เมล็ดพันธุ์มีชีวิต
"ย่าก็อยู่มาก็จวนจะครบศตวรรษแล้ว  ย่าเองก็ยังไม่เคยได้เห็นหรือจับดอกไม้จริงๆเลยสักครั้ง"
"ทำไมล่ะคะคุณย่า ดอกไม้นี่มันปลูกยากมากๆเลยเหรอคะ?"
"ไม่ใช่อย่างงั้นหรอก แต่เป็นเพราะดินแดนที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ตอนนี้น่ะ. . . มัน. . ."
"มันทำไมเหรอคะคุณย่า?"
"มันต้องคำสาปน่ะสิหลานเอ้ย. . . ."

ข้างบนนั้นคือเรื่องเล่าของคุณย่า
ที่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว
เมื่อ 15 ก่อน
ส่วนตอนนี้ฉันอายุ 31 ปี
ทำงานเป็นนักพฤกษศาสตร์
เพื่อหาทางที่จะทำให้ความฝันของฉันเป็นจริง
ด้วยการสังเคราะห์เมล็ดพันธุ์ดอกไม้
ที่สามารถเติบโตในดินแดนแห่งนี้ได้
แล้วฉันจะได้จับดอกไม้ของจริงสักครั้ง
ก่อนที่ชีวิตนี้จะล่วงเลยไป
นี่ก็ผ่านมา 8 ปี แล้ว
หลังจากที่ฉันเริ่มอาชีพนี้
ฉันทำงานอย่างหนัก
หามรุ่งหามค่ำ
ศึกษาความเป็นไปได้ต่างๆมากมาย
แค่ก็ไม่มีท่าทีที่จะเจอ
ความเป็นไปได้ที่ชัดเจนเลยสักครา
"มนุษย์หน่ะไม่สามารถลบคำสาปได้หรอก"
"อย่าพยายามเลย เธอก็เห็นนี่ว่ามันไม่เวิร์ค"
"ฝันเอาน่าจะง่ายกว่านะ ฉันว่า"
คำพูดต่างๆจากเพื่อนร่วมงานของฉัน
ผสมกับความเป็นไปได้ที่เลือนลาง
มันทำให้ฉันค่อยๆหมดหวังไป
ทีละเล็ก. .
ทีละน้อย. . .

"เฮ้อออออ. . . . ."
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่
ที่ออกมาพร้อมกับความสิ้นหวัง
อาจทำให้แผ่นเหล็กแสนหนักอึ้ง
ปลิวขึ้นไปบนท้องฟ้าได้เลยทีเดียว
ฉันนั่งอยู่ที่ม้านั่งกลางสวนสาธารณะ
ด้านหน้าของฉันมีน้ำพุ
และเด็กๆที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน
ท่ามกลางเด็กๆกลุ่มนั้น
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
สวมชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อน
ถูกแสงแดดยามเย็นสีอุ่น
ตกกระทบเข้าที่ใบหน้า
เขากำลังนั่งวาดอะไรบางอย่าง
ริมน้ำพุตรงข้างหน้าฉัน
แต่ฉันเองก็ไม่ได้สนใจอะไร
เพราะคุณย่าฉันเคยสอนไว้ว่า
ไม่ควรไปยุ่งเรื่องคนอื่น
แต่ขอโทษนะคะคุณย่า
พอกระพริบตาไปครั้งนึง
ฉันก็ไปยืนตรงหน้าเด็กคนนั้นเฉยเลย
"วาดอะไรอยู่เหรอเจ้าหนู?"
ฉันพูดพร้อมยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร
เด็กหนุ่มหันมา
จ้องที่ใบหน้าของฉัน
แววตาของเขาช่างอบอุ่น
เหมือนมีดอกทานตะวัน
ที่ให้ความร้อนหมือนดวงอาทิตย์
ลอยอยู่ข้างในยังไงอย่างงั้น
เขาไม่ได้ตอบฉันกลับมา
เพียงแต่ส่งยิ้มให้ฉัน
แล้วชี้ไปยังสมุดวาดภาพ
ที่เขาถืออยู่
ฉันกวาดสายตาไปมองภาพนั้นอย่างช้าๆ
แล้วก็จดจ้องอยู่กับภาพวาดนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ฉันกำลังนึกอยู่ว่ามันคืออะไร
แต่ดูจากลักษณะโดยรวมแล้ว
อาจจะไม่ใช่สักทีเดียว
แต่มันคือสิ่งที่ฉันศึกษามาตลอด 8 ปี
ฉันเลยค่อนข้างมั่นใจว่า
รูปนั้นมันคือดอกไม้แน่ๆ
"วาดดอกไม้อยู่ใช่ไหมเจ้าหนู?"
