อุซเบทางสายไหมที่อยู่ไกลกว่าอยุธยา (ตอนที่ 2)
เริ่มต้นวันที่ 2 ด้วยการตื่นโน่นเลยจ้ะ 10 โมง หลับสนิทสลบเหมือดหลังจากที่นอนไม่พอมาหลายวันตลอดทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา พลาดข้าวเช้าฟรีไปอย่างที่ก็ไม่ได้เสียดายเท่าไหร่ เดินออกจากโฮสเทลมิชชั่นแรกคือหาอาหารเช้ากิน แต่ด้วยความที่มื้อสุดท้ายที่กินไปก็นู่นตั้งแต่อยู่บนเครื่องตอนประมาณสามทุ่ม เพราะฉะนั้น เราจะไม่เบรคฟาสต์เบาๆ แล้วเราจะบรันช์หนักๆ ด้วยเนื้อย่าง ราดไวท์ซอสอะไรซักอย่างกับมันบดและสลัด ฟาดเรียบไม่เหลือ หมดค่าข้าวไปสองคนหลักแสนรู้สึกรวยอย่างบอกไม่ถูก และแน่นอน ผลจากการชะล่าใจเรื่องการแลกเงินเมื่อคืนคือเรามีเงินไม่พอจ่ายค่าข้าว ต้องใช้บัตรเครดิต

ที่แรกที่ไปคือ Independence Square ตัว Square แบ่งเป็นหลายส่วน มีส่วนของสถานที่ราชการ สวนสาธารณะ และก็ส่วนที่เป็นพวกอนุสาวรีย์ เราพยายามจะเดินตัดสวนเพื่อเข้าไปถ่ายรูปแต่ ปิดทุกทางเข้า อากาศหนาวลมแรง หาทางเข้าไม่เจอ หลังจากเดินระหกระเหินหนาวเหน็บกันมานาน ก็เจอซุ้มประตูชื่อว่า Arch of Ezgulik (ชื่อนี่เพิ่งมารู้ทีหลังตอนที่เริ่มเขียนนี่แหละ) เห็นวูบแรกแล้วคิดถึงเกาหลีเหนืออย่างช่วยไม่ได้จริงๆ อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นศิลปะสไตล์คอมมิวนิสต์เหมือนกันก็เป็นได้ จริงๆแล้วเราควรจะได้เข้าไปดู Independence Monument ด้วย แต่ทางเข้าก็ปิดเลยได้แต่ชะโงกๆ อยู่ข้างนอก แต่...ถ้าเดินเข้าไปได้ก็อาจจะไม่อยากเข้าไปก็ได้นะ เพราะว่าตอนนั้นมือนี่ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว ในอุณหภูมิ 0 องศา การเอามือออกมาจากกระเป๋าแจ๊กเก็ตโดยไม่ใส่ถุงมือนี่จัดเป็นการทรมานอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

เดินกันต่อมาอีกพักหนึ่ง เราก็มาเจออนุสาวรีย์ทหารผ่านศึก (ชื่อภาษาไทยนี่ตั้งเอง) ตรงนั้นจะมีรายชื่อทหาร (ที่รู้ชื่อ) อยู่บนแผ่นทองเหลืองบนกำแพง และก็มีบางส่วนที่ไม่ทราบชื่อเช่นกัน ทหารเหล่านี้เป็นกลุ่มทหารที่ไปรบในนามของสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และในบริเวณเดียวกันนั้น ก็มี Sculpture ของผู้หญิงนั่งกอดเข่าหน้าเศร้าอยู่หน้ากองไฟอยู่กองหนึ่ง นัยว่าเป็นแม่ผู้รอลูกกลับมาจากสงคราม แต่เห็นไฟกองนั้นแล้วเราก็ปรี่เข้าไปใส่แล้วยกมือขึ้นมาอังอย่างไม่อายชาวอุซเบ คือกูหนาวไง ถ้าไม่มีขอบที่เสมือนเป็นที่กั้นไม่ให้ลงไปนี่ก็เดินลงไปแล้ว

