ดวงดาวแห่งความหวัง

เรื่องนี้ยาวหน่อยนะครับ ตอนเขียนก็ไม่คิดว่าจะยาวขนาดนี้ ยังไงผู้เขียนขอขอบคุณไว้ล่วงหน้า หากท่านผู้อ่าน อ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายนะครับ ขอบคุณจริงๆครับ - ริชมอนด์

“แพทย์ได้ทำการวินิจฉัยแล้วนะคะ คุณเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ ต้องทำการบำบัดและรักษาตัว” คุณหมอจับมือผมและบอกด้วยรอยยิ้ม

“แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ทางเราจะช่วยอย่างเต็มความสามารถให้อาการดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ”

ใช่ครับ ผมเป็นโรคซึมเศร้า ญาติๆพาผมมาโรงพยาบาลเพื่อพบจิตแพทย์เมื่อตอนต้นเดือนที่ผ่านมา ทีแรก ผมบอกกับพวกเขาว่า ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แต่พวกเขาก็คะยั้นคะยอพามาจนได้

จริงๆแล้ว ผมคิดว่า ผมไม่ได้ซึมเศร้าหรอกนะครับ ผมอาจแค่เครียดจนเกินไป อะไรหลายๆอย่างที่ผ่านมา มันพาผมดำดิ่งไปสู่กึ้นบึ้งของหัวใจ ที่ไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีเลย แม้แต่คนเดียว...

ปีพุทธศักราช 2546

“แม่ครับ ผมอยากไปเที่ยว” เสียงของธาวินเอ่ยขึ้นมาอย่างเจื้อยแจ้ว ในขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังทำกับข้าว เตรียมมือเช้าในวันหยุดแรกของการหยุดยาวครั้งนี้

“ดี เหมือนกันนะคุณ เราจะได้พักผ่อนกันด้วย จริงมั้ยลูก” พ่อพูดเสริมทัพ ก่อนจะเดินเข้ามาพร้อมกับแก้วกาแฟถ้วยโปรด ในโต๊ะทานข้าว

“ใช่ครับพ่อ แล้วก็ในโอกาสฉลองวันเกิดผมด้วย” เพราะในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ธาวินก็จะอายุครบ 12 ปีพอดี

“พูดจาดีนะเราน่ะ ไปได้ใครมาเนี่ย” แม่พูดเหน็บแนม ก่อนทุกคนจะหัวเราะพร้อมๆกัน

รุ่งขึ้น หลังจากที่เมื่อคืนยุ่งวุ่นวายกับการเก็บสัมภาระกันอยู่ วันนี้ ธาวินตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ไปสวนสนุกเปิดใหม่ครั้งแรก ซึ่งข่าวหลายสำนักเล่าว่า ใช้งบในการสร้างไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ทุกคนช่วยกันขนของใส่รถกันอย่างสนุกสนาน เพราะต่างก็คิดกันไว้ว่า จะได้พักยาวๆ 3 – 4 วันเลย

“พร้อมรึยังวิน” พ่อหันมาถามเด็กชายที่นั่งข้างๆเขา

“พร้อมแล้วครับ” ธาวินพูดจบ เสียงสตาร์ทรถก็ดังขึ้น ก่อนที่รถจะเคลื่อนลับไปจากบ้านเขา

“ใช่ญาติผู้ป่วยไหมคะ” เสียงคุณหมอคนเดิมหันมาถามผู้หญิงวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่ข้างผม

“ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” น้าอร น้าของผมพูดขึ้น

“พอดีจะขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัวน่ะค่ะ เดี๋ยวเราจะให้น้องพยาบาลสังเกตเขาให้ค่ะ” พยาบาลคนนั้นยิ้มให้ผมอย่างเอ็นดู แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกมีกำลังใจเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หลังจากที่เพิ่งโดนถามอาการมาหมาดๆ

“พอดีหมอเช็คอาการดูแล้ว น้องธาวินเขามีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงเลยล่ะค่ะ แต่ว่าจากการฟังสิ่งที่น้องเล่ามา หมอว่ายังพอมีทางรักษาให้เบาลงได้นะคะ เพราะในบางมุมมองน้องเขายังพอเข้าใจโลกอยู่บ้าง ซึ่งเราต้องช่วยกันดึงส่วนนั้นออกมาค่ะ”

