สรุปสาระสำคัญของหนังสือ ‘การเงินมั่งคั่งชีวิตดี๊ดีถ้ารู้งี้ตั้งแต่อายุ25’
ส่วนที่ 1: Mind Set เกี่ยวกับชีวิตสมดุล

เวลากับชีวิตที่มีความสุขสมดุล

ก่อนที่เราจะกล่าวถึงวิธีการสร้างชีวิตที่มั่งคั่งร่ำรวยนั้น เราต้องกล่าวถึงเรื่อง "เวลา" กับสมดุลชีวิต 5 ด้าน นั่นคือ
1. จิตใจ
2. สุขภาพ
3. ครอบครัว
4. อาชีพการงาน
5. การเงิน

1:Mind Set เรื่องเวลา

ในหนึ่งชีวิต คนเรามีเวลาใช้ชีวิตอยู่ได้ประมาณ 100 ปีเท่านั้น และกระแสของเงินก็มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตายจากโลกนี้ไป ถ้าไม่ใช่เงินที่ตัวเองหามาได้ก็ย่อมเป็นเงินของผู้อื่น

ในหนังสือเล่มนี้ เราขอแบ่งเวลาในชีวิตออกเป็น 3 ช่วง

1.ช่วงแรก 24 ปี เริ่มจากแรกเกิดจนถึงอายุ 24 ปี เป็นช่วงที่เราใช้เงินคนอื่นนั่นคือเงินของพ่อแม่หรือญาติๆ

2.ช่วงที่สอง 36 ปีต่อมา อายุ 35-60 ปี เป็นช่วงที่เราหาเงินให้ตนเองใช้และให้คนอื่นๆในครอบครัวใช้

3.ช่วงที่สาม 36 ปีต่อมา อายุ 61-96 ปีโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับว่ามีอายุยืนยาวแค่ไหน? เป็นช่วงที่เราใช้เงินของตนเองหรือของผู้อื่นในครอบครัว หากเงินที่เราหามาได้มีไม่เพียงพอแก่การครองชีพ นอกจากนั้นอายุในช่วงนี้ยังเป็นเป็นช่วงเตรียมวางแผนส่งต่อมรดกให้กับทายาทต่อไป

เวลาประมาณ 36 ปีของการทำงานในช่วงที่ 2 นี้เป็นระยะเวลาที่สำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนเองเพื่อให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย และนี่จึงเป็นที่มาว่าหนังสือเล่มนี้ที่ใช้ชื่อว่า

"การเงินมั่งคั่งชีวิตดี๊ดีถ้ารู้งี้ตั้งแต่อายุ25"

เรามุ่งมั่นที่จะบอกเล่าถึงหลักการในการดำเนินชีวิตโดยมีแกนหลักอยู่ที่ "การเงิน" บวกกับการปฏิบัติตามประสพการณ์จริง ผ่านช่วงเวลาแห่งการเลือกสร้างสรรค์ความสุข ความสำเร็จในชีวิตให้มีความสมดุล
ซึ่งจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้มากน้อยเพียงใดนั้นก็อยู่ในช่วง "เวลาวันทำงานแท้จริง" ใน 36 ปีเป็นหลัก
ซึ่งเราพบว่าคนเรามีการหยุดพักการทำงานเฉลี่ย
-หยุดวันเสาร์/อาทิตย์ปีละ 96 วัน
-หยุดเพื่อพักผ่อนท่องเที่ยวปีละ 10-14 วัน
-หยุดกรณีเจ็บป่วยหรือลาพักปีละ 5วัน
โดยสรุปแล้วเราจะเหลือเวลาวันทำงานแท้จริงเพียงปีละ 250 วัน

และเมื่อเราเจาะลึกลงไปในแต่ละวันที่ทำงานก็จะพบว่า
-เราจะได้ทำงานแท้จริงอยู่ในระหว่าง 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นเราจึงมี "เวลาชั่วโมงทำงานแท้จริง" อยู่ราว ๆ 2,500 ชั่วโมงต่อปี ในช่วงอายุต่างๆ ตามตารางข้างล่างนี้จะระบุถึงเวลาทำงานตั้งแต่อายุนั้นๆ ไปจนถึงอายุ 60 ปี

ดังนั้นหากวันนี้คุณมีอายุ 30 ปี คุณมีเวลาทำงานอีก 30 ปีๆ ละ 250 วัน คุณมี "เวลาทำงานที่แท้จริง" อีก 7,500 วัน หรือ 75,000 ชั่วโมงเท่านั้นเอง!!

คุณทุ่มเททำงานอย่างมุ่งมั่นจริงจังแค่ไหน?ในแต่ละชั่วโมงทำงานของคุณ!!
นี่เป็นจิตสำนึกแรกๆ ของการเริ่มต้นมั่งคั่งร่ำรวย

ชีวิตของคนเรา...

