนิ่น ๆ
โดยเริ่มต้นตอบคำถามสำคัญเพื่อการวางแผนเกษียณอายุดังต่อไปนี้คือ

1.ปัจจุบันนี้คุณอายุเท่าไหร่? และ
คุณคิดว่าจะเกษียณอายุจากการทำงานอายุเท่าไหร่?
โดยทั่วไปคนชอบเกษียณอายุการทำงานตอนอายุ 60 ปี

2.หลังจากเกษียณอายุจากการทำงาน
คุณคาดว่าจะต้องเตรียมเงินค่าใช้จ่ายต่อเดือนเป็นจำนวนเท่าไหร่?
จึงจะได้ใช้ชีวิตสบายๆอย่างที่ต้องการ?
เดือนละ 20,000 บาท 30,000 บาท หรือ 50,000 บาท

3.คุณคิดว่าคุณจะมีเวลาใช้ชีวิตที่ยืนยาวไปจนถึงอายุกี่ปี?
หลังเกษียณ? หลายคนคาดว่าตนเองจะมีอายุยืนยาวถึง 80-85 ปี

4.เมื่อเวลาเกษียณอายุจากการทำงานมาถึง
คุณได้เตรียมเงินไว้แล้วเท่าไหร่?
เพียงพอหรือไม่?
ยังขาดอยู่อีกเท่าไหร่?(คิดถึงอัตราเงินเฟ้อ 3-5% แล้วใช่ใหม?)
4.1 คุณมีเงินจากกองทุน กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนการออมแห่งชาติ/ประกันสังคมหรือไม่? มีเท่าไหร่?
4.2คุณมีเงินจากการประกันบำนาญหรือไม่? มีเท่าไหร่?
4.3คุณมีเงินจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) หรือไม่?มีเท่าไหร่?
4.4คุณมีเงินที่เตรียมไว้โดยวิธีการอื่นๆ อีกหรือไม่?มีเท่าไหร่?

หลังเกษียณอายุจากการทำงาน มี 3 เรื่องที่สำคัญคือ

1.สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงตามวัย

2.สุขภาพจิตใจที่ดี เข้าใจสัจธรรมของชีวิต

3.การเตรียมเงินที่เพียงพอเพื่อใช้จนตลอดชีวิต
3.1ค่าใช้จ่ายประจำวัน/เดือน ทั้งค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย ค่าผู้ดูแลฯลฯ
3.2ค่าใช้จ่ายเพื่อท่องเที่ยวหรือการพักผ่อนหย่อนใจ
3.3ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

รัฐบาลเองก็พยายามออกมาตรการเพื่อช่วยในการวางแผนเกษียณ
เช่น เรื่องสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse mogache)
คือให้ผู้สูงอายุสามารถนำบ้านที่ปลอดหนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคาร
โดยที่ธนาคารจะจ่ายเงินให้ผู้กู้ เป็นรายเดือนไปตลอดชีวิต
(อ่านรายละเอียด Reverse mogache ได้ที่นี่ http://bit.ly/2fxnxFN )

เพื่อให้การตอบคำถามข้างต้นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
เรามาลองใช้แอพพลิเคชั่น (Application) ของ กลต.
มาคำนวณเงินที่ต้องใช้ในวัยเกษียณอายุกันว่าจะต้องเตรียมเอาไว้เท่าไหร่?
ซึ่งจำนวนเงินนี้รวมอัตราเงินเฟ้อเข้าไว้แล้ว

กรณีที่ 1 หากต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท
ตั้งแต่อายุ 61-80 ปี รวม 20 ปี
จำเป็นที่จะต้องมีเงินขั้นต่ำ ณ วันเกษียณอายุ ( 60 ปี)
จำนวน 7,200,000 บาท

แต่ถ้าต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท
ไป 25 ปี(อายุ 85 ปี) จะต้องมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องการ ณ วันเกษียณ จำนวน 9,000,000 บาท