จบจากย่านนั้น เราเดินกลับไปรถไฟใต้ดินตรง Independence Squre เพื่อไปตลาด Chorsu รถไฟฟ้าใต้ดินที่ Tashkent ในแต่ละสถานีจะมีการตกแต่งในแบบเฉพาะของตัวเองสไตล์เดียวกับรถไฟฟ้าที่ St.Petersberg เราก็ไม่เคยไป St.Petersberg แต่ก็เดาเอาว่าคงไม่ใหญ่และอลังการณ์เท่า คิดว่าที่ Tashkent น่าจะเป็นเวอร์ชั่นมินิ นอกจากความสวยงามแล้วสิ่งที่ทำให้อึ้งอีกอย่างหนึ่งคือ “ชิบหายละไม่มีภาษาอังกฤษ” เลย ใครบอกภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลนี่ตบนะคะ ไม่เป็นจริงในหลายๆ ประเทศเลยค่ะ หลงไปหลงมาเปลี่ยนสถานีผิดไปผิดอยู่หลายรอบ ในที่สุดมีน้องชายคนดีเข้ามาช่วยเหลือ จนพาไปส่งสถานีที่เป็นสถานีเปลี่ยนสายรถถูกต้องจนได้ เดชะบุญ ขอขอบคุณพ่อน้องชายมา ณ ที่นี้ ขอให้บุญรักษานะลูก

Chorsu Bazaar เป็นตลาดที่ใหญ่มากกกกกก แบ่งโซนขายของออกเป็นสองโซนคือด้านในโดมกับด้านนอกโดม เท่าที่สังเกตุ ด้านนอกโดมมักจะขายผักผลไม้ ส่วนด้านในโดมส่วนมากชั้นล่างจะขายเนื้อสัตว์ คิดว่ามีไก่ แกะ วัว และม้า แต่คิดว่าน่าจะยกเว้นเนื้อหมูไว้เนื้อหนึ่ง ผักดอง ผลิตภัณฑ์นมทั้งหลาย ชั้นบนของโดม โดยมากจะเป็นผลไม้แห้ง ถั่วต่างๆ ส่วนด้านนอกของโดมจะเน้นขายผักผลไม้ซะมาก เราเดินเตร็ดเตร่ในตลาดกันอยู่พักหนึ่ง แวะมัสยิดนิดหน่อย แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ากลับไปละแวกโฮสเทล เพื่อแวะไปที่โบสถ์ Cathedral of the Assumption of the Virgin โบสถ์หน้าตารัสเซียนออธอร์ดอกซ์ ด้านในมีความเป็นพระเยซูสไตล์ไบเซนไทน์ และข้างในห้ามถ่ายรูป เข้าไปนี่คือร้อนผ่าว ไม่รู้ว่าเพราะฮีทเตอร์แรง หรือไฟนรกโชติช่วงเลยต้องรีบออกมาเพราะหายใจไม่ออก

จริงๆ หลังจากที่ใน Tashkent ก็มีเรื่องให้สังเกตุอยู่หลายอย่าง อย่างแรก ที่ Tashkent นี่คงเป็นเมืองใหม่เพราะฉะนั้นถนนหนทางก็จะใหญ่โตมโหระทึกมาก 8 เลนกันเลยทีเดียว ซึ่งเราประสบปัญหาในการข้ามถนนแทบจะทุกครั้ง เพราะว่าไฟคนข้ามมันไม่มีการนับถอยหลังว่า เหลือเวลาข้ามถนนอีกนานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็จะเกิดภาวะกลับไม่ได้ไปไม่ถึงอยู่กลางถนนอยู่เป็นเนืองๆ แต่ว่ามาค้นพบว่านอกจากมันไม่บอกว่ามีเวลาให้เท่าไหร่แล้ว เวลามันยังสั้นอีกต่างหาก ซึ่งเราว่า เราก็เป็นมนุษย์ความสูงมาตรฐานของชาวอุเซเบ เดินในสปีด กทม ซึ่งเร็วกว่า Tashkent แล้วก็ยังหมดโควต้าไฟเขียวคนข้ามอยู่กลางถนนบ่อยๆ เลย มันอะไรกันวะเนี่ย

อย่างต่อมาคือเราสัมผัสได้ถึงความเกาหลี และจีนบุกประเทศ ในทุกๆที่มีป้ายหัวเหว่ย มีโฆษณาซัมซุง และมีความร้านอาหารเกาหลีเกลื่อนเมือง ได้คุยกับเด็กเกาหลีที่เจอในโฮสเทลคนหนึ่ง น้องก็สังเกตุเหมือนกันว่า เกาหลีดูมีความฮอตฮิตมากเหลือเกิน

