3.45 PM
1.

แสงอาทิตย์ลับลาขอบฟ้า
กระทบผิวน้ำในคลองแถวบ้านพวกเรา
เป็นสีส้มเข้มผสมกับม่วง
สว่างและมืดทึบ
สดใสและเศร้าหมองในคราวเดียวกัน

ฉันมองเห็นเธอที่อยู่บนเรือกับฉัน
เรานั่งกันคนละฝั่งเพราะเรือนั้นแทบไม่มีคน

“เธอเคยหวั่นไหวกับใครนอกจากแฟนเธอไหม” จู่ ๆ เขาก็ถามฉันแบบนั้น ฉันสัมผัสได้ถึงบทเพลงไม่เข้าจังหวะของหัวใจตัวเอง หลุบสายตาไปที่อื่น ไม่อาจบอกไปได้ว่าก็เป็นเขานั่นแหละหนึ่งในคนที่ฉันหวั่นไหว

“เคยสิ”

“มันเป็นเรื่องปกติใช่ไหม”

“ก็คงอย่างงั้น”

“อืม เราก็หวั่นไหวกับคนในคณะไปเรื่อยเลย มากกว่า 1 คนด้วย”

“ไม่แปลกหรอก เราก็เป็นและก็บอกแฟนตรง ๆ นะว่ามีบ้าง”

ฉันเอนตัวเองไปพิงกับพนักที่นั่งข้างหน้าฉัน ก่อนจะหันไปมองหน้าเขาเวลาพูดอย่างตั้งใจ แสงอาทิตย์ที่เป็นฉากหลังให้เขาช่างสวยงามเหลือเกิน


สวยงาม แต่เข้าใกล้ไม่ได้
เธอเหมือนฉากในภาพยนตร์ที่ฉันไม่อาจถ่ายทำในชีวิตจริง


“ฉันมันคนเหี้ยจะตาย” ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในบทสนทนาหนึ่งซึ่งฉันจำไม่ได้ ยอมรับตรง ๆ ว่าบางทีสมองฉันก็ไม่รับข้อมูลเสียง เวลาที่กำลังประมวลข้อมูลภาพซะส่วนใหญ่

ภาพของใบหน้าเขาน่ะนะ

“ทำไมเธอชอบว่าตัวเองวะ” ฉันพูดจาติดตลกไป เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตำหนิตัวเอง

“ฉันไม่ชอบให้คนอื่นมองว่าฉันเป็นคนดีอะ...มันเหมือนมาพร้อมความคาดหวังอะไรบางอย่างที่โคตรน่าอึดอัด ฉันอยากเป็นคนเทา ๆ พอดี ๆ

“เราเคยเถียงกับเพื่อนด้วยล่ะว่าคนดีไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ทุกคนก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่ทั้งนั้นแหละ”

“ฉันก็คิดงั้น มันไม่มีใครขาวไปเสียทีเดียว ดำไปเสียทีเดียวหรอก”




เรือจอด ณ ที่หมายของเรา
เขาที่เห็นอาการเมาเรือของฉันยื่นมือมาให้ฉันเกาะ ไม่รู้ว่าสงสารหรือสมเพชฉัน ตั้งแต่บนเรือที่เขานั่งพัดให้ฉันแล้วล่ะ

“อะเมื่อยละ” เขายื่นพัดคืนมาให้ฉันพัดต่อเอง ฉันหัวเราะบอกเขาว่าเธอตรงดีเนาะ เมื่อยก็บอกว่าเมื่อย

“ฉันมีคำถาม” ฉันเอ่ยขึ้นมาระหว่างเดินลงจากท่าเรือ หลังจากที่บทสนทนาก่อนหน้านี้ไปถึงข้อสรุปได้แล้ว คาดว่าเขาคงได้ยินประโยคนี้จากฉันจนเบื่อเลยล่ะ

“ว่า”

“เธออยากมีลูกไหม”

“อยากมาก”

“ทำไมอะ”

“ไม่รู้สิ คือบ้านฉันตอนนี้ส่วนใหญ่มีแต่คนอายุมาก แล้วพอมีเด็กเพิ่งเกิดมาในบ้านคนหนึ่ง ฉันแค่รู้สึกว่าบ้านมันมีชีวิตขึ้นมาน่ะ

