อุซเบทางสายไหมที่อยู่ไกลกว่าอยุธยา (ตอนที่ 1)
ขอสารภาพว่าเราก็มีข้อมูลอยู่เล็กน้อยจ้อยจิดริด ไม่ได้รู้อะไรมากมายเลยเกี่ยวกับประเทศนี้ ที่มาเพราะว่าโดนเทจากอิสราเอลมาต่างหาก พอทริปอิสราเอลล่มปุ๊บก็เกิดอาการเคว้างคว้างหาที่ลงไม่ได้ แต่ก็อยากไปเที่ยวจนทนไม่ไหว เพราะฉะนั้นก็ต้องไปซักที่แหละ

มึนๆ อยู่พักหนึ่งว่าจะไปไหนดีด้วยข้อจำกัดของเวลาเพราะจะต้องไปภายในปีนี้ 2562 เนื่องจากวันลาพักร้อนเหลืออยู่หลายวัน ฉันก็ใกล้จะเป็นบ้า ทางเลือกก็เลยมีค่อนข้างจำกัด จะต้องเป็นประเทศที่ไม่ใช้วีซ่า หรือขอ on arrival ได้ หรือว่าวีซ่าไม่ยุ่งยาก และไม่แพงมากเพราะเจ็บจากค่าตั๋วอิสราเอลมาเยอะแล้ว ก็แรนดอมดูประเทศในเอเชียอยู่พักนึง อะสโคปลงมาที่เอเชียกลาง มาเจออุซเบ เออก็ดูเป็นทางเลือกที่ไม่เลว จิ้มที่นี่ละกันวะ ในระหว่างที่นั่งเพ้อเจ้ออยู่ก็เงยหน้าขึ้นไปป๊ะกับพี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่ง เลยเอ่ยปากชวนว่า ไปอุซเบกันพี่ ทริปจึงได้เริ่มขึ้นง่ายๆ แบบนั้น

สำหรับวีซ่าอุซเบก็ไม่มีอะไรยากเลยกรอกฟอร์มออนไลน์แล้ว (ขอเตือนให้เช็คให้รอบคอบก่อนสั่งปริ้นท์เนื่องจากมันกลับมาแก้ไม่ได้นาจา) ซีร็อกซ์พาสปอร์ตแล้วก็ไปขอวีซ่าที่วิทยุซอย 1 ประมาณ 1 อาทิตย์กว่าก็ได้ละ

การมาเที่ยวของเรารอบนี้นี่คือรวมความหายนะด้านต่างๆ ไว้ด้วยกัน ป่วยหนักๆ ถึงขนาดที่ว่าไม่มีเสียงอยู่ช่วงหนึ่ง ไอหนักๆ ขนาดไม่ได้นอน งานก็มารัวๆๆๆๆๆ แต่เอาเถอะ งานก็มาก่อนไปเที่ยวตลอดอยู่แล้ว (ยักไหล่)

เราบินกับสายการบินแห่งชาติอุซเบ ทั้งเครื่องบรรจุชาวอุซเบเต็มลำ มีคนไหนเหมือนจะไม่ถึงสิบคน เท่าที่สังเกตุคือ ชาวอุซเบแบกมะม่วงกลับบ้านกันเป็นตะกร้าๆ น่าภาคภูมิใจ เอาจริงๆแล้ว อยากจะแนะนำให้รู้จักกับมะม่วงอกร่องมาก มันดีกว่ามะม่วงน้ำดอกไม้ที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมเยอะเลยจริงๆ นะ เอาล่ะเราควรจะผ่านเรื่องมะม่วงแล้วกลับมาที่ทริปกันเถอะ เครื่องออกประมาณทุ่มนึงบนเครื่องก็ไม่ได้จะมีอะไรให้ทำมาก กรุณาโหลดเน็ทฟลิกซ์เตรียมไว้ก่อนขึ้นเครื่องเตรียมหมอนผ้าห่มให้พร้อมแล้วหลับซะ

ถึงสนามบินอุซเบตอนประมาณห้าทุ่มกว่า สนามบินเล็กมาก เล็กแบบ departure กับ arrival เดินสวนกันแต่แค่มีกระจกกัน เดินมานิดเดียวก็เจออิมมิเกรชั่นแล้ว คือเอาจริงๆเนี่ย เราก็ไม่รู้ว่า ต.ม. ที่ตรวจเรานี่คือพี่เค้าง่วงเพราะอยู่เวรดึก หรืออารมณ์ไม่ดี หรือไม่พูดเยอะเจ็บคอหรือยังไง คือประหยัดถ้อยคำมาก หลังจากเปิดพาสปอร์ตเรารัวๆ โดยที่ไม่เจออะไรเลยนอกจากวีซ่าอุซเบ (ก็แน่สิวะขึ้นเล่มใหม่) ก็ไม่พูดอะไรอีก แค่ถามเราว่า Tourist? จบ จบแล้ว แล้วก็ปล่อยเราเข้ามา ถามแค่นี้จริงๆ ประหยัดถ้อยคำเหลือเกินพ่อเอ๊ยยยยยย

หลังจากเดินงงๆ ออกมาจาก ต.ม. ก็เจอศุลกากรตั้งอยู่หน้าประตูทางออกจากสนามบิน งงไปสามวิว่าทำไมมันเล็กแบบนี้วะ ถึงขั้นหมุนรอบตัวหาที่แลกเงิน แต่ก็ไม่เจอ เลยเดินไปหา Toursit Information (ยังดีนะที่มันเปิด แม้จะดึกแล้ว) เพื่อถามหาที่แลกเงินซึ่งแม่งอยู่ตรงมุมเล็กๆ ข้างๆห้องน้ำ ในระนาบเดียวกับที่กั้นของ ต.ม.นั่นแหละ และความหายนะเบาๆ สเต็ปแรกก็เริ่มขึ้นที่การแลกเงิน พี่ที่ไปด้วยกันบอก “เฮ้ย เชื่อพี่แลกไป 20 เหรียญพอ” อะๆ 20 ก็ได้ (ผลลัพธ์ของเรื่องนี้จะงอกออกมาในวันถัดไป)

ตอนที่ดูพยากรณ์อากาศเนี่ย ก็ไม่ได้กะว่ามันจะหนาวอะไรมากมายหรอกนะ คืออย่างว่าพอไม่ได้อยู่อากาศหนาวๆ มานานก็กะไม่ค่อยจะถูกหรอกว่า หนาว 0 เนี่ยมันขนาดไหน พอออกมานอกสนามบินเท่านั้นล่ะมึ้งงงงงงงง ลมแรงปากสั่นเลยจ้า มีคนขับแท๊กซี่ปรี่เข้ามาหา ถึงเวลานั้นก็เซย์เยสหมด มึงจะชาร์จกูเท่าไหร่ก็ได้แต่พากูขึ้นรถเหอะ สรุปมาถึงโฮสเทลประมาณตีหนึ่งกว่าๆ ล้างหน้าแปรงฟันเปลี่ยนเสื้อคลานขึ้นเตียงแล้วก็ตายไป ไม่ได้เหนื่อยเดินทางอะไรหรอก

กูเหนื่อยที่อดนอนทำงานดึกมาหลายวันนี่ล่ะค่ะ!
SHARE

Comments