สิ่งเดียวที่ไม่ได้มอบให้
ผมแอบชอบผู้หญิงในห้องเรียนเดียวกัน เธอนั่งอยู่ข้างๆ ผม เธอคือเพื่อนสนิทที่ผมแอบรักมาตลอด

แต่ผมไม่เคยกล้าบอกกับเธอเลยสักครั้ง ผมกลัวจะสูญเสียความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเราไป และกลัวว่าแม้แต่หน้าก็อาจจะมองกันไม่ติด

ผมแอบชอบเธอมาตั้งแต่สมัยม.4 แล้ว เธอเป็นเด็กนักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนแห่งนี้

เธอเป็นเด็กสาวที่น่ารัก อ่อนหวาน ผมสีดำยาวมักถูกรวบตึงเป็นหางม้าติดโบสีกรมท่าตามกฎระเบียบการแต่งตัวของนักเรียนหญิง

แต่แค่คิดว่าผมจะขอเธอเป็นแฟน หรือได้เป็นแฟนกับเธอ มันช่างห่างไกลราวความเป็นจริง ประหนึ่งดอกฟ้ากับหมาวัดอย่างไรอย่างนั้น

แต่ก็ช่างประไร แค่อยู่ในฐานะเพื่อนสนิทของเธอก็ดีขนาดไหนแล้ว (?)

แค่พูดไปอย่างนั้นมันก็ง่ายแหละ เมื่อเราได้รักใครสักคนเราก็อยากจะครอบครองเขาไว้เป็นของเรากันทั้งนั้น ผมจึงไม่มีความสุขมากนักหรอก ที่มีผู้ชายหน้าตาดีกว่าผมมาหยอดรักหวานๆ ใส่เธอไม่น้อย

แล้วช่วงเวลานั้นผมก็เหมือนกับเป็นอะไรที่ไม่เข้าพวก เป็นเหมือนส่วนเกินในชีวิตของเธอเลยทีเดียว

ผมดึงเธอให้รีบออกมาจากตรงนั้นทั้งที่ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ผมรู้สึกว่าผมไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ผมไม่รู้ไปสิทธิตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร

เมื่อออกมาจากตรงนั้นได้ ผมก็ปล่อยมือเธอ แล้วก็เดินหนีไป ทั้งอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านและละอายใจ

เธอร้องเรียกผมไว้ แต่ผมพยายามที่จะไม่ได้ยินเสียงเธอ

เดี๋ยวสิ รอก่อน

เธอเข้ามาขวางหน้าผม

เป็นอะไรไป

เปล่า

ผมเค้นหาคำตอบที่จะตอบออกไปในที่สุด ทั้งที่ในใจของผมอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่าคิดอย่างไรกับเธอมานานแล้ว แต่ผมบอกเธอไม่ได้

อันที่จริงผมไม่กล้าบอกกับเธออย่างนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำว่าเพื่อนที่เรามีให้กันมาตลอดหนึ่งปี ประหนึ่งกำแพงที่สร้างขึ้นมาขวางกัน แม้จะปีนข้ามไปเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในรูปแบบอื่นก็ไม่ไหว

ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมที่ไม่เข้าใจอะไรว่าเธอจะรู้สึกอย่างไรเลยเมื่อความรู้สึกหลุดออกจากปากผมไปแล้ว ผมอาจเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเพื่อปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองที่มีให้กับเธอได้อย่างเต็มที่

กระนั้น ผมก็กลัวว่าเมื่อบอกเธอไปแล้ว เธอจะสร้างมันเพื่อมาปิดกั้นผม หรือไม่ก็ทำลายแล้วเดินจากผมไปแทน ส่วนที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือกลัวว่าเราสองคนจะกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันไป

ดังนั้น ผมว่าผมคิดถูกแล้วที่จะเลือกเก็บมันไว้อย่างนี้

รู้ใจตัวเองแค่คนเดียวก็พอมั้ง


แล้ววันหนึ่ง ผมก็ต้องกลับมาเจ็บปวดคนเดียว เมื่อเธอมีผู้ชายมาบอกรัก และเธอก็รักเขาตอบ