ฉันถามเด็กหนุ่มคนนั้น
แล้วเขาก็ไม่ตอบฉันอีกแล้ว
เขาแค่พยักหน้าให้ฉันเท่านั้น
ด้วยความเครียดมาจากงาน
รวมกับคำพูดบ้าๆบอๆของเพื่อนร่วมงาน
จึงทำให้ฉันหลุดปากพูดพล่อยๆใส่เขาออกไปว่า
"ถ้าไม่ได้เป็นใบ้ ก็ช่วยใช้ปากให้มันคุ้มค่าหน่อยเถอะ"
"ตายแล้ว ฉันพูดอะไรออกไปเนี่ย" ฉันอุทานออกมา
พร้อมเอามือขวาปิดปาก
ฉันที่กำลังจะเอ่ยปากขอโทษ
แต่ทันใดนั้น
เขาก็เปิดสมุดของเขาไปสองสามหน้า
แล้วยื่นมาให้ฉันดู
สิ่งที่เขาโชว์ให้ฉันดู
คือภาพวาดของดอกไฮยาซินธ์สีม่วง
ซึ่งมีความหมายนัยๆว่า
การให้อภัย
หรือถ้าจะถอดให้เป็นคำพูด
เด็กคนนี้คงอยากจะบอกฉันว่า
"ไม่เป็นไรครับ"
อย่างนั้นแหละมั้ง

"แล้วคำสาปที่ว่ามันเป็นยังไงเหรอคะ?"
ฉันถามย่าพร้อมทำหน้าสงสัย
"ฮู่ว . . . . . . " คุณย่าพ่นลมออกมาก่อนจะเริ่มพูด
"ในตำนานเขาว่ากันว่า เทพเจ้าที่คอยดูแลดินแดนของเรานั้น ท่านเกลียดดอกไม้เอามากๆ เลยสาปให้ดินแดนของเราไม่มีดอกไม้เจริญงอกงามออกมาตามธรรมชาติ และถึงใครคิดจะเพาะพันธุ์ดอกไม้เอง ก็จะไม่เติบโตขึ้นมาเช่นกัน"
คุณย่าจบประโยคพร้อมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
"แต่ดอกไม้นั้นมันมีจริงๆบนโลกเราใช่ไหมคะ?"
"ใช่แล้วหล่ะ ที่ดินแดนอื่นดอกไม้ก็ขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ คงเพราะเทพเจ้าที่ดูแลดินแดนนั้นๆ ท่านก็ไม่ได้เกลียดดอกไม้เหมือนที่ดินแดนเราหล่ะมั้ง"
"แล้วถ้าอย่างงั้น ทำไมคุณย่าถึงไม่ไปลองสัมผัสดอกไม้จริงๆที่ดินแดนอื่นหล่ะคะ?"
"โอ้ย. . . การที่จะเดินทางไปดินแดนอื่น มันต้องเดินทางเป็นพันๆกิโล กว่าจะไปถึงก็ใช้เวลาเกือบครึ่งปีแหละมั้ง สู้เอาเวลาไปขายผลไม้ แล้วเอาเงินมาซื้อหนังสือแทนดีกว่า"
"เอ้อ. . .พอพูดถึงหนังสือ จะว่าไปย่าก็มีหนังสือเกี่ยวกับดอกไม้จากดินแดนอื่นเยอะแยะเลยนะ
ลองเอาไปอ่านดูสักเล่มไหมหล่ะหลาน"
"ได้เลยค่ะคุณย่า" ฉันตอบรับพร้อมยิ้มกว้าง
นั่นเป็นเหตุผล
ว่าทำไมฉันถึงรู้เรื่องต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐาน
หรือข้อมูลที่เจาะลึกขนาดไหน
ฉันก็รู้หมด
ต้องขอบคุณคุณย่าท่านจริงๆ
ที่สะสมหนังสือไว้มากเหลือเกิน
เอาหล่ะ
หยุดเรื่องในอดีตไว้ก่อน
ทำตัวอย่างกับคนแก่ไปซะได้
มาพูดถึงเรื่องนี้ดีกว่า
เรื่องของเด็กหนุ่มที่ฉันเจอเมื่อวันก่อน
ฉันได้ไปสอบถามมาแล้ว
จากโรงพยาบาลที่เขาอยู่
เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 16 ปี
ไม่มีญาติ ไม่มีครอบครัว
ตอนที่มีคนไปพบเค้า
ครึ่งตัวของเขาติดอยู่ในดิน
ท่ามกลางป่าใหญ่
ดีนะมีชาวบ้านที่เข้าไปเก็บของป่า
พบเจอเข้า