เอ่อ...ถ้าต้องการใช้มากกว่านี้ล่ะ

กรณีที่ 2 หากต้องการมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท
ตั้งแต่อายุ 61-80 ปี รวม 20 ปี
จำเป็นที่จะต้องมีเงินขั้นต่ำ ณ วันเกษียณอายุ ( 60 ปี)
จำนวน 12,000,000 บาท

แต่ถ้าต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาทไป 25 ปี
(อายุ 61-85 ปี) จะต้องมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องการ ณ วันเกษียณ
จำนวน 15,000,000 บาท

เมื่อเรารู้แล้วว่าจะต้องเตรียมเงินเท่าไหร่เพื่อชีวิตในวันที่เกษียณอายุมาถึง เราก็ต้องมีวิธีเตรียมการดังกล่าวอย่างเหมาะสม

วิธีเตรียมกองทุนเพื่อเกษียณสุขโดยการจัดสรรเงินลงทุน(Asset Allocation) เราขอแนะนำเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญดังนี้

1.ประกันบำนาญ(Annuity)
ประกันบำนาญจะช่วยสร้างพอร์ตโฟลิโอ(Portfolio)ให้มีความเสถียร แน่นอน และคุ้มครองเงินต้นที่สะสมบำนาญตั้งแต่ก้อนแรก
ควรมีจัดสรรไว้ 20% ของเงินบำนาญที่ต้องการ

2.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF)
สามารถเลือกตามนโยบายการลงทุนที่เหมาะสม
กับเป้าหมายและวิถีชีวิตของเรามีหลากหลายรูปแบบ
ผสมผสานให้ได้ผลตอบแทนตามความเสี่ยงที่เรายอมรับได้
ควรจัดสรรไว้ 60-70% ของเงินบำนาญที่ต้องการ

2.1 กองทุนรวม RMF แบบเน้นลงทุนในตราสารหนี้
ควรจัดสรรไว้ 10% ของเงินบำนาญที่ต้องการ
2.2 กองทุนรวม RMF แบบเน้นรายได้จากอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน(Reit)
ควรจัดสรรไว้ 10% ของเงินบำนาญที่ต้องการ
2.3 กองทุนรวม RMF แบบเน้นในตราสารทุนในประเทศ
ทั้งที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลาง/ขนาดเล็ก หรือหุ้นบริษัทขนาดใหญ่
ควรจัดสรรไว้ 20-30% ของเงินบำนาญที่ต้องการ
2.4 กองทุนรวม RMF แบบเน้นลงทุนในต่างประเทศ
ควรจัดสรรไว้ 20% ของเงินบำนาญที่ต้องการ

3.ประกันควบการลงทุนหรือยูนิต ลิ้งค์(Unit Linked)
เป็นนวัตกรรมใหม่ที่นำมาใช้ในการจัดเตรียมกองทุนเพื่อการเกษียณสุขได้ดีมากๆ เพราะมีการคุ้มครองชีวิต และนำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในกองทุนรวมที่ได้คัดสรรให้เป็นไปตามเป้าหมายของเรา
ควรมีจัดสรรไว้ 10-20% ของเงินบำนาญที่ต้องการ

ผู้ที่จะเริ่มโครงการกองทุนเกษียณสุขแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ

1.คนที่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
พร้อมๆ กับเริ่มโครงการเกษียณสุข
ให้เน้นไปที่การเริ่มทำประกันบำนาญและกองทุน RMF เป็นสำคัญ

2.คนที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินทุกแบบที่กล่าวมาใช้เริ่มโครงการเกษียณสุขได้อย่างอิสระ

ตัวอย่างที่ 1 การจัดพอร์ตโฟลิโอ(Portfolio) ของชาย อายุ 35 ปีสำหรับ "โครงการเกษียณสุข 15 ล้านบาทเมื่ออายุ 60 ปี"
โดยต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