“แล้วจะต้องทำยังไงบ้างคะ” น้าอรพูดด้วยสีหน้าหวั่นๆเล็กน้อย

“ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวหมอจะให้รายละเอียดไปอ่านนะคะ แต่ที่สำคัญที่สุดคือตัวของน้องธาวิน เราจะต้องเข้าใจน้องและให้กำลังใจเขาอย่างดีที่สุดค่ะ คำพูดส่วนหนึ่งก็ต้องระวังไว้เหมือนกัน”

“พ่อครับ ทำไมยังไม่ถึงอีกล่ะครับ มันนานแล้วเนี่ย” ธาวินพูด เพราะเริ่มเมื่อยกับการนั่งรถเต็มทีแล้ว

“ใจเย็นๆสิลูก เดี๋ยวก็ใกล้ถึงแล้วล่ะ”

“ใช่ครับวิน ไม่งั้นก็กินอะไรเล่นไปก่อน” พอแม่พูดเสร็จ เธอก็ควานหาถุงขนมที่เตรียมไว้ ก่อนจะหยิบให้ธาวิน

“ขอบคุณครับ” เขารับมาไว้ในมือแล้วรีบแกะซองออก เสียงเคี้ยวดังอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับเสียงฮัมเพลงของพ่อและแม่ ช่างเป็นการเริ่มทริปที่มีความสุขเสียจริง ธาวินอยากให้ถึงสวนสนุกไวๆจัง จะได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำ

และแล้วไฟสัญญาณจราจรก็ขึ้นสีเขียว พ่อได้เหยียบคันเร่งไปถึงกลางสี่แยก จนกระทั่ง...

เอี๊ยดดดด....โครรรมมมมม

เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวหยุดอยู่กับที่ เวลาจากที่มันหมุนอยู่ก็ค่อยๆหยุดเดินจนแน่นิ่ง เศษเหล็ก และส่วนประกอบต่างๆกระเด็นกระจัดกระจายไปตามพื้นถนน กระจกที่ประกอบอยู่กับตัวรถได้แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บางชิ้นก็ขนาดใหญ่ จนมันไปบาดเนื้อ แขนขาหรือตามตัวของสามพ่อแม่ลูก

กลิ่นน้ำมันระเหยออกมาจากตัวถัง และมันก็ไหลเป็นทางยาว ไม่นานก็เริ่มมีประกายไฟ และอยู่ๆก็กลายเป็นควันดำโขมงพวยพุ่งออกมาจากรถทั้งสองคัน

“ม...แม่...อ..อย่า...ทิ้ง...ผม...ฮึก..ฮึก..ไป...ไหน...นะ ฮือๆ” ธาวินร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด

“...แม่...ไม่...ทิ้ง...ลูก...ไป...ไหน............หรอก...” เธอพยายามพูดด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ก่อนจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก แล้วเธอก็เลื่อนมือขึ้นไปจับแก้มของธาวินด้วยแรงอันน้อยนิดที่มีอยู่

“ฮือ แม่....พ่...พ่อ...เรา...ฮึกๆ...เรา...ได้...ไป...ท...เที่ยว...กัน...อีก...คับ...ฮืออออ” แทบจะไม่เป็นประโยคจากปากผู้เป็นลูก คนเป็นพ่อเองก็สัมผัสได้ถึงแรงบีบอัดจากทุกส่วนของร่างกายที่แทบจะทนไม่ไหวเช่นกัน

“พ่อ....รัก...ลูก...มาก...เลย...นะ...วิน” “แม่...ก็...เช่น...กัน...” เธอยังคงจับแก้มและเขายังคงจับมือลูกอยู่อย่างนั้นตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