ตั้งแต่เกิดจนตายจากโลกนี้ไปเราขอแบ่งชีวิตของผู้คนออกเป็น 4 แบบ
1. เกิดมาจน ตายแบบจน
2. เกิดมารวย ตายแบบจน
3. เกิดมาจน ตายแบบรวย
4. เกิดมารวย ตายแบบโคตรรวย

เราตั้งใจสื่อสารกับคนที่มี "เป้าหมายชีวิต" ในแบบที่ 3 หรือแบบที่ 4 เป็นหลัก ทำไมล่ะ?
คนที่เกิดมาจน ตายแบบรวยและคนที่เกิดมารวย ตายแบบโคตรรวย คนเหล่านี้มีความสามารถ "เลือก" สร้างโชค สร้างชีวิตของตนเองให้เป็นคนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนตลอดชีวิต แม้ชีวิตจะจากโลกนี้ไปเรื่องราวของเขา(หรือเธอ)ก็ยังคงจารึกอยู่ในความทรงจำของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานของเขา(หรือเธอ)ตลอดไป เขาทำอย่างนั้นได้อย่างไร? หัวใจสำคัญของเรื่องนี้เริ่มต้นที่....

2:Mind Set ด้านจิตใจ

"จิตสดใสอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง"

"จิตใจ" เป็นเรื่องราวที่มีรายละเอียดลึกซึ้งอย่างมาก ในที่นี้เรา "เลือก" กล่าวถึงจิตใจเพียงบางแง่มุม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ "ความรู้สึก" ที่มีผลต่อกายใจในการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวย
จริงๆ แล้วสิ่งใดที่ "จิตใจรู้สึกได้" กายก็จะรับรู้และแสดงความรู้สึกออกมาเช่นเดียวกัน และจะส่ง "กระแสพลังงานความรู้สึก" เหล่านี้ไปสู่บรรยากาศรอบตัวและผู้คนที่อยู่รายรอบ รวมทั้งการติดต่อต่างๆ อีกด้วย ผ่านท่าทีของคำพูดคำจา หรือน้ำเสียงสูงต่ำต่างๆ ฯลฯ

ความรู้สึกของคนเราแบ่งออกเป็น 3 แบบ
1.ความรู้สึกทุกข์กายทุกข์ใจ
2.ความรู้สึกสุขกายสุขใจ
3.ความรู้สึกกลางๆ คือไม่ทุกข์ไม่สุขทั้งกายและใจ

เมื่อเราพูดถึงผู้คนที่มีฐานะแตกต่างกันในแง่มุมของ "ความรู้สึก" เราสามารถแบ่งคนออกเป็น 5 ประเภทดังนี้

1. คนจนที่รู้สึกมีความทุกข์
2. คนรวยที่รู้สึกมีความทุกข์
3. คนจนที่รู้สึกมีความสุข
4. คนรวยที่รู้สึกมีความสุข
5. คนที่ไม่ว่ารวยหรือจนก็รู้สึกเฉยๆ

"เงินจะเข้ามาหาคนที่รู้สึกมีความสุข และจะหนีหายไปจากคนที่รู้สึกมีความทุกข์

โดยสรุปแล้วเรามีความประสงค์ที่จะให้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีคุณประโยชน์อย่างยิ่งกับคนประเภทที่ 3,4,5

"คนจนที่รู้สึกเป็นสุข" มีด้วยหรือ?
ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ งั้นเราขอถามว่าคุณคิดว่ามีคนจน(เงิน) แต่เป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจมั๊ย?
ความจนในที่นี้จะหมายความถึงคนที่ไม่มีเงินหรือมีเงินน้อยมากเท่านั้น แต่คนจนจำนวนมากเป็นคนที่มีคุณค่าได้ พวกเขาอาจจะขยันขันแข็งในการทำมาหากินหรือการประกอบอาชีพ แม้จะประหยัดมัธยัสถ์แล้วก็ยังไม่ค่อยมีเงินเหลือ!! ประเภท "ขยันผิดที่ (ทำงาน) 10 ปีก็ไม่รวย"
คนจนประเภทนี้แค่พวกเขามีโอกาส มีหนทาง มีการใช้ความรู้ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ที่ตนเองมีได้อย่างเต็มศักยภาพก็สามารถสร้างความร่ำรวยได้ไม่ยาก แถมยังมีความสุขกับชีวิตตลอดเส้นทางได้อีกด้วย

ตัวอย่างมีให้เห็นอย่างมากมาย ทั้งดารา นักร้อง นักกีฬาชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่นกีฬากอล์ฟ แบดมินตัน มวย เทนนิส วอลเล่ย์บอลหญิงฯลฯ ผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นตัวแทนประกันชีวิต งานขายตรง นักธุรกิจที่ทำอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าและอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าเราได้ไปอยู่ใกล้ๆ พวกเขา เราจะรับรู้ได้ถึงกระแสสั่นสะเทือนจากแววตาวิบวับ ความกระหายใคร่รู้ของพวกเขา เขายินดีทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ออกมาอย่างดีที่สุด อะไรที่ยังไม่เก่งก็จะหมั่นฝึกฝนตนเอง
คนจนที่มีความสุขจะถือคติว่า ถ้าใจรักที่จะทำ รักที่จะเป็น

"อะไรที่ยากๆ ทำมากๆ ก็จะง่ายเอง"