ผมจึงค่อยๆ พยายามทำใจกับเรื่องนี้ มองว่าเธอก็คือเพื่อนของผมคนหนึ่ง

ความรักเริ่มแรกของเธอก็ดำเนินไปอย่างน่าอิจฉาทีเดียว ว่าทำไมคนที่ยืนเคียงข้างกาย ไปรับไปส่งถึงบ้านมาโรงเรียน ทั้งที่เมื่อก่อนผมจะเป็นเพื่อนร่วมทางของเธอ

และที่โต๊ะอาหารพักกลางวัน ก็ไม่มีเธอนั่งอยู่ข้างกันเหมือนเคย เพราะเธอจะแยกไปนั่งกับแฟนหนุ่มของเธอ

ความสำคัญระหว่างเพื่อนกับแฟนมันทำให้เห็นความต่างได้อย่างชัดเจน

เธอลดลำดับความสำคัญความเป็นเพื่อนของผมลง เธอต้องการแยกที่นั่งกับผมเพียงเพราะเขาไม่ชอบให้เธอนั่งกับผู้ชายคนไหน

การบ้านต่างๆ หรือกิจกรรมที่ทำร่วมกันในคาบเรียน ผมก็ถูกชักชวนไปมีบทบาทต่อเธอน้อยลง เพราะด้วยผมไม่พูดอะไรสักอย่าง ไม่พูดว่าผมรู้สึกแย่ขนาดไหน ผมได้แต่เก็บความรู้สึกแย่ๆ ไว้เพียงคนเดียว

ผมก็ตระหนักได้ว่าเธอไม่มีสิทธิจะมารับรู้ความรู้สึกของผมหรอก ถึงกระนั้น เธอจะหันมาสนใจผมบ้างหรือเปล่าก็ไม่มีทาง เพราะเธอมีเขาอยู่แล้วทั้งคน ก็แค่เพื่อนคนหนึ่งที่ถูกละเลยในสายตา

ผมกลับมาที่ห้อง หลอกตัวเองกับวลีสำหรับคนโดดเดี่ยวผ่านเฟซบุค แอบชอบเพื่อนสนิทที่ไม่กล้าจะเปิดเผยออกไป เพียงเพราะกลัวว่ามันจะทำลายความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน เพียงเพราะผมเป็นฝ่ายที่รู้สึกไปเองคนเดียวเท่านั้น

เข้าใจเช่นนั้นก็ไม่มีสิทธิจะไปบังคับหัวใจของใครได้ ให้หันมาสนใจ ให้รักเราเหมือนเรารักเขามากที่สุดเท่าไร ให้เขารักเราเท่าที่เรารักเขา

การที่ได้เห็นคนที่เรารักเขามีความสุข เราก็รู้สึกสุขใจตาม

วลีหลอกความรู้สึกตัวเองไปงั้นแหละ ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเลย ไม่ได้หมายความว่าจะเก็บเอามาน้อยใจตัวเองลำพังไม่ได้

เจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องเบือนหน้าหนีตลอดยามที่เห็นเธออยู่กับเขา


เมื่อความรักของเธอถึงช่วงเวลาอันสุกงม เก็บผลผลิตลงมากินเอร็ดอร่อยอิ่มหนำพอใจ เมื่อเริ่มเบื่อหน่ายกับรสชาติเดิมๆ ของผลผลิตชนิดนั้น สำหรับบางคนก็เลือกที่จะหันไปมองหาผลผลิตชิ้นอื่นที่น่าจะให้รสชาติแปลกใหม่ และคาดว่าจะอร่อยเหมือนๆ กัน หรือมากกว่า

ช่วงพักกลางวันที่ผมไม่เห็นเธอลงมาพักกลางวัน เช่นเดียวกันกับแฟนหนุ่มของเธอ

ผมที่รู้สึกถึงความไม่ปกติ และรู้สึกว่าความรักของเธอกับเขาก็เริ่มมีความระหองระแหง จากที่เธอเคยเป็นคนสดใส อัธยาศัยดีกับทุกคน กลับกลายเป็นว่าเธอหมกมุ่น คิดมาก ทั้งยังดูสลดหดหู่ตลอดเวลา