1.เงินจากประกันบำนาญ 3.0 ล้านบาท(20%)
โดยซื้อประกันบำนาญปีละ 61,662 บาท หรือเดือนละ 5,138.50 บาท
จ่ายเบี้ยไปจนถึงอายุ 59 ปี ระยะเวลา 25 ปี รวมเป็นเงิน 1,541,550 บาท รับบำนาญตั้งแต่อายุ 60-85 ปีๆ ละ 115,385 บาท
รวมรับ 26 ปี รวมเป็นเงิน 3,000,023 บาท

2.เงินจากกองทุน RMF ตราสารหนี้
1.5 ล้านบาท(10%)

3.เงินจากกองทุน RMF ที่ลงทุนในอสังหาฯ,REIT
1.5 ล้านบาท(10%)

4.เงินจากกองทุน RMF ตราสารทุนในประเทศ
4.5 ล้านบาท(30%)
(RMF กองทุนหุ้นขนาดใหญ่/ขนาดกลาง-เล็ก)

5.เงินจากกองทุน RMF ตราสารทุนต่างประเทศ
3.0 ล้านบาท(20%)

6.เงินจากประกันควบการลงทุนยูนิต ลิงค์ (Unit Linked)
1.5 ล้านบาท(10%)

วิธีการบริหารพอร์ตเมื่อเริ่มต้นคือตอนอายุ 35-40 ปี
ควรเริ่มต้นจากการทำประกันบำนาญเพื่อเป้าหมายสร้างรายได้ประจำ
เมื่ออายุ 60 เป็นต้นไป และซื้อกองทุน RMF ตราสารทุนก่อน
เมื่อเงินทำงานได้ผลตอบแทนที่มากพอสมควรแล้ว
จึงค่อย ๆ ปรับพอร์ตให้ไปอยู่ในกองทุน RMF ตราสารหนี้,กองทุน RMF ที่ลงทุนในกอง Riet มากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างที่ 2 การจัดพอร์ตโฟลิโอ(Portfolio) ของหญิง อายุ 35 ปีสำหรับ
"โครงการเกษียณสุข 15 ล้านบาทเมื่ออายุ 60 ปี" โดยไม่ต้องคำนึงถึงการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

1.เงินจากประกันบำนาญ 3.0 ล้านบาท(20%)
โดยซื้อประกันบำนาญปีละ 64,771 บาท หรือเดือนละ 5,397.58 บาท
จ่ายเบี้ยไปจนถึงอายุ 59 ปี ระยะเวลา 25 ปี รวมเป็น 1,619,275 บาท
รับบำนาญตั้งแต่อายุ 60-85 ปี ๆ ละ 115,385 บาท
รวมรับ 26 ปี รวมเป็นเงิน 3,000,022 บาท

2.เงินจากกองทุน RMF ตราสารหนี้
1.5 ล้านบาท(10%)

3.เงินจากกองทุน RMF ที่ลงทุนในอสังหาฯ,REIT
1.5 ล้านบาท(10%)

4.เงินจากกองทุน RMF ตราสารทุนในประเทศ
3.0 ล้านบาท(20%)
(RMF กองทุนหุ้นขนาดใหญ่/ขนาดกลาง-เล็ก)

5.เงินจากกองทุน RMF ตราสารทุนต่างประเทศ
3.0 ล้านบาท(20%)

6.เงินจากประกันควบการลงทุนยูนิต ลิ้งค์ (Unit Linked)
3.0 ล้านบาท(20%)

อย่างไรก็ดี การจัดพอร์ตเกษียณสุขที่ดีนั้น
ในที่นี้อาจจะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกบางประการ เช่น