คนประเภทนี้มีวิธีคิดที่ดีที่ถูกต้อง วิธีทำงาน วิธีในการติดต่อสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ไม่ช้าไม่นานความมั่งคั่งร่ำรวยก็จะเกิดขึ้นกับเขาได้อย่างแน่นอน

ส่วนคนรวยที่รู้สึกมีความสุขกับชีวิตและความมั่งคั่งร่ำรวยของตนเองย่อมดึงดูดผู้คนและความมั่งคั่งร่ำรวยเข้ามาได้อย่างอัตโนมัติ

จริงๆ แล้วสรุปได้ว่า ขอให้เรารู้สึกมีความสุข(คิด พูด ทำ)ในทางบวกเสมอ เมื่อดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ ความสำเร็จและความมั่งคั่งร่ำรวยก็จะติดตามมาเอง

คนที่รู้สึกเฉยๆ ต่อความจน/ความรวยจะประสบความสำเร็จทางการเงินมั่งคั่งร่ำรวยได้หรือ?
เรามาค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันว่าเนื่องจากพวกเขาเป็นคนรู้สึกเฉยๆ เป็นกลาง ๆ จึงทำให้ความทุกข์ สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ยากลำบากที่ได้พบเจอทำอะไรต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาไม่ได้มากนัก พวกเขาจึงดำเนินชีวิตไปตามความเป็นจริงที่พบเจอ คือชีวิตมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา
-เมื่อชีวิตพบกับความสำเร็จก็ไม่ดีใจมากเกินไป แต่ถ้า
-ชีวิตพบกับปัญหาอุปสรรคก็ไม่เสียใจ ผิดหวัง หรือท้อแท้มากเกินไป
-จิตใจพร้อมเผชิญกับทุกสิ่งด้วยความมีสติ เยือกเย็นเสมอ

คนที่รู้สึกมีความสุขเสมอๆ กับคนที่รู้สึกเฉยๆ เหมือนกันจะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ทำให้โอกาสดีๆ เกิดขึ้นกับพวกเขาบ่อยครั้งเป็นพิเศษ เพราะจิตใจของเขามองผู้คนและเหตุการณ์ตามความเป็นจริงได้อย่างดี มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้อยู่เสมอ

เราจะเป็นคนที่มีจิตใจที่รู้สึกเป็นกลาง ๆ หรือเป็นคนคิดบวก รู้สึกบวกและมีความสุขในชีวิตได้อย่างไร?

เราต้องหมั่นฝึกฝนจิตใจของเราจาก...

1.การรักษาศีล 5 คือการงดเว้นจากการฆ่า การงดเว้นจากการลักทรัพย์ การงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม การงดเว้นจากการพูดเท็จ โกหกหลอกลวง และการงดเว้นจากการเสพของมึนเมา

การ "งดเว้น" เพื่อจะไม่กระทำสิ่งต่างๆ นั้นเป็นการฝึกการ "ข่มใจ" ไม่ให้ทำสิ่งผิด ไปละเมิดกาย วาจา ใจของผู้อื่น จิตของเราเองก็จะ "รู้" อยู่เสมอว่ามีความไม่บริสุทธิ์อยู่ภายใน เมื่องดเว้นสิ่งเหล่านี้ได้จิตใจก็จะมีความบริสุทธิ์ สะสมพลังแห่งความดีมากยิ่งขึ้น

2.การฝึกสมาธิ คือการฝึกจิตให้ "หยุด" ที่ใดที่หนึ่งในระยะเวลาหนึ่ง ไม่ซัดส่ายไปมา เช่น การสังเกตลมหายใจเข้าออกที่บริเวณใต้จมูกตรงสามเหลี่ยมเหนือริมฝีปากบนติดต่อกันให้ได้อย่างน้อย 1 นาที โดยที่จิตไม่วอกแวกไปที่อื่น หากทำได้แล้วก็เพิ่มเวลาเป็น 5 นาที 10 นาทีติดต่อกันไป การฝึกสมาธิจะทำให้จิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่เที่ยวไป "ยุ่ง" เรื่องของใคร ๆโดยไม่จำเป็น ไม่ไป "ตัดสิน" ชีวิตของคนอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่ได้เกี่ยวข้อง

การฝึกสมาธิจะทำให้จิตเรา "อยู่กับปัจจุบันขณะ" ได้นานขึ้น แม้เวลาทำสมาธิจิตก็จะ "รู้ทันที" ที่กลับไปคิดเรื่องในอดีต หรือคิดเรื่องอนาคต และเราจะสามารถดึงจิตกลับมา "หยุด" อยู่กับปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว
การฝึกฝนดังกล่าวนี้จะทำให้จิตมีสมาธิ เมื่อเราฝึกมากพอจิตจะคุ้นชินกับการ "จดจ่อ"(Focus) อยู่กับสิ่งที่จำเป็น หรือสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของเราจริงๆ พลังแห่งความดี พลังแห่งความจริงนี้จะทำให้เกิดความก้าวหน้าในเรื่องที่เราจดจ่อได้อย่างง่ายดาย