ตึกรามบ้านช่อง สถาปัตยกรรมที่ Tashkent เราว่ามีความคอมมิวนิสต์มาก อาจจะเพราะว่าสร้างช่วงที่ยังเป็นของโซเวียตรึเปล่าก็ไม่แน่ใจนัก ตึกทุกตึกก็เลยดูเหมือนๆ กันตามสไตล์คอมมูนที่ ทุกคนจะได้รับอะไรเหมือนๆ กันเพราะไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรอย่างแท้จริง ส่วนสถาปัตยกรรมอื่นๆ ที่สร้างใหม่ แม้จะผ่านยุคของโซเวียตไปแล้วอย่างพวก Monuments ตาม Independence Square ก็ยังดูมีความเป็น Lenin Style อยู่นั่นเอง

พูดถึง Independence Square เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่า แต่เก่าก่อนเคยมันเคยมีชื่อว่า Lenin Squre และมาเปลี่ยนชื่อเป็น Independence Square ตอนปี 1992 เราเลยคิดว่า ที่เปลี่ยนก็อาจจะเพราะพิสูจน์กันมาแล้วแหละมั้งว่าความ “เลนิน” มันไม่คูลอีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยตัวระบบ หรือไม่ว่าจะโดยพฤติกรรม เพราะแม้แต่ที่รัสเซีย Lenin Grad ก็ถูกเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น St. Petersburg อีกหน ส่วนที่ Tashkent ส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนก็คงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าได้ปลดแอกความเป็นโซเวียตออกไปจากตัวแล้วไม่ยืนใต้ร่มเงาโซเวียตอีกต่อไป

เราจบทริปของวันกันที่ประมาณห้าโมงเย็น ซึ่งไวอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน หนาว เมืองก็แทบจะไม่มีคนเดิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าเป็นวันอาทิตย์ด้วยรึเปล่า แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั่นทำให้เราหนีกลับเข้าที่พักไปหลบภัยหนาว และทำให้เรากลับไปเจอปัญหาเดิมว่า นี่เรายังหาที่แลกเงินไม่ได้เลย

เราออกไปกินข้าวเย็นกันทั้งๆที่มีเงินเหลือติดตัวอยู่เล็กน้อย เข้าไปถึงในร้านเราก็พยายามจะถามว่า นี่รับเครดิตการ์ดรึเปล่า พนักงานก็ดูมึนๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง แต่ก็คิดว่าคงจะรับ เพราะร้านตอนเช้าก็รับ แล้วตอนที่เดินเข้าร้านมา เราก็เห็นเครื่องรูดบัตรอยู่ ปรากฏหลังจากที่กินข้าวเสร็จ เรียกพนักงานมาเก็บเงิน ไอ้ชิบหาย นางไม่รับบัตรเว้ย ด้วยโชคดีที่ยังมีเหลืออยู่บ้าง ค่าข้าวนี่พอดีกับเงินที่เหลือติดตัวพอดี เดชะบุญ ไม่งั้น สวัสดี ล้างจานแน่นวล

เดินกลับมาที่โฮสเทลใหม่ คุยกับพนักงานพยามจะแลกเงิน ปรากฏพนักงานบอกว่าเค้าก็มีเงิน som (ซอม) ไม่พอ เหมือนกัน ดังนั้น เราก็เลยไม่มีทางเลือกต้องเปลี่ยนแผนจากที่จะขึ้นรถไฟช่วงแปดโมงเช้า ปรากฏว่าต้องเปลี่ยนไปขึ้นรอบหลังเก้าโมงเพื่อจะรอแบงค์เปิดและแลกเงินก่อน หรือไม่อย่างงั้นอีกทางคือไปแลกที่สถานี ซึ่งก็น่าจะมีที่ให้แลก

หลังจากชีวิตไม่แน่ไม่นอนอะไรซักอย่างก็คิดได้ว่า มันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี อย่าไปคิดให้มันปวดกะโหลกแม่งเลยวะ นอนดีกว่า เลยเดินขึ้นห้องไปนอนตอนสองทุ่ม โอ๊ย ภูติผีตนใดสิงกูนั่น ไม่เคยเลยที่จะเข้าห้องตั้งแต่สองทุ่ม ถึงจะไปเที่ยวคนเดียวก็กลับโฮสเทลสองสามทุ่มขึ้นไปตลอด แต่ทริปนี้สองทุ่มขึ้นห้องสามทุ่มนอน ทริปเพื่อสุขภาพชัดๆ ให้ตายยยยยย กินอิ่ม นอนหลับ ออกกำลังกาย ครบเลยค่ะ
SHARE

Comments