ไม่งั้นคงไม่รอดเป็นแน่
"ไปทำอีท่าไหนกันนะ ตัวถึงติดอยู่ในดิน"
ฉันนึกสงสัย
แล้วที่น่าสงสารไปกว่านั้น
ที่ฉันไปบอกว่าเขาเป็นใบ้
ใช่แล้ว ตามที่คิด
เขาเป็นใบ้จริงๆ
สาเหตุเกิดจากโรคประหลาด
ที่ไม่เคยพบในดินแดนนี้มาก่อน
แล้วอีกไม่นาน
เขาก็จะถูกส่งไปบ้านเด็กกำพร้า
เพราะโรงพยาบาลคงจะให้เขาอยู่ต่อไม่ได้
ถ้าไม่จ่ายค่ารักษา
แต่ว่าฉันคงไม่ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น
ไม่ใช่เพราะฉันใจดีนะ
แต่เป็นการแทนคำขอโทษ
ที่ไปปากพล่อยใส่เจ้าหนูนั่น
ฉันเลยคิดว่า
ฉันจะรับเขามาเป็นลูกบุญธรรมหล่ะ

ในห้องนั่งเล่นแห่งนี้
เจ้าหนูจะนอนอ่านหนังสืออยู่ที่พื้นห้อง
ส่วนฉันอ่านสรุปผลการทดลองอยู่บนเก้าอี้
เมื่อเราทั้งคู่เสร็จจากสิ่งที่ทำอยู่
เราก็จะมาถามสารทุกข์สุขดิบกันบ้างเป็นครั้งคราว
อย่างที่แม่ลูกปกติเขาทำกัน
แต่ฉันคงจะเรียกเด็กคนนั้นว่าลูกไม่ได้
ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม แค่รู้สึกคำว่า "เจ้าหนู"
มันชินปากกว่าเพียงเท่านั้น
หลังจากที่ฉันรับเขาเข้ามาในบ้านสักพัก
เราก็เริ่มปรับตัวเข้าหากัน
อย่างแรกเลยที่สำคัญมาก
ในการใช้ชีวิตร่วมกัน
คือการสื่อสาร
ในตอนแรกที่เขาเข้ามา
เจ้าหนูใช้การเขียน
และท่าทางของร่างกาย
ในการพูดคุยกับฉัน
จริงๆแค่เพียงแค่สองวิธีนี้
ก็สามารถทำให้ฉันและเขา
อยู่ด้วยกันได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่เพื่อความสะดวกในระยะยาว
เราจึงต้องเรียนรู้การสื่อสารที่ดีที่สุด
ที่สามารถใช้การได้
แล้วในที่สุด
เราก็ใช้อยู่สองภาษาในการสื่อสารกัน
นั่นก็คือภาษามือ
และอีกอย่างก็คือภาษาดอกไม้
ภาษาดอกไม้นั้นคือ
การใช้ความหมายโดยนัย
ของดอกไม้ชนิดต่างๆ
ในการสื่อสาร
แต่จุดที่ยากคือ
เราต้องอ่านสถานการณ์
แล้วตีความให้ถูกต้อง
เหตุผลเพราะว่า
ดอกไม้ชนิดนึง
อาจมีหลายความหมาย
ในตัวมันเอง
ด้วยเหตุผลนี้
ฉันเองที่เชี่ยวชาญเรื่องดอกไม้
จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
แต่น่าแปลก
เจ้าหนูที่พึ่งอายุเพียงเท่านี้
ก็สามารถใช้ภาษาดอกไม้
ได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนกับฉัน
หรืออาจจะเก่งกว่าฉันเสียอีก
มันทำให้ฉันอดนึกไม่ได้ว่า
ตัวเจ้าหนูคนนี้นั้น
อาจจะเป็นหนึ่งเดียวกับดอกไม้ไปแล้ว
ก็เป็นได้

เวลาผ่านไปสองเดือน
ฉันเริ่มเรียนรู้นิสัยใจคอของเขา
ไปทีละน้อย
สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ
เขาชอบดอกไม้เอาซะมากๆ
เหมือนกับฉันไม่มีผิด
"ทำไมถึงชอบดอกไม้มากขนาดนั้นหล่ะเจ้าหนู"
ฉันพูดถามเด็กหนุ่ม