ฉันสัมผัสได้ถึงความรักและความตั้งใจฉายแววในตาของเขา ประทับใจในความละเอียดอ่อน ช่างสังเกตของเขา ขนาดฉันที่ไม่อยากมีลูกยังต้องยอมรับเลยว่าสิ่งที่เขาพูดมันก็จริงอยู่ไม่น้อย


เขาอยากมีลูก
แต่ฉันไม่

ฉันชอบคิดอะไรซับซ้อน
แต่เขาไม่

เขาช่างสังเกต
แต่ฉันไม่

ฉันหวั่นไหวกับเขา
แม้ว่าเขาคงไม่


ฉันนั่งฟังเขาบ่นเรื่องรอยแผลที่แก้มเขาพลางจ้องแผลนั้นไปด้วย อยากบอกเหลือเกินว่าเธอดูดีที่สุดเลยกับรอยแผลนั้น

เธอช่างไม่สมบูรณ์แบบ
ฉันดีใจที่ได้เห็นเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
ไม่ใช่ในฐานะคนดี พ่อคนสุภาพบุรุษอย่างที่ตอนแรกฉันรู้จักอย่างผิวเผิน

แต่เราก็เป็นขั้วตรงข้ามที่ไม่ดึงดูดเข้าหากันอยู่ดีสินะ





2.

ยิ่งนานวัน ฉันยิ่งรู้สึกใกล้ชิดเธอมากขึ้น
แต่ก็เพราะเช่นนั้น ฉันก็ยิ่งห่างออกไปจากเธอ
เธอบอกว่าฉันเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ
แค่เธออ้าปากฉันก็รู้ว่าเธอจะเล่นมุกอะไร
เราปรึกษากันได้แทบทุกเรื่อง


“ฉันว่าฉันเซนส์ดีนะเรื่องคนที่ชอบฉันอะ” เขาโพล่งขึ้นมา หลังจากฉันบอกให้เขาชวนผู้หญิงคนที่เขาชอบไปดูละครเวทีด้วยกันซะ
“หรือคิดไปเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขาพูดต่อก่อนจะแค่นหัวเราะน้อย ๆ
“สังเกตยังไง” ฉันถาม
“ก็หลาย ๆ อย่าง ท่าทาง วิธีการพูดจาตอนอยู่ด้วยกัน หรือท่าทีในโซเชียล อะไรอย่างงั้นมั้ง ฉันชอบสังเกตคนด้วยแหละ มันก็เลยไม่ยาก”

“หรอ ทำไมฉันไม่เคยรู้เลย...”

“หรือไม่มีคนมาชอบก็ไม่รู้อะนะ ฮ่าาา” ฉันพูดจาติดตลกอย่างที่ทำเป็นประจำ


ถ้าเธอช่างสังเกตจริง
ป่านนี้เธอควรรู้ได้แล้ว
ว่าฉันชอบเธอขนาดไหน


“ผู้หญิงคนนั้นใช่ไหมที่เธอชอบน่ะ” ฉันเดาชื่อของ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ออกไป ก่อนจะพบว่าคำตอบของฉันถูกต้อง ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“หึ ฉันก็เซนส์ดีเหมือนกันแหละน่า”
“แหม ก็ควรจะเดาถูกอะนะ อีกคนที่มีความเป็นไปได้เขามีแฟนแล้วไง” เขาย้อน
ไม่ แต่เธอก็อาจจะหวั่นไหวกับคนมีแฟนแล้วก็ได้เหมือนกันไง

“...”
เขาเงียบ ก่อนจะค่อย ๆ จิบน้ำจากกระติกของเขา

“ได้ยินปะเนี่ย” ฉันสะกิดเขาก่อนจะเห็นว่าเขาหลบสายตาฉันไป
“อือ” เขาปาดน้ำที่เลอะริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะชวนคุยเรื่องอื่นต่อ


และถ้าฉันเซนส์ดีจริง
เธอก็คงหวั่นไหวกับฉันอยู่บ้างเหมือนกันนั่นแหละ











แต่เราก็เป็นได้เพียงคนสองคน—ที่เหงาและหวั่นไหวง่ายเกินกว่าจะครอบครองกันและกันได้เท่านั้น

SHARE
Writer
immerleiden
amateur lover, survivor
My dearest ones, don’t ever be curious why some of our stories are written here, while some may be distorted. This is how I cherish and keep them alive.

Comments