3.การฝึกวิปัสสนา คือการฝึกจิต เจริญสติให้รู้ตามความเป็นจริงในทุกขณะจิต เจริญสติในทุกอิริยาบถในขอบเขตของร่างกาย รู้การเกิดดับในระดับจิต ในเซล ทั้งบนผิวกายและภายในอวัยวะต่างๆในร่างกาย เจริญสติจน "รู้แจ้งเห็นจริง" จากการปฏิบัติด้วยตนเอง

เมื่อเราฝึกการเจริญสติบ่อยๆ มากๆ เข้าจนเป็นอุปนิสัย จิตใจก็จะคุ้นชินต่อการมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นอุเบกขาจิต ไม่ตัดสิน ไม่ซัดส่าย ไม่ท้อแท้ง่าย แต่จะเป็นจิตที่สมดุล เป็นกลางๆ เป็นจิตที่รู้และเข้าใจในเหตุและผลอย่างชัดเจนของอนิจจัง คือการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การดับไปของจิต ทำให้มีปัญญารู้ชัดเข้าใจชัดด้วยสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์

จิตใจที่ฝึกฝนดีแล้วจะทำให้ความคิด ความรู้สึกของเรามีพลังที่เข้มแข็งจนสามารถต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามต่างๆ เพื่อลงมือทำไปสู่เป้าหมายที่กำหนดตั้งใจเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตามจิตใจที่ดีเพียงอย่างเดียวก็ยังขับเคลื่อนความสำเร็จไม่ได้อย่างสมบูรณ์หากเรายังไม่มี "สุขภาพกาย" ที่แข็งแรง

3:Mind Set ด้านสุขภาพกาย

"กายต้องเคลื่อนไหว ใจต้องมีสติสงบนิ่ง"

ความมั่งคั่งร่ำรวยจะมีประโยชน์อะไรหากเรามีสุขภาพที่ไม่ดี ในทางกลับกันการมีสุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวย และเมื่อเรามีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยแล้ว เราก็ยังคงรักษาสุขภาพกายที่สดชื่นแข็งแรงต่อไปได้

สุขภาพกับความมั่งคั่งร่ำรวยของคนเรา เราแบ่งได้เป็น 4 ประเภท
1.จนแต่สุขภาพดี
2.รวยและสุขภาพดี
3.จนและสุขภาพไม่ดี
4.รวยแต่สุขภาพไม่ดี

ไม่ว่าจะเป็นคนจน(มีสินทรัพย์น้อยกว่า 1ล้าน) หรือคนรวย เราก็มีสิทธิ์เป็นคนที่มีสุขภาพดีได้ ดังนั้นเราจะมาดูกันว่าการเป็นคนที่มี "สุขภาพดี" นั้นจะต้องทำตัวอย่างไร?

ในที่นี้เราจะพูดถึงบางแง่มุมเกี่ยวกับการมีสุขภาพดี นอกจากการมีความสมบูรณ์แข็งแรงตามปกติแล้ว สิ่งที่เราทำทุกๆวันก็สำคัญมาก สิ่งเหล่านั้นคือ

5 เรื่องราวของการมีสุขภาพดี

1.อาหารการกิน
1.1 เวลาของมื้ออาหาร คุณทำได้มั๊ย? กินอาหารเช้าทุกวันก่อน 8.00 น. และกินมื้อเช้าให้มากที่สุดจนรู้สึกอิ่มท้อง ส่วนอาหารกลางวัน(เที่ยงถึงบ่ายโมง)กินให้อิ่มพอดีท้องก็เพียงพอ และอาหารเย็นนั้นควรกินไม่เกิน 18.00 น.
หลังอายุ 35 ปีไปแล้ว หากงดมื้อเย็นได้จะดีที่สุดกับสุขภาพของคุณ (ดูhttp://japanesestyle-diet.com/?p=309) โดยเปลี่ยนอาหารมื้อเย็นให้เป็นน้ำส้มคั้น หรือน้ำมะนาวโซดาเพียงมื้อละ 1 แก้ว หรือ ฯลฯ ก็จะดียิ่งขึ้น อาหารที่รับประทานหากมีกากใยที่มากพอก็จะช่วยการขับถ่ายภายใน 24 ชั่วโมงต่อไป ซึ่งก็คือในเช้าวันรุ่งขึ้น
1.2 ใส่ใจคุณภาพของอาหารมากกว่ารสชาด ราคาหรือบรรยากาศ หมายถึงต้องลดหรืองดอาหารที่มีรส
-"หวาน" จัดมากไป
-"มัน" จัดมากไป
-"เค็ม" จัดมากไป
เน้นอาหารที่มีกากใยสูง เน้นผัก ผลไม้สดๆ เน้นปลา และ/หรือโปรตีนจากอาหารธรรมชาติย่อมดีกว่ามาก

2.การนอนหลับ
2.1 จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ ในแต่ละคืน เราต้องพักผ่อนโดยการนอนหลับสนิทระหว่าง 6.00-8.00 ชั่วโมง และควรเข้านอนระหว่างระยะเวลา 22.00-06.00น. การเข้านอนและตื่นเป็นเวลาจะทำให้ร่างกายได้ "พัก" จริงๆ เมื่อตื่นมาจะรู้สึกสดชื่น
2.2 คุณภาพการนอน การนอนหลับให้สนิทเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ดังนั้น ควรนอนในห้องที่มืดสนิท ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นโทรศัพท์มือถือ ทีวี สายชาร์จแบตเตอรี่อยู่ใกล้ที่นอน(ถ้ามีควรอยู่นอกห้องเลยจะดีกว่า) ควรงดดื่มน้ำ แอลกอฮอร์ เครื่องดื่มต่างๆ ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อที่จะไม่ต้องลุกขึ้นมา"ฉี่" บ่อยเกินไปในแต่ละคืน