"นั่นสิครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม"
เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยภาษามือ
"คงเป็นเพราะ. . . สัญชาติญาณมั้งครับ"
เขายิ้มให้ฉันพร้อมคำตอบ
"อืม. . . สัญชาติญาณงั้นเหรอ แปลกดีนะ ฮ่าๆๆ"
ฉันหัวเราะเล็กน้อย
นับตั้งแต่ที่ฉันรับเจ้าหนูมาเลี้ยง
สุขภาพจิตของฉันก็ดีขึ้นมาก
หลังจากโดนคำดูถูกจากเพื่อนร่วมงาน
และความเป็นไปได้ที่ไม่คืบหน้า
จนสุขภาพจิตเกือบจะติดลบ
เขามักจะให้กำลังใจฉัน
ด้วยวิธีที่ชวนให้หัวใจพองฟู
ตลอดทุกครั้ง
มีครั้งนึงที่ฉันรู้สึกเครียดจากงานมากๆ
ฉันก็นั่งหน้าเครียดอยู่พักนึง
เจ้าหนูก็เดินมา
ยื่นภาพวาดของดอกลาเวนเดอร์
ซึ่งลาเวนเดอร์เนี่ย
ฉันรู้มาว่ากลิ่นของมันจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
หรือเจ้าหนูจะตั้งใจบอกว่า
"เครียดไปก็ไม่ดี พักสักหน่อยนะครับ"
หรือมีครั้งนึง
ที่ฉันกำลังจะออกไปทำงาน
เจ้าหนูนี่ก็มาดึงมือฉันไว้
แล้วหยิบกระดาษที่พับเป็นรูป
คอร์นฟลาวเวอร์
ซึ่งเป็นเครื่องรางแห่งความโชคดี
เอามาให้ฉันพกติดตัวไว้
ถ้าจะให้ตีความก็คือ
เจ้าหนูคงจะบอกว่า
"เดินทางดีๆนะครับ"
การตีความทุกอย่าง
ฉันต้องกลับมาถามเจ้าหนูอีกรอบทุกครั้ง
ว่าต้องการจะสื่ออะไรกันแน่
แต่ทุกครั้งที่กลับมาถาม
มันก็ตรงกับที่ฉันเข้าใจในครั้งแรกทุกครั้ง
มันทำให้ฉันรู้ว่า
เจ้าหนูคนนี้ไม่ได้มีนัยน์ตาที่อบอุ่นเพียงอย่างเดียว
แต่การกระทำต่างๆของเขา
ที่ทำให้ฉันทุกอย่าง
มันอบอุ่นซะจน
ชวนให้หัวใจบานสะพรั่ง
เหมือนดอกไม้แรกแย้มเลยแหละ

สองปีถัดมา
หลังจากที่ฉันไม่ค่อยเครียดกับงานมากนัก
เพราะกำลังใจจากเจ้าหนู
จึงทำให้ฉันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และความเป็นได้ก็เริ่มชัดเจนขึ้นมา
ในที่สุด
ฉันก็สามารถสังเคราะห์เมล็ดพันธุ์ดอกไม้
ที่สามารถเจริญเติบโตได้จริงสำเร็จ
แต่ปัญหาก็คือ
พอโตไปได้สักพัก
ยังไม่ทันทีจะได้เห็นตัวดอก
มันก็เหี่ยวเฉา
แล้วตายไปก่อนตลอด
โดยไม่ทราบสาเหตุ
แต่แค่มันงอกขึ้นมาได้
ก็ทำให้ฉันดีใจสุดๆ
เพราะความพยายามมาตลอดหลายปีนั้น
ไม่ได้สูญหายไปในอากาศเฉยๆ
หลังจากนั้นฉันจึงทำงานหนักกว่าเดิม
จดจ่ออยู่กับงานมากๆ
มาก. . .
มาก. .
มาก
จนลืมสนใจสิ่งที่อยู่ใกล้ๆตัว
แล้วฉันหลุดออกมาจากความบ้างาน
ตอนที่หมดหวังในงานไปแล้ว
"คนเราคงลบล้างคำสาปไม่ได้จริงๆแหละเนอะ"
ฉันพูดกับตัวเอง
แล้วจึงตัดสินใจพักงานไประยะหนึ่ง
แต่เมื่อฉันขอเรื่องพักงานเสร็จ
กลับมาที่บ้าน
ฉันก็พึ่งรู้ตัวว่า
เจ้าหนูนั้น
ล้มป่วยหนัก. . .
ตอนนี้เจ้าหนู
ทำได้เพียงแค่นอนนิ่งๆ
บนเตียงนอนเพียงเท่านั้น. . .