ซึ่งไม่นานก็มีพลเมืองดีคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาช่วยเด็กชายธาวินไว้ แต่ธาวินไม่ยอมลุกและจะอยู่ในรถอย่างเดียว ทำให้เกิดการฉุดดึงและยื้อดึงกันอยู่ จนพลเมืองดีช่วยไว้ได้สำเร็จ และเตรียมนำส่งรถพยาบาล ก่อนจะมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นอีกครั้ง

ตูมมมมมม

เปลวเพลิงตรงหน้าลุกโชนขึ้นเหมือนปีศาจอันเหี้ยมโหดจากขุมนนรก

“ม่ายยยยยยย” ธาวินตะโกนขึ้น ราวใจแทบแตกสลายไปกับเศษรถยนต์ มันเสมือนหนึ่งฝันร้ายที่คงจะคอยตามหลอกหลอนไปชั่วชีวิต แม้กระทั่งตอนยังเป็นอยู่ หรือในห้วงนิทรา แม่แต่ในจินตนาการ

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ฝันร้ายอีกแล้ว ภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงฝังลึกอยู่ในใจ แม้ว่ามันจะผ่านมานานนับสิบปีแล้วก็ตาม พ่อกับแม่...ท่านยังสบายอยู่มั้ยนะ ผมคิดถึงจังเลยครับ...

“วินเป็นอะไรหรือเปล่าลูก” น้าอรถามผมอย่างเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่ฝันร้ายเฉยๆ”

น้าอรคงจะเข้าใจสิ่งที่ผมพูด เธอจึงลุกขึ้นมากอดผม แล้วลูบหัวผมเบาๆ “ไม่เป็นไรนะ ยังมีน้าอยู่ทั้งคน ยังไงวินก็เหมือนลูกของน้านะ” แม้น้าจะปลอบผมแบบเดิมนี้ทุกวัน แต่ทำไมครั้งนี้ผมถึงรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อยยังไงไม่รู้

รุ่งเช้า ผมออกไปข้างนอก เพื่อจะไปทำงานที่บริษัทครั้งแรก แม้จะอายุปามา 28 ปีแล้วก็ตาม เพราะที่ผ่านมายื่นที่ไหน ก็ไม่เคยผ่านเลย ผมเลยอดคิดไม่ได้ว่า เราไม่ดีตรงไหนกัน ทำไมพวกเขาถึงไม่รับผมเข้าทำงาน ผมเริ่มเหนื่อยละ ที่ต้องรอแล้วก็รอ แต่ถึงยังไง บริษัทแห่งนี้ก็ตอบรับผมเข้าทำงานแล้ว

ช่วงกลางวัน ผมออกไปทานข้าวข้างนอก กะจะแวะร้านอาหารตามสั่งสักที่หนึ่ง แต่พอไปถึงก็ดันไปเจอกับกลุ่มเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

“อ้าววว ไม่เจอกันนานเลยนะ ธาวิน” เสียงคนในกลุ่มคนหนึ่งโพล่งออกมาพร้อมโบกมือเรียกให้มานั่งด้วย ทีแรกผมว่าจะนั่งคนเดียวแล้วด้วยซ้ำไป

“อืมม แล้วช่วงนี้พวกนายเป็นยังไงบ้างล่ะ” ผมถามไป

“ก็ดีนะ ว่าแต่วิน ทำงานอยู่ที่ไหน ทำไมไม่เห็นเจอกันเลย”

“จริงๆก็บริษัทแถวนี้แหล่ะ เพิ่งจะได้ทำงานน่ะ”

“อ่าวว ถ้างั้นก็ทำงานที่เดียวฉันเลยน่ะสิ ใช่มั้ย ธาวิน” เสียงผู้หญิงที่ดังแทรกมาจากข้างหลัง มันเป็นเสียงที่คุ้นหูผมมาก ผมจึงหันหลังไปและพบว่า...เธอคือ...

“โหห ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเจ้าหญิงเคท สวยขึ้นเยอะเลย” พวกนั้นแซวเธอ ก่อนที่ทุกคนจะหัวเราะ ยกเว้นผม...เพียงคนเดียว...ที่เพียงยิ้มให้กับการมาถึง...