- ช่วงอายุของผู้เริ่มต้นโครงการ (Life Stage Planning)
หากผู้เริ่มโครงการเกษียณสุขมีอายุไม่มากนัก คือ ช่วง 25-35 ปี
มีเวลาในการลงทุนยาวนาน(25-35ปี)
ก็สามารถเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก(Mid Small Cap)
ในเปอร์เซนต์ที่มากขึ้นได้ หรือเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศ
ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว
เช่น Healthcare Sector เป็นต้น
แต่หากผู้เริ่มโครงการเกษียณสุขเริ่มต้นโครงการอายุมากพอควรแล้ว
คือ 36-45 ปี มีระยะเวลาในการลงทุนไม่นานนัก(15-24 ปี)
ก็อาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่
ในเปอร์เซนต์ที่มากขึ้นแทน
ในขณะที่หากผู้เริ่มโครงการเกษียณสุขเริ่มลงทุน/หรือมีอายุเกินกว่า 45 ปีไปแล้วก็ควรเลือกกองทุน RMF กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และไปเพิ่มเม็ดเงินในประกันบำนาญหรือกองทุน RMF ตราสารหนี้ให้มากขึ้นจึงจะเหมาะสมกว่า

-ความสามารถในการรับความผันผวน/ความเสี่ยงได้มากหรือน้อย
ก็มีผลต่อการตัดสินใจจัดพอร์ตโฟลิโอ นี่เป็นลักษณะของนิสัยส่วนบุคคลซึ่งเราจะทราบเมื่อทำแบบทดสอบด้านความเสี่ยง

-ความรอบรู้ในเครื่องมือทางการเงิน
หากผู้เริ่มโครงการเกษียณสุขมีความรู้มากก็สามารถเลือกจัดพอร์ตหรือปรับเปลี่ยนสัดส่วนในพอร์ตได้โดยอิสระ แต่หากไม่แน่ใจหรือไม่เชี่ยวชาญมากนักก็ควรเลือกตัวแทนที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคลที่ไว้ใจได้คอยติดตามหรือให้คำแนะนำเป็นระยะๆ

ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีใดในการจัดพอร์ตเกษียณสุข เราก็ต้องมั่นใจว่านั่นดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับเราแล้ว

ในกรณีที่เรารับความเสี่ยงไม่ได้มาก ไม่ค่อยมีความรู้ในเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้ และอาจรวมถึงการที่แม้มีความรู้พอสมควร แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาในการติดตาม หรืออยู่ในความสนใจของเราเท่าใดนัก
สิ่งที่เหมาะสมที่สุดคือ การค้นหาตัวแทนที่ปรึกษาทางการเงินที่เราไว้วางใจคอยช่วยเหลือ และแนวเน้นที่ควรจัดพอร์ตก็คือ
เน้นไปทำประกันบำนาญ กองทุน RMF ตราสารหนี้ และ/หรือประกันควบการลงทุน(Unit Linked) ในเปอร์เซนต์ที่มากขึ้น
ก็จะส่งผลดีต่อเรามากกว่า เพราะจะมีคนที่เชี่ยวชาญ มีระบบคอยติดตามให้เราอีกทางหนึ่ง

สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ จงจำไว้ว่าไม่มีเครื่องมือทางการเงินใดเพียงอย่างเดียวที่จะเหมาะสมต่อการสร้างโครงการเกษียณสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมืออย่างอื่น เพราะวลีคลาสสิคที่ว่า “อย่าใส่ไข่ทุกใบไว้ในตระกร้าเดียวกัน” ยังคงมีความหมายและลึกซึ้งเช่นเคย

ในเมื่อความไม่แน่นอนมีอยู่รอบกาย...นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้อง “กระจายความเสี่ยง” ด้วยการ “จัดพอร์ตลงทุนตามเป้าหมาย”
-ระยะสั้น...เสี่ยงไม่ได้ จึงต้องเน้นให้มีสภาพคล่อง
-ระยะกลาง...เสี่ยงได้บ้าง จึงต้องเน้นให้มีความชัวร์
-ระยะยาว....เสี่ยงได้มาก จึงต้องเน้นให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ "เงินที่เราต้องมี(Serious Money)"
ในโครงการเกษียณสุขคือ การจัดสรรเงินลงทุน(Asset Allocation)
ที่เหมาะสมตามวัย ความรู้ทางการเงิน และการยอมรับความเสี่ยงของเรา และเริ่มต้นให้เร็วที่สุดเป็นดีที่สุด