โดยมีคุณหมอที่เคยเป็นเจ้าของเคส
มาดูแลอย่างใกล้ชิด
ใบหน้าของเขาดูไม่มีชีวิตชีวา
เหมือนกับต้นพืชที่เหี่ยวเฉา
ดวงตาที่แสนอบอุ่นคู่นั้น
ตอนนี้กลับเย็นเฉียบ
"หมอดูอาการโดยรวมแล้วนะครับ เป็นเพราะโรคที่เขาเป็นอยู่นั้นกำเริบขึ้นมา อาการของเขาตอนนี้เลยน่าเป็นห่วงเอาซะมากๆ"
ฉันที่นั่งฟังอยู่ข้างๆเตียง
มือทั้งสองกุมมือเจ้าหนูไว้แน่น
ปากก็พูดออกมาว่า
"อย่าเป็นอะไรไปมากกว่านี้เลยนะลูก"
ฉันพูดเสียงสั่น
เจ้าหนูได้ยินเช่นนั้น
จึงยกมืออีกข้างขึ้นมาคุยกับฉันว่า
"แม่เรียกผมว่าลูกได้สักทีนะครับ"
เขายิ้มให้ฉัน
แต่ยิ้มนั้นไม่สดใสเหมือนทุกครั้ง
และฉันก็พูดไปโดยที่ไม่รู้ตัว
คงเพราะความเป็นห่วง
ทำให้สัญชาติญาณความเป็นแม่
มันออกมาโดยอัตโนมัติ
"แม่ขอโทษ ที่แม่มัวแต่บ้างาน 
ไม่ได้ใส่ใจลูกเลย 
ถ้าแม่สนใจลูกสักนิด 
ลูกคงอาการไม่หนัก. . . ขนาดนี้"
เจ้าหนูตอบกลับด้วยการพยักหน้าแล้วยิ้ม
ฉันเห็นเขาทำแบบนี้บ่อยครั้ง
มันมีความหมายว่า
ไม่เป็นไร ผมเข้าใจแม่เสมอ
ฉันน้ำตาซึม ก่อนจะพูดต่อว่า
"แม่ได้ยินว่าลูกอยากเห็นดอกไม้จริงๆ
ฝันของลูกจะเป็นจริงแล้วนะ เมื่อวันนั้นมาถึง
แม่เชื่อว่าลูกก็คงจะหายพอดี"
เมื่อเด็กหนุ่ม
และคุณหมอที่ได้ยินเช่นนั้น
บรรยากาศก็เริ่มตึงเครียด
ทั้งคู่มองตากัน
เด็กหนุ่มส่ายหน้าให้คุณหมอ
เป็นสัญญาณบอกว่า
คุณหมอไม่ต้องหรอก
เดี๋ยวผมจัดการเอง
เด็กหนุ่มขยับมือข้างที่ถูกกุมอยู่ออกมา
แล้วเริ่มขยับมือทั้งสองข้าง
พูดคุยกับผู้เป็นแม่อีกครั้ง
"ผมก็อยากอยู่ให้ถึงวันนั้นเหมือนกันครับคุณแม่"
เขายิ้มให้ฉัน
"ทำไมลูกพูดอย่างงั้นหล่ะ ลูกจะต้องอยู่ถึงอยู่แล้วสิ"
"ใช่ไหมคะคุณหมอ ลูกของฉันจะกลับมาแข็งแรงดีใช่ไหม"
ฉันหันไปถามคุณหมอ
คุณหมอเงียบ. . .
เป็นความเงียบที่น่าหวาดกลัว
"ทำไมคุณหมอถึงเงียบล่ะคะ!! คุ.."
เจ้าหนูยื่นมือมาปิดปากฉัน
ก่อนที่ฉันจะระเบิดอารมณ์ไปมากกว่านี้
แล้วใช้มือทั้งสองขยับหัวของฉัน
หันไปที่เขา
"ผมรู้. . . ว่าแม่รู้สึกยังไง ผมก็รู้สึกเช่นเดียวกับคุณแม่นั้นแหละ ผมขอโทษ. . . ขอโทษที่อยู่กับแม่นานกว่านี้ไม่ได้ แต่มันถึงเวลาที่ผมต้องไปแล้วจริงๆ"
"ลูกจะไปไหน แล้วทำไมต้องเป็นตอนนี้ นี่ลูกพึ่งจะอยู่กับแม่ได้ 2 ปีเองนะ. . ."
"ผมมีเหตุผลของผม แต่ผมบอกแม่ตอนนี้ไม่ได้"
"เหตุผลนั้นมันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ มันสำคัญมากกว่าความรู้สึกของแม่อีกเหรอ ทำไมลูกถึงไม่ยอมบอกแม่กันล่ะ แล้วถ้าลูกไม่บอกตอนนี้ แม่จะได้รู้ตอนไหนกัน!!"
ฉันพูดพร้อมใส่อารมณ์
"แม่. . . ไม่ใช่อย่างงั้น. . . แต่ว่ามัน. . . เมื่อตอนนั้นมาถึง. . . แม่จะได้รับรู้เอง"
เขาใช้ภาษามือช้าลง
หยดน้ำเริ่มปริ่มออกมาจากดวงตา
ไหลลงมาตามใบหน้า
ดั่งสายน้ำขนาดจิ๋ว
เจ้าหนูกำลังร้องไห้ออกมา
นี่เป็นครั้งแรกเลย
ที่ฉันเห็นเจ้าหนูร้องไห้
ฉันเห็นอย่างนั้น
ฉันจึงบังคับตัวเอง
ให้ใจเย็นลง
"โอเค. . . แม่ไม่ติดใจอะไรแล้ว แม่แค่เป็นห่วงลูกแค่นั้นเอง. . ."