เมื่อผมกินอาหารกลางวันที่โรงอาหารเสร็จ ผมก็ถามเพื่อนผู้หญิงที่สนิทกับเธอ

พอจะรู้ไหมว่าเธออยู่ไหน

อ่อ --- เห็นว่าขึ้นไปที่ชั้นสี่ ไม่รู้ขึ้นไปทำไม ชวนไปกินข้าวด้วยกันก็บอกว่าไม่หิว

ดังนั้นผมจึงกระโดดขึ้นบันไดไปที่ละสองขั้น

ในขณะที่จะกระโดดไปอีกสองขั้นเกือบจะถึงชั้นสี่ ผมก็ได้ยินเธอตวาดเสียงลั่นใส่แฟนหนุ่ม ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเสียใจ

ในชั่วเวลาที่บีบคั้นหัวใจของผม ผมก็ได้เข้าใจถึงวลีที่ว่าการได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข เราก็มีความสุขด้วยเป็นอย่างไร

ผมเจ็บปวดยิ่งกว่าที่ต้องรู้ว่าเธอกำลังเป็นทุกข์เพราะใคร เพราะคนที่ไม่สามารถจะดูแลหัวใจของเธอให้เป็นอย่างดีได้

และเขาก็เป็นคนที่เธอรักมากที่สุด คนที่เธอเรียกเขาว่าแฟน และให้ความสำคัญต่อเขามาก เธอยอมที่จะทำตามใจเขาทุกอย่างขนาดนี้

มันกลับไร้ค่าเมื่อเธอได้กลายเป็นดอกไม้ในภาพวาด

ไม่เข้าใจหรอไง ว่ามันเบื่อ --- เข้าใจความหมายของมันมั้ย

เราทำอะไรผิด...เราทำอะไรผิด

เธอได้แต่ตั้งคำถามกับเขาเพื่อโทษตัวเองด้วยเสียงที่แผ่วเบากลายเป็นเสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้

ผมอยากจะไปตะโกนใส่หน้าเธอ ให้เธอเข้าใจว่าเธอไม่ได้ผิด แต่คนที่ผิดคือคนที่หมดรักเธอไปแล้วต่างหาก แต่ถ้าผมทำอย่างนั้น เวลาอย่างนี้เธอจะไม่มีวันเข้าใจผม

เขาเดินจากไป ทิ้งเธอไว้ตรงนั้นเพียงลำพัง ทั้งน้ำตาที่ถูกขับออกมาด้วยความเจ็บปวด และความสับสน

มันเป็นเรื่องที่สุดจะรับได้

ไม่ใช่แค่สำหรับเธอ แต่มันก็สำหรับผมด้วย

เธอไม่เคยได้เข้าใจถึงความสุขจากความรักในรูปแบบของเธอที่แท้จริงว่ามันเป็นอย่างไร เพราะมันดันจบด้วยความเจ็บปวดที่ถูกทำร้าย

ผมเข้าใจในความรักในรูปแบบของผมว่าจะต้องทำให้เธอผ่านพ้นความเจ็บปวดนี้ไปให้ได้ จะคอยอยู่เคียงข้างเธอในวันที่เธอมีน้ำตาไหลรินที่ต้องเห็นว่าเขากำลังมีความสุขกับคนอื่น

ผมจะคอยปาดน้ำให้เธอได้เพียงเท่านั้น ผมคงปลอบโยนหัวใจอันบอบช้ำของเธอไม่ได้หรอก แม้แต่หัวใจของผมที่เจ็บช้ำเพราะเธอ ยังทำไม่ได้เลย


เวลาที่คนที่เรารัก ต้องเจ็บปวดและเลิกรากับคนที่เขารักไป มันอาจเป็นเวลาทองที่เขาจะหันมาหาเรา ในวันที่เราสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้ จงทำคะแนนซะ

ผมบอกได้เลยว่าทำอย่างไรก็ไม่มีทางขึ้นหรอก ถ้าหากหัวใจของเขายังยึดมั่น และรอคอยการกลับมาของรักครั้งเก่า