แม้ว่าเราจะได้เริ่มโครงการเกษียณสุขสำหรับตัวเองเรียบร้อยแล้ว
แต่ถ้าเรามีลูกล่ะ?
เราต้องเตรียมทุนการศึกษาให้ลูกเท่าไหร่?
และเตรียมอย่างไรจึงจะดีที่สุด?
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

>>หนังสือดิจิทัลที่นี่ครับ
เข้าร่วมโครงการ ‘ช้อปช่วยชาติ’
หากซื้อโดยใช้รหัส AIS ราคา 159 บาทเท่านั้น

http://www.ookbee.com/Shop/Book/046e060e-766c-4b9d-a267-5e9ecf8e22ae

http://www.ookbee.com/Shop/Book/046e060e-766c-4b9d-a267-5e9ecf8e22ae
SHARE
Writer
ChamnanJ
MDRTiFA Coach ,Invester,Writer
Senior Distric Manager_TEAMCHART AIA ผมจบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในระดับปริญญาตรีและโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความสนใจพิเศษในด้านนิเทศศาสตร์และจิตวิทยา เริ่มต้นทำงานในด้านการฝึกอบรมตัวแทนที่ AIA รวมทั้งฝ่ายบริหารตัวแทน ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้อำนวยการตัวแทน เมื่อลาออกมาเป็นผู้บริหารทีมงานขายก็ได้ทำหน้าที่ด้านการฝึกอบรมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จาก Trainnng Advisor,Premier Agency Trainning งานในฐานะ Moderator เริ่มต้นเมื่อปี 2551 ในหลักสูตรของ Limra's Crossroad และ โดยเฉพาะ Agency Management Trainning Course (AMTC 23 ครั้ง) เมื่อมารับผิดชอบ Sales Builder ผมก็นำมาใช้กับกลุ่ม MDRT และประสบความสำเร็จอย่างมากที่เชียงใหม่ มีตัวแทน MDRT 3 คนในปีแรก 6,8,10 และ16 คนในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทำหน้าที่ผู้ดำเนินการสัมมนาหลักสูตร High Trust Financial Advisor เพื่อมอบตัวแทนนักวางแผนการเงินอิสระให้สามารถช่วยลูกค้าได้อย่างเป็นมืออาชีพและมีจรรยาบรรณ งานเขียนส่วนใหญ่เขียนจากประสบการณ์ตรงจากตนเองและประสบการณ์ของ คุณรัตนา กมลงามพิพัฒน์ 7MDRT,FchFP,RFC ผู้ซึ่งมีอายุการทำงานเป็นตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินมากว่า 29ปี และได้วางแผนการเงินส่วนบุคคลให้ลูกค้าแล้วจำนวนมาก ได้รับรางวัล Prime Minister's insurance Award ติดต่อกัน 7ปี 2553-2558,2561 จากนายกรัฐมนตรีไทย (คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ภาพประกอบการเขียนส่วนใหญ่นำมาจากอินเตอร์เน็ตขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ งานเขียนแรกเริ่มต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมาในหนังสือที่ใช้ชื่อว่า " สร้างนิสัย MDRT ได้ใน 10 สัปดาห์" และเดือนพฤศจิกายน เรื่อง "การเงินมั่งคั่ง:ชีวิตดี๊ดีถ้ารู้อย่างนี้ตั้งแต่อายุ 25" โดยเป็นบทความเกี่ยวกับแนวคิด ความรู้สึกและนิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งทิปเกี่ยวกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ทำได้จริงในภาคปฎิบัติ หากเพื่อนๆ มีข้อแนะนำเชิญ Inbox มาได้เลยครับ ขอขอบคุณผู้สร้าง Storylog และเหล่านักเขียนทั้งหลายที่สร้างที่ที่พวกเราได้มารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ

Comments