3.การออกกำลังกาย
3.1 เดินวันละ 10,000 ก้าวขึ้นไป ช่วงเริ่มต้นอาจจะเดินวันละ 7,500 ก้าวก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงวันละ 10,000 ก้าว สูงสุดที่วันละ 12,500 ก้าว (Search ที่ Google ดูหัวข้อ "ประโยชน์ของการเดินออกกำลังกาย")
3.2 เดินขึ้น-ลงบันไดวันละ 10 ชั้น(10 ขั้นขึ้นไป/ชั้น)
การออกกำลังกายที่ "น้อยเกินไป" หรือ "มากเกินไป" ล้วนแล้วแต่ส่งผลที่ไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาวทั้งสิ้น การออกกำลังกายที่พอดี วันละ 30-60 นาที 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ร่างกายมีการเผาผลาญแคโลรี่พอเหมาะพอดีกับที่รับเข้าไป ทำให้สุขภาพสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเสมอ
จริงๆ แล้ว "ร่างกาย" ของเราก็จะส่งสัญญาณบอกตัวเราอยู่เสมอๆ เช่นวันที่เรารู้สึกขี้เกียจ เมื่อยล้า หรือวันที่รู้สึกทานอาหารอิ่มมากเกินไป เราจำเป็นต้องออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย

4.การดื่มน้ำ
4.1 การดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว หรือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เมื่อตื่นนอนตอนเช้าก่อนแปรงฟันควรดื่มน้ำสะอาด 1-2 แก้วทันที จะช่วยให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น และจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 ชั่วโมง ดื่มน้ำหลังอาหารแต่ละมื้อ 1-2 แก้ว นอกจากนั้นคือการดื่มน้ำระหว่างวันตามที่ต้องการ ดูเพิ่มเติมที่ใน Google โดย Search หัวข้อ "ดื่มน้ำอย่างไรให้ได้ประโยชน์"
4.2การดื่มน้ำควรจะดื่มให้บ่อยเท่าที่ต้องการ จิบทีละน้อยดีกว่าดื่มปริมาณมากๆในคราวเดียว การรักษาความชุ่มชื้นให้ร่างกายโดยเฉพาะผิวหนังจำเป็นต้องใช้น้ำหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา
4.3คุณภาพของน้ำ น้ำสะอาดธรรมดาอุณหภูมิของห้องดีที่สุด ส่วนใครจะดื่มน้ำแร่ หรือน้ำด่างก็ทำได้ แต่ก็ควรมีน้ำเปล่าที่สะอาดดื่มผสมกันไปในแต่ละวันด้วย

5.สุขภาพด้านอื่นๆ เช่น สุขภาพฟัน หรือสายตาก็จำเป็นต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ จริงๆ แล้วเราควรต้องมีหมอฟันหรือจักษุแพทย์ประจำตัว(ครอบครัว) เพื่อให้คำแนะนำให้เรามีสุขภาพโดยรวมดีจริงๆ อย่างที่ควรจะเป็นในแต่ละช่วงวัย

เมื่อเรามีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง มีน้ำหนักตัวปกติ ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป มีฟันที่แข็งแรง มีสายตาที่ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง เราก็จะรักษา "เงิน" ของเราได้อย่างดี ไม่ต้อง "เสีย" เงินไปในการรักษาหรือดูแลสุขภาพ(ที่เราไม่รับผิดชอบเอง)โดยไม่จำเป็น มีชีวิตที่ยืนยาวอย่างสุขภาพดี ได้ทำในสิ่งที่รักและมีคุณค่าต่อตนเอง ต่อครอบครัวและผู้คนได้อย่างเต็มที่

การที่เรามีสุขภาพดี สุขภาพจิตดีก็นับเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมแล้ว แต่ความสุขของชีวิตจะสมบูรณ์ไปไม่ได้หากเรายังไม่ได้ค้นพบความสุขในความสัมพันธ์ของคนใน....