 ปีพุทธศักราช 2553

“แหม วิน นี่เราก็คบกันได้เดือนนึงแล้วนะ ไม่มีของขวัญจะให้เราหน่อยเหรอ” เสียงออดอ้อนของแคทเธอรีน หรือเจ้าหญิงเคทที่ทุกคนในมหาวิทยาลัยต่างพากันเรียก เพราะความสวยของเธอเป็นเหมือนมนต์สะกดที่ให้ทุกคนหลงใหลได้ และเธอเป็นเหมือนเจ้าหญิงที่นำพาความสดใสไปที่แห่งหนึ่งได้เลยทีเดียว

“โอเคคับๆ เดี๋ยวเราจะไปซื้อให้นะ อยากได้อะไรล่ะ” ธาวินถามแฟนของเขา ซึ่งตอนนั้นธาวินก็ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะโชคดีขนาดที่จะได้มาเป็นแฟนกับว่าที่ดาวคณะอย่างนี้

“อะไรก็ได้ที่วินอยากให้...รักตัวเองที่สุดเลย” เคทหอมแก้มวินเข้าไปหนึ่งฟอดเต็มๆ ก่อนที่เธอจะเดินจากไป ปล่อยให้เขาเขินอยู่เพียงคนเดียวตกเย็นเขาได้เซอร์ไพร์สเธอด้วยดอกกุหลาบช่อใหญ่ที่สั่งทำจากร้านขายดอกไม้สดข้างๆแล้วก็ไปซื้อตุ๊กตาหมีขนาดใหญ่ให้กับเธอ วันนั้นเองที่เป็นการออกเดทครั้งแรก

ผ่านไปหลายเดือน ทั้งคู่มีความสุขมากๆ ได้ใช้เวลาร่วมกันเหมือนคู่รักทั่วไป แม้จะไม่ได้หวือหวามาก แต่ธาวินก็ดีใจที่ชีวิตได้มีอะไรที่เป็นสีสันมากขึ้น เติมกำลังใจให้เขายามเหนื่อย เขามักจะชวนเคทไปดูหนัง เดินเล่น ออกกำลังกาย ติวหนังสือ ไปเที่ยว กินข้าวด้วยกันอยู่หลายครั้ง และที่เป็นประจำทุกครั้งคือซื้อของให้กันตอนวันครบรอบและวันเกิดของแต่ละฝ่าย แม้เคทจะไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อนและมักเป็นฝ่ายขออยู่เสมอ เขาก็ยินดีที่จะทำให้ เพราะถือว่าเธอเป็นคนรักของเขา

ไม่นาน ธาวินเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อย หลังจากที่คบกันได้ ปีกว่าๆ เขาสัมผัสได้ถึง ความที่เคทเริ่มไม่มีเวลาว่าง เริ่มปฏิเสธตอนเวลาจะชวนไปไหนมาไหน ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปคู่กันหรืออัพลงโซเชียลเหมือนแต่ก่อน จนเขาเริ่มรู้สึกห่างเหิน

“เป็นอะไรหรือเปล่าเคท ทำไมช่วงนี้ส่งข้อความไปไม่เห็นตอบเลยล่ะ”

“ไม่มีอะไรหรอกวิน เราแค่รู้สึกเบื่อๆน่ะ”

“มีอะไรบอกเราได้นะ ไหนว่าจะพูดให้เราฟังทุกเรื่องไง อย่าเก็บไว้คนเดียวสิ”

...จู่ๆก็มีเสียงนินทาดังขึ้น...

“ตายแล้ว ยัยหญิงเคทนี่ยังคบอยู่กับธาวินอยู่อีกหรอเนี่ย ไหนว่าคบกับรุ่นพี่คนนั้นอยู่ไง”

“จริงเหรอ ถ้างั้นที่คนเขาพูดว่า เคทคบกับรุ่นพี่นั่นตั้งแต่สองเดือนที่แล้ว ก็เป็นเรื่องจริงสิ”

“ช่ายย ยัยนี่ร้ายสุดๆ เห็นว่าบางครั้งก็เอาเรื่องของธาวินไปเม้าท์ให้กับเพื่อนตัวเองฟัง”

“สงสาร ธาวินจังเลย เขาเป็นผู