ผมยังยึดมั่นที่จะทำให้เธอกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง ต่อให้เธอจะยังลืมเขาไม่ได้ก็ตาม ผมไม่มีสิทธิไปบังคับให้เธอหมดรักทั้งที่ยังรักเขาได้หรอก


ภายในห้องเรียนของต้นเดือนธันวาคม คุณครูประจำชั้นให้นักเรียนทุกคนจับสลากรายชื่อนักเรียนในห้อง หากจับได้ชื่อใครแล้ว และอย่าทำทีท่าเป็นการบ่งบอกชี้ตัวให้เจ้าตัวได้ล่วงรู้ก่อนจะถึงวันงานเลี้ยงปีใหม่ของโรงเรียน

คุณครูประจำชั้นเดินถือกล่องที่มีรายชื่อนักเรียนทุกคนในคดม้วนกระดาษแผ่นเล็กไปทั่วทั้งห้อง ให้นักเรียนทุกคนหยิบหนึ่งรายชื่อที่จะเป็นปริศนาและความลับสำหรับพวกเขา

ผมเป็นคนสุดท้ายที่ได้จับรายชื่อคดสุดท้ายขึ้นมากำไว้

เพื่อนผู้ชายคนที่นั่งหน้าผมเอี่ยวหลังหันมากระซิบถาม

ได้ใครวะ

ยังไม่ได้เปิดดูเลย

แล้วเสียงคุณครูประจำชั้นก็ดังลั่นผ่าอากาศมา

อย่าเพิ่งถามกัน ครูก็บอกแล้วไงว่ามันจะเป็นความลับจนกว่าจะมาเฉลยในช่วงมอบของขวัญให้กับรายชื่อในกระดาษแผ่นนั้น

แล้วราคาของขวัญปีใหม่ละคะ

นักเรียนหญิงคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากนั้น

ราคาจะต้องอยู่ในเกณฑ์สองร้อยบาทไม่มากไปกว่าสามร้อยบาทแล้วกัน

ถ้าให้เขาด้วยความเต็มใจไม่เกี่ยงราคาละครับ

ผมเอ่ยถาม ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่ผมเป็นตาเดียว

ใครคนหนึ่งก็โพล่งขึ้นมา

ใจป๋าวะ อยากรู้เลยว่าชื่อของใครอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น

ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ หากใครไม่มีโมเมนต์แบบนั้น ก็ตามราคาของขวัญที่ครูกำหนดไปแล้วแหละกัน

ฉันแค่ถามเพื่อเว้ย

ผมตะโกนลั่นห้อง ทุกคนหัวเราะตลกขบขันใส่ผม

ผมกลับมาที่ห้องนอนแล้วคลี่ม้วนกระดาษแผ่นนั้น

ผมเห็นชื่อของเธอในนั้น

ผมรู้ว่าจะต้องซื้ออะไรให้กับเธอเพื่อมอบเป็นของขวัญวันปีใหม่แล้วเธอจะถูกใจอย่างแน่นอน


ของขวัญชิ้นนี้ผมไม่ได้มีความหวังว่ามันจะมัดใจของเธอได้ เพราะรู้ว่าเธอจะต้องถูกใจก็เท่านั้น มันก็จะแลกด้วยคำขอบคุณเท่านั้น

ตลอดทั้งวันที่ทั้งโรงเรียน และห้องเรียนห้องนี้ก็ครื้นเครงไปด้วยเสียงเพลงจังหวะสนุกสนานที่ดังออกมาจากลำโพงเครื่องเล็กแบบพกพาของเพื่อนในห้องคนหนึ่งที่อาสาจะนำ เชื่อมต่อด้วยบลูทูธกับมือถือที่เปิดเพลงผ่านยูทูบ

ของกินมากมายถูกจัดวางไว้บนโต๊ะเรียนที่นำมาเรียงต่อกันเป็นโต๊ะอาหารตัวยาว เก้าอี้มากมายวางเรียงรายล้อมรอบ กลับมีผู้นั่งประปราย ก็เป็นพวกสายกินมากกว่าสายเข้าจังหวะน่ะนะ