4:Mind Set ด้านครอบครัว

"ความสุขเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ดีของคนในครอบครัว"

การมีวิธีคิด หรือ Mind Set ที่ถูกต้องในเรื่องครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง และถ้าสังเกตให้ดี คนที่ชีวิตครอบครัวมีความสุขก็ มักที่จะประสพความสำเร็จด้านการเงินได้ง่ายอีกด้วย

เราขอแบ่งประเภทของครอบครัวออกเป็น 4 แบบคือ
1.คนโสด
2.คนที่มีคู่ครองแต่ไม่มีลูก
3.คนที่มีคู่ครองและมีลูก
4.คนที่มีคู่ครองและมีลูกรวมทั้งอยู่กับพ่อแม่

จริงๆ แล้วเราสามารถแบ่งประเภทของครอบครัวออกได้มากมายหลายแบบกว่านี้ แต่ในที่นี้เราขอแบ่งแค่ 4 แบบเพื่อให้เรามองเห็นภาระ ความรับผิดชอบ และเป้าหมายชีวิตที่ "ครอบครัว" แบบต่างๆ มีแตกต่างกันออกไป และทุกความสัมพันธ์ที่มี "คนที่เรารักและรับผิดชอบ" เพิ่มขึ้น 1 คน เป้าหมายทางการเงินก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน

โดยทั่วไปแล้ว "คนโสด" ดูเหมือนจะมีภาระทางด้านการเงินที่น้อยที่สุด ถัดมาก็คือ "คนที่มีคู่ครอง" มีภาระทางการเงินเพิ่มมากขึ้นเพราะต้องมีการร่วมรับผิดชอบชีวิตซึ่งกันและกัน แค่คิดจัดงานแต่งงานก็เป็นเป้าหมายทางการเงินที่ต้องวางแผนร่วมกันแล้ว และเมื่อมีลูกเพิ่มขึ้น 1 คนก็จำเป็นต้องคิดถึงการศึกษาของลูก ต้องมีรถยนต์/บ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นเป้าหมายทางการเงินที่ใหญ่ขึ้นอีก

เมื่อคิดถึงมุมมองทางด้านการเงิน ค่าใช้จ่ายสำคัญๆ เช่น ค่าเล่าเรียนของลูก การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันบำนาญ เงินลงทุนซื้อ LTF/RMF ทั้งในฐานะเป็นการลงทุนระยะยาว และใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีล้วนแล้วแต่ต้องจัดสรรบริหารในแต่ละเดือน แต่ละปีให้ดี ยิ่งถ้าในครอบครัวมีคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแล ค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลยิ่งต้องเตรียมให้พร้อมมากยิ่งขึ้น ยังมิต้องพูดถึงเงินเกษียณอายุของตนเองและคู่ครองฯลฯ

ครอบครัวคือจุดศูนย์รวมของความสุข ซึ่งสัมพันธ์กับมิติด้าน "เวลา" และ "การเงิน" อย่างแยกไม่ออก ใครที่ "ร่วมกันสร้างครอบครัว" ที่แวดล้อมไปด้วยผู้คนที่มีความสุขได้ตามที่ฝันไว้ ก็คุ้มค่ากับการเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีสภาพความเป็นครอบครัวแบบไหนก็ตาม
ความสุขของคนที่อยู่ร่วมกันจะดูจากอะไรล่ะ?

เราอยากขอให้คุณช่วยคิดดูว่า การกระทำต่อไปนี้ เป็นดัชนีที่ใช้วัดความสุขในครอบครัวได้ดีเพียงใด?

1.การกอด
การกอดกันระหว่างคู่ครอง,พ่อแม่กับลูกวันละ 4 ครั้งเพื่อการมีชีวิตอยู่ สร้างความสุขความสมดุลในครอบครัวได้อย่างดี เมื่อเพิ่มเป็นวันละ 8 ครั้งจะทำให้เกิดความรักความผูกพัน ความไว้วางใจและมีพลังใจในระดับสูง และถ้า "ให้การกอด" กันถึง 12 ครั้งต่อวันก็แทบนึกไม่ออกเลยว่าครอบครัวนี้จะขาดความสุขได้อย่างไร? เพราะว่า "การกอด" จะเสริมสร้างการเติบโตทางจิตใจอย่างต่อเนื่องของคนในครอบครัวนี้นั่นเอง

2.การรับประทานอาหารร่วมกัน เช่นทานมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันร่วมกันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือ 5-7 ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะเป็นดัชนีบ่งบอกถึงความสุขของคนในครอบครัวนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

3.การมีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองของตน (ในกรณีที่มีคู่ครอง)
การมีเพศสัมพันธ์ด้วยความรักความเต็มใจ ความรู้สึกอบอุ่นภายใต้อ้อมแขนของคนรักเป็นยาขนานเอกที่ทำให้มีพลังชีวิตในการทำงานหรือรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ ปริมาณแม้จะมีความสำคัญแต่ "คุณภาพ" นั้นสำคัญกว่ามาก คุณภาพของการมีเพศสัมพันธ์ที่ดีคือ ความรู้สึกมีความสุขจากความรักความผูกพันที่คนทั้งคู่มีให้กัน

คนโสดก็มีพ่อแม่และหลานๆ ที่ไปมาหาสู่กัน คนที่มีคู่ครองก็ต้องรู้ศิลปะในการครองชีวิตคู่ ส่วนผู้ที่มีคนในครอบครัวที่เขารักและรับผิดชอบหลายๆ คนก็ยิ่งต้องจัดสรรเวลา ความใส่ใจให้ทุกความสัมพันธ์ที่มีต่อกันสร้างกระแสแห่งความสุขในครอบครัวอย่างดีที่สุด
จงทำให้ทุกๆ วันในครอบครัวเป็นแหล่งสะสมและสร้างพลังกายใจเพื่อใช้ชีวิตที่ดีกับโลกใบเล็กคือคนในครอบครัว กับโลกใบที่ใหญ่กว่าคือผู้คนที่ตนเองติดต่อในมิติต่างๆ ของชีวิต เพราะความสุขเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

คนที่มีความสุขภายในครอบครัวก็นับได้ว่ามีความมั่งคั่งร่ำรวยทางความรู้สึกและความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมแล้ว แม้กระนั้นชีวิตของเราจะดียิ่งขึ้นไปอีกหากได้ประสพความสำเร็จใน.....