พอฉันเริ่มจับเรื่องราวได้
และอารมณ์ของฉันก็กลับมามั่นคงแล้ว
ฉันจึงหันไปถามคุณหมอ
"สรุปว่าลูกของฉัน. . ."
ฉันอึกอักอยู่นาน
คำถามที่ตั้งใจจะถาม
มันอยู่ในหัว
แต่ไม่กล้าที่จะพูดออกมา
แต่แล้วฉันก็พูดออกไป
"จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่คะ?"
"ไม่น่าจะเกิดหนึ่งสัปดาห์ครับ มากสุดก็น่าจะสองสัปดาห์"
"โอเคค่ะ. . ."
ฉันตอบคุณหมออย่างหนักแน่น
แต่ภายในใจของฉัน
ตอนนี้ได้แหลกสลายไปแล้ว. . .
ฉันหันกลับมามองที่เจ้าหนู
เจ้าหนูก็ทำมือคุยกับฉันว่า
"ผมรักแม่นะ"
ฉันที่เก็บน้ำตาเอาไว้ตั้งนาน
ตอนนี้มันไหลออกมา
อย่างที่ห้ามไม่ได้
"แม่ก็รักลูกเหมือนกัน"
ฉันตอบเขา
แล้วโผเข้ากอดเจ้าหนู
เราทั้งคู่ก็ร้องไห้ใส่กัน
ในห้องนอนแห่งนี้
ที่อบอวลไปด้วยความเศร้า. . .

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
เจ้าหนูก็ได้จากไปอย่างสงบ. . .
ก่อนที่ร่างของเจ้าหนูจะถูกนำไปฝัง
คุณหมอก็ได้มาบอกกับฉันว่า
ลูกชายของคุณได้ฝากจดหมายนี้ไว้กับผม
เมื่อเขาจากไปแล้ว
ให้นำสิ่งนี้มาให้คุณ
ฉันรับจดหมายมา
ค่อยๆแกะซอง
แล้วหยิบกระดาษที่อยู่ภายใน
ขึ้นมาอ่าน
ในนั้นเขียนไว้ว่า
"สวัสดีครับคุณแม่ ถ้าแม่ได้อ่านจดหมายนี้ แสดงว่าผมคงไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว เวลาร่วมสองปีที่เราอยู่ด้วยกัน ผมมีความสุขมาก ถึงเราจะไม่ใช่แม่ลูกกันจริงๆก็ตาม แม่ไม่ต้องกังวลนะ ว่าแม่อาจจะคิดว่าตัวเองทำหน้าที่ในการเป็นแม่ได้ไม่ดี เพราะสำหรับผมมันดีที่สุดแล้วครับแม่ มันคงจะดีกว่านี้ไม่ได้แล้วแหละ ฮ่าๆๆ ผมอาจจะเป็นแค่ลูกบุญธรรมสำหรับแม่ แต่คุณหน่ะเป็นแม่แท้ๆสำหรับผมนะ ขอบคุณที่โลกให้เรามาเจอกัน ขอบคุณที่คอยดูแลผมตลอดมา และขอโทษนะครับแม่ ที่ผมอยู่กับแม่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว อยู่ดูดอกไม้ของจริงพร้อมกับคุณแม่ไม่ได้ ขอโทษจริงๆนะครับ. . . ผมรักแม่นะ"
เมื่ออ่านจบ 
ฉันแทบกลั้นความรู้สึกออกมาไม่ได้
แต่ก็ต้องทนไว้ก่อน
เพราะมาสคาร่าของฉันตอนนี้
ไม่กันน้ำ. . .
ไม่ใช่สิ
เพราะฉันทำใจไว้มากพอแล้วต่างหาก
หางตาของฉันเห็นบางอย่าง
ที่มุมขวาล่างของกระดาษ
มีลูกษรชี้พร้อมเขียนว่า
มีต่อข้างหลัง
ฉันจึงพลิกไปด้านหลัง
แล้วเริ่มอ่านอีกครั้ง
"คุณแม่ครับ นี่เป็นคำขอสุดท้ายก่อนที่ผมจะจากไป ตอนที่ผมจากไปแล้วนั้น แม่ต้องปฎิบัติกับร่างของผมเหมือนเป็นเมล็ดพันธุ์เมล็ดนึง แล้วแม่จะได้สิ่งที่แม่รอคอยมาตลอด มันอาจจะเป็นคำขอที่แปลกและเข้าใจยาก แต่ผมเชื่อว่าแม่คงจะเข้าใจนะครับ"
พอฉันอ่านจบ
สมองก็เริ่มประมวลผลทันใด
อะไรคือการที่ให้แม่
ปฎิบัติกับร่างของลูก
เหมือนเป็นเมล็ดพันธุ์เมล็ดนึงกันนะ

บนยอดเขากลางป่าเขียวขจี
บริเวณนี้เป็นสุสานของหมู่บ้านเรา
ฉันยืนดูพิธีฝั่งร่างอันไร้วิญญาณของเจ้าหนู
ตั้งแต่ต้นจนจบ
พอเสร็จพิธี
ก็เหลือแต่ฉันเพียงคนเดียว
ฉันนั่งคุกเข่าลง
หน้าหลุมศพของเจ้าหนู
พร้อมพูดขึ้นว่า
"แม่เข้าใจสิ่งที่ลูกจะบอกแม่แล้วนะ"
"เดี๋ยวแม่จะดูแลอย่างดีเลย"
ตั้งแต่วันนั้นที่
ร่างอันไร้วิญญานของเขา
ถูกฝังลงไปในดิน
ฉันก็เริ่มทำตามคำขอ
ที่เจ้าหนูได้ขอฉันไว้ในจดหมาย
ฉันรดน้ำนิดหน่อย
พรวนดินเป็นครั้งคราว
ใส่ปุ๋ยบ้างบางที
กำจัดวัชพืชรอบๆตามที่ตาเห็น
เหมือนเขาเป็นเมล็ดพันธุ์
ที่รอวันเติบโต
ทำอย่างงี้ไปสักพักใหญ่
ใหญ่มาก. . .
ใหญ่เกินไป. . .
ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนทุกคนที่ผ่านมา
พบเห็นฉันกระทำอะไรเยี่ยงนี้
ต่างก็คิดว่าฉันเสียสติไปแล้ว
แต่ฉันไม่ได้สนใจอะไร
เพียงแค่คิดในใจว่า
เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่ความลับอะไร
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของพวกเขาเช่นกัน
ไม่เห็นจะต้องมาใส่ใจ
ฉันเพียงแค่ทำตามคำขอสุดท้าย
ของลูกชายของฉันเพียงเท่านั้น
แต่แล้ววันนี้ก็มาถึง
ต้นอ่อนเล็กๆของพืชชนิดหนึ่ง
งอกขึ้นมาบนพื้นดิน
ฉันมองทีเดียวก็รู้เลย
ว่านี่ไม่ใช่วัชพืชแน่นอน
พอต้นอ่อนโตขึ้นมา
มันก็เติบโตอย่างรวดเร็ว
จนน่าประหลาดใจ
เวลาผ่านไปอีกเพียงหนึ่งเดือน
ต้นพืชนี้ก็โตเต็มที่
ในตอนแรกฉันก็ไม่แน่ใจนัก
ว่ามันคือต้นอะไรกันแน่
ถ้ามันคือดอกไม้
ฉันก็ต้องคุ้นตาบ้าง
นอกจากว่า
มันจะเป็นดอกไม้ชนิดใหม่
ที่ไม่เคยมีบนโลกนี้
เพียงเท่านั้น
ตอนนี้ต้นพืชต้นนั้น
มีกระเปาะกลมๆ
เป็นเหมือนดอกไม้
ที่พร้อมจะเบ่งบาน
พอวันต่อมาในตอนเช้า
ฉันก็กลับมาดูอย่างเช่นทุกวัน
แล้วฉันก็พบว่า
กระเปาะที่ฉันเห็นเมื่อวาน
วันนี้เบ่งบานเป็นดอกไม้
ใช่แล้ว
มันคือ
. . . .
"ดอกไม้"
ดอกไม้ของจริง
ที่มีกลิ่น
มีตัวตน
และสามารถจับต้องได้
ตอนนี้ฉันตื่นเต้นมาก
แต่ฉันก็นึกขึ้นได้ว่า
ดอกไม้ชนิดนี้
มันคุ้นๆ. . . เหมือนเคยเห็นที่ไหน
ที่ไม่ใช่ในหนังสือของคุณย่า
แล้วฉันก็นึกออก
มันคือดอกไม้ดอกเดียวกัน
กับที่อยู่ในสมุดวาดภาพของเจ้าหนู
ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก
ตอนนั้นเขายังวาดไม่เสร็จ
แต่ตอนนี้ฉันคิดว่า
เขาคงจะวาดเสร็จแล้ว
ฉันรีบกลับไปบ้าน
หาสมุดวาดภาพของเจ้าหนู
แล้วกลับไปที่สุสานอีกครั้ง
เพื่อเทียบดูว่า
มันคือดอกเดียวกันหรือไม่
พอฉันกลับมาที่หน้าดอกไม้นั่น
ฉันรีบเปิดสมุดเทียบดูทันใด
ตามที่คิดไว้
มันคือดอกเดียวกันจริงๆด้วย
ข้างใต้รูปวาดนั้น
มีชื่อดอกไม้
และข้อความอธิบายว่า
ชื่อดอกไม้ "xxxxxxx"
นี่เป็นดอกไม้ที่วาดมาตามจิตนาการของผม
ผมก็ไม่รู้ทำไมถึงออกมาเป็นแบบนี้เหมือนกัน
มันเป็นดอกไม้ที่ต้องเอาใจใส่มากๆ
ถึงจะสามารถเติบโตขึ้นมาได้
และมันก็มีความหมายโดยนัยด้วยนะ
ความหมายโดยนัยของมันก็คือ
"ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่
ในใจของฉัน
ในจิตวิณญาน
และความทรงจำ
จะมีคุณอยู่ในนั้นเสมอ"
นี่คือการสื่อสารด้วยภาษาดอกไม้
ครั้งสุดท้ายของเจ้าหนู
ฉันที่ยืนอ่านจนจบ
อยู่ดีๆขาก็อ่อนแรง
คุกเข่าลงไปที่พื้นอย่างง่ายดาย
ฉันวางสมุดไว้ที่พื้นหญ้า
ขยับเขาไปที่ดอกไม้นั่น
เอามือโอบรอบๆดอกไม้นั่น
อย่างนุ่มนวลที่สุด
"ลูกก็จะอยู่ในความทรงจำของแม่เช่นกัน"
"ตลอดไป"
พอพูดจบประโยค
น้ำตาที่คิดว่าจะไม่ไหลออกมาแล้ว
ตอนนี้มันไม่ไหวแล้ว
มันเกินที่จะเก็บเอาไว้
มันไม่มีเหตุผลที่จะต้องเก็บมันไว้
ฉันจึงปล่อยมันออกมา
อย่างช้าช้า
ค่อยๆ. . .
ไหลลงไป. . .
ที่ดอกไม้. . 
ดอกนั้น

การจากไปของเขา
และเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
มันทำให้ฉันกลับมามีหวัง
และเดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลัง
หลายปีต่อมาฉันจึงค้นพบว่า
ตำนานอะไรนั่นยังคงเป็นแค่ตำนาน
คำสาปก็เป็นเพียงแค่เรื่องงมงาย
เพราะเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มันทำให้รู้แล้วว่า
ที่ดอกไม้นั้นไม่เจริญเติบโต
เพราะในดินของดินแดนเรา
มันขาดธาตุอาหารรอง
นั่นคือแคลเซียม
ซึ่งมีในกระดูกของคนเรา
การที่ไปปลูกบนหลุมศพ
ที่ข้างใต้เป็นร่างไร้วิญญาณของเจ้าหนู
และกระดูกที่อุดมไปด้วยแคลเซียม
ทำให้มันสามารถเติบโตได้
แต่เรื่องดอกไม้ที่เติบโต
มาจากร่างกายของเจ้าหนู
ฉันก็ยังหาคำตอบไม่ได้
ว่ามันโตขึ้นมาได้ยังไง
แต่ฉันว่าวันนึงคงได้คำตอบแน่นอน
เวลาผ่านไปจึงมีการแก้ปัญหา
ด้วยการสังเคราะห์แคลเซียม
เพื่อใช้ในการเพาะพันธุ์
แล้วจากนั้นผู้คนในดินแดนนี้
ก็เริ่มปลูกดอกไม้กันเป็นล่ำเป็นสัน
จนในเวลานี้
ดินแดนที่ไร้แม้แต่เงาของดอกไม้
ตอนนี้กลายเป็นดินแดนแห่งดอกไม้
ไปในที่สุด
ฉันมองขึ้นไปบนฟ้า
แล้วพูดว่า
"แม่เชื่อว่าตอนนี้ลูกคงดูอยู่ 
จากที่ไหนซักแห่งข้างบนนั่น 
ลูกลองดูรอบๆแม่ตอนนี้สิ 
มีดอกไม้เต็มไปหมดเลย"
ฉันยิ้มให้กับท้องฟ้าสีคราม
:)
การสูญเสียไม่ได้มาพร้อมความเสียใจเพียงอย่างเดียว
แต่มันอาจจะมาพร้อมกับบางอย่างที่ทำให้คุณก้าวเดินต่อไป  
ดั่งเช่นความหวังที่ฉันได้คืนมา

SHARE

Comments