ของประดับประดาตกแต่งโดยเฉพาะเส้นสายรุ้งแวววาวหลากสีสันมากมายหลายเส้นยามต้องแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นประกายระยิบระยับแขวนห้อยระโยงระยางตรงนู้นทีตรงนี้ทีบนเพดาน และลูกโป้งใบโตหลากสีทั่วห้องเรียน

ก่อนจะถึงช่วงมอบของขวัญปีใหม่ให้กับคนในแผ่นสลากรายชื่อที่จับขึ้นมาได้ ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำถูกหรือเปล่าที่เลือกจะทำอย่างนี้

คุณครูประจำชั้นก็เดินเข้ามา บอกให้นักเรียนทุกคนหาที่นั่ง และปิดเพลง

คุณครูมาพร้อมกับกล่องสลากรายชื่อ ทว่า คุณครูจะเป็นคนจับรายชื่อแรกขึ้นมาเพื่อออกไปยืนหน้าห้อง แล้วขานชื่อเจ้าของของขวัญปีใหม่คนนั้นออกไปรับ

จากนั้นแล้วคนคนนั้นจะต้องขานรายชื่อของคนที่เป็นเจ้าของของขวัญปีใหม่คนถัดไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นสุดการมอบของขวัญปีใหม่ให้กันเอง

ผมออกไปรับของขวัญจากเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง ผมมายืนอยู่ในตำแหน่งของเพื่อนผู้ชายคนนั้น

คุณครูตรงเข้ามาถามผม ว่าผมจะต้องมอบของขวัญให้ใคร เพราะผมเป็นคนสุดท้ายแล้ว

แล้วผมก็ขานชื่อของเธอ

เธอยืนตรงหน้าผม ผมควักโทรศัพท์มือถือออกมา นักเรียนในห้องส่งเสียงหวือหวาคิดว่าผมจะมอบโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ให้เธอ แต่อันที่จริงแล้ว ผมกดโทรออกไปที่เบอร์ของแฟนเก่าของเธอ

เมื่อปลายสายรับ

เขาก็โพล่งขึ้นมาทันที

ถ้าเธอยืนอยู่ตรงนั้น

เราจะบอกว่าเราขอโทษกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำไม่ดีกับเธอไว้

ให้อภัยเราได้ไหม

เรากลับมาคืนดีกันนะ

ผมเดินสวนกับแฟนเก่าของเธอที่ถือช่อดอกกุหลาบมาแทนคำขอโทษ และการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ผมออกมาจากห้องเรียน

ผมกำของขวัญชิ้นนั้นไว้ในมือของผมแน่น น้ำตาร่วงรินทุกๆ ก้าวหาที่ทางที่จะไป ผมกลับทำได้เดินสะเปะสะปะไปห้องน้ำชาย

ผมเชื่อว่าเขายังรักเธออยู่ พอๆ กับที่ผมเชื่อว่าเธอยังรักและรอคอยเขาอยู่เหมือนกัน

ผมวักน้ำขึ้นมาล้างหน้า ก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำ

ผมไม่คาดฝันว่าเธอจะมายืนอยู่ตรงหน้าผมที่หน้าห้องน้ำชาย

คิดจะทำอะไรของนายกัน

และไหนละของขวัญปีใหม่ที่จะให้กับฉันละ

ก็---

นั่นไม่ใช่ เธอสวนทันควัน

ผมยิ้มแหยๆ ก่อนจะยืนของขวัญวันปีใหม่ให้กับเธอ เธอรับมันไป

แค่นี้เองหรอ

เธอบอกกับผม แต่สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องไปที่ของขวัญของผม

อะไรอีกละ

สิ่งเดียวที่นายยังไม่ได้ให้กับฉัน หรือไม่ได้คิดจะให้ฉันแล้วละ

ก็ให้ไปหมดทั้งหัวใจดวงนี้แล้วไง

SHARE
Writer
iamtasmanian
Storyteller
เรื่องสั้นจากความรู้สึก

Comments

nutnokdoanjj
1 month ago
สุดจริงๆ
Reply
iamtasmanian
1 month ago
ขอบคุณที่ชื่นชอบนะครับ