5:MindSet ด้านอาชีพการงาน

งาน(Job):เป็นที่ที่แสดงความสามารถทักษะของเราแลกกับรายได้ คนทำงานแลกกับเงินมีอยู่ดาดดื่นมากมายในทุกๆ ที่ทั่วโลก


อาชีพ(Career):เป็นที่แสดงถึงการใช้ความรู้ การฝึกฝนทักษะให้ดีขึ้นตลอดเวลา เรารักงานนี้ จนเราอยากทำงานให้เป็น"อาชีพ" ที่ทำได้ตลอดชีวิต คนที่ทำงานจนเป็นงานอาชีพ เขามักจะทำงานให้มากกว่ารายได้เสมอ

มืออาชีพ(Professional) :คือคนที่ "ทำงานให้เป็นอาชีพตลอดชีวิต" (Career+Passion=Profession) และมืออาชีพ "รักอาชีพ"นี้ จนเขาทำมันได้ทุกๆวัน ทุกๆ นาที ทำได้ในทุกอิริยาบถอย่างมีความสุขและผลของ "ชิ้นงาน" ที่เขาทำทั้งสินค้าหรือบริการใดๆ ล้วนออกมาจากจิตใจของคนที่มิเพียงทำงานอาชีพเท่านั้น แต่เขายังรักผู้คนผู้ที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่เขา "รังสรรค์" ขึ้นมา
มืออาชีพทำงานเพื่อรายได้เฉกเช่นคนอื่นๆ แต่เขายังเรียนรู้และพัฒนาทักษะสิ่งนั้นๆ ตลอดเวลา ด้วยความรัก ด้วยความนับถือตนเองในสิ่งที่ทำและเขา "ส่งมอบ" ผลงานในทุกๆ ชิ้น การบริการในทุกๆ การติดต่อให้กับผู้คนเสมือนผลงานชิ้นเดียวที่ศิลปินมอบไว้ให้กับโลกนี้ รายได้จากงานนั้นจึงประเมินค่าได้ยากยิ่ง
หลายปีที่ผ่านมาหนังสือชุด "พ่อรวยสอนลูก" ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ได้แบ่งงานออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะของรายได้ที่ได้รับ และมีการพูดถึงมากในกลุ่มคนที่ต้องการสร้างตนเองให้มีความมั่งคั่งร่ำรวยในระดับโลก ในหลายๆ ประเทศ นั่นคือ(แปลแบบเข้าใจง่ายๆ)
1.งานกินเงินเดือน ทั้งราชการและเอกชน
2.งานเจ้าของกิจการขนาดเล็ก
3.งานเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่
4.งานนักลงทุน(หุ้น,อสังหาริมทรัพย์ฯลฯ)

โรเบิร์ต คิโยซากิกระตุ้นให้ผู้อ่านหนังสือของเขาเลือกทำงานประเภทที่ 3,4 ให้มากที่สุด สอนให้เรียนรู้เรื่องการเงิน สร้างเกมกระแสเงินสดขึ้นมาและมีการอบรมเพื่อสร้างทักษะและนิสัยการลงทุนที่ถูกต้อง คืองานสร้างรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องและมาจากหลายๆทาง มีระบบ มีคนช่วยทำงานขับเคลื่อนธุรกิจของตน ส่งผลให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวยได้ง่ายกว่างานประเภทที่ 1,2 อย่างแน่นอน แต่คนผู้นั้นก็ต้องมีความรู้ มีทักษะ มีประสบการณ์และรักในการทำงานนั้นๆอย่างแท้จริงเช่นกัน

ในที่นี้เราอยากแบ่งงานออกเป็น 4 ประเภทเช่นกันโดยใช้ "ความรักในงานและผลตอบแทนเป็นรายได้ของงาน" เป็นสำคัญคือ

1.งานที่เราไม่ได้รักงานและมีรายได้น้อยกว่าค่าครองชีพ-จงอย่าทำ!!

2.งานที่เราไม่ได้รักงานแต่รายได้มากกว่าค่าครองชีพ-ทำเท่าที่จำเป็น

3.งานที่เรารักงานแต่มีรายได้น้อย-อาจเป็นงานอดิเรกส่งผลแค่มีความสุขทางใจ ถ้าชีวิตไม่เดือดร้อนเรื่องรายได้ก็ทำไปเถอะ!!!

4.งานที่เรารักงานนั้นและมีรายได้มาก-เป็นงานที่ต้องหาให้พบ พัฒนาทักษะด้านร่างกายและจิตใจของตนเองให้มากที่สุด สร้างกลุ่ม สร้างสายสัมพันธ์ (Connection) ลงมือทำอย่างมีความสุขทุกวันแบบสุดๆ ไปเลย

จากการแบ่งลักษณะงานข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าหากเราอยากมีความมั่งคั่งร่ำรวย เราจะต้องทำงานเพื่อสร้างรายได้ให้เป็น โดย

1.ทำงานที่เรามีทักษะศึกษาเล่าเรียนหรือฝึกฝนมา(Skilled Income)เป็นรายได้ประจำเดือน

2.ทำงานที่เราชอบ(Passion Income) และสร้างรายได้ด้วย

3.ทำงานที่เราใช้เงินทำงานผ่านการลงทุนหรือธุรกิจที่ชอบ(Passive Income)

หัวใจสำคัญของประเด็นนี้คือ ขอให้เราเลือกทำงานที่เรารัก และสร้างรายได้มากที่สุด มีที่มาของรายได้หลายทางและรู้จักใช้เงินทำงานให้กับตัวเรา

เมื่อเราได้ทำงานที่เรารักและสร้างรายได้เป็นปริมาณมากแล้วก็อาจจะยังไม่ได้มีความมั่งคั่งร่ำรวยตามที่ต้องการ เพราะเราจะต้องรู้จักหา รู้จักเก็บ และรู้จักบริหารจัดการการเงินให้ดี ซึ่งเราจะได้ติดตามที่ละเอียดมากยิ่งขึ้นในส่วนที่ 2 ของหนังสือเล่มนี้นั่นก็คือ....
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

>>หนังสือดิจิทัลที่นี่ครับ
เข้าร่วมโครงการ ‘ช้อปช่วยชาติ’
หากซื้อโดยใช้รหัส AIS ราคา 159 บาทเท่านั้น
http://www.ookbee.com/Shop/Book/046e060e-766c-4b9d-a267-5e9ecf8e22ae

http://www.ookbee.com/Shop/Book/046e060e-766c-4b9d-a267-5e9ecf8e22ae

ชำนาญ จองพิพัฒน์
ผู้เขียนร่วม
Line ID:0817837529
FB เพจ ‘การเงินมั่งคั่งชีวิตดี๊ดีถ้ารู้งี้ตั้งแต่อายุ25’
SHARE
Writer
ChamnanJ
MDRTiFA Coach ,Invester,Writer
Senior Distric Manager_TEAMCHART AIA ผมจบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในระดับปริญญาตรีและโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความสนใจพิเศษในด้านนิเทศศาสตร์และจิตวิทยา เริ่มต้นทำงานในด้านการฝึกอบรมตัวแทนที่ AIA รวมทั้งฝ่ายบริหารตัวแทน ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้อำนวยการตัวแทน เมื่อลาออกมาเป็นผู้บริหารทีมงานขายก็ได้ทำหน้าที่ด้านการฝึกอบรมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จาก Trainnng Advisor,Premier Agency Trainning งานในฐานะ Moderator เริ่มต้นเมื่อปี 2551 ในหลักสูตรของ Limra's Crossroad และ โดยเฉพาะ Agency Management Trainning Course (AMTC 23 ครั้ง) เมื่อมารับผิดชอบ Sales Builder ผมก็นำมาใช้กับกลุ่ม MDRT และประสบความสำเร็จอย่างมากที่เชียงใหม่ มีตัวแทน MDRT 3 คนในปีแรก 6,8,10 และ16 คนในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทำหน้าที่ผู้ดำเนินการสัมมนาหลักสูตร High Trust Financial Advisor เพื่อมอบตัวแทนนักวางแผนการเงินอิสระให้สามารถช่วยลูกค้าได้อย่างเป็นมืออาชีพและมีจรรยาบรรณ งานเขียนส่วนใหญ่เขียนจากประสบการณ์ตรงจากตนเองและประสบการณ์ของ คุณรัตนา กมลงามพิพัฒน์ 7MDRT,FchFP,RFC ผู้ซึ่งมีอายุการทำงานเป็นตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินมากว่า 29ปี และได้วางแผนการเงินส่วนบุคคลให้ลูกค้าแล้วจำนวนมาก ได้รับรางวัล Prime Minister's insurance Award ติดต่อกัน 7ปี 2553-2558,2561 จากนายกรัฐมนตรีไทย (คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ภาพประกอบการเขียนส่วนใหญ่นำมาจากอินเตอร์เน็ตขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ งานเขียนแรกเริ่มต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมาในหนังสือที่ใช้ชื่อว่า " สร้างนิสัย MDRT ได้ใน 10 สัปดาห์" และเดือนพฤศจิกายน เรื่อง "การเงินมั่งคั่ง:ชีวิตดี๊ดีถ้ารู้อย่างนี้ตั้งแต่อายุ 25" โดยเป็นบทความเกี่ยวกับแนวคิด ความรู้สึกและนิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งทิปเกี่ยวกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ทำได้จริงในภาคปฎิบัติ หากเพื่อนๆ มีข้อแนะนำเชิญ Inbox มาได้เลยครับ ขอขอบคุณผู้สร้าง Storylog และเหล่านักเขียนทั้งหลายที่สร้างที่ที่พวกเราได้มารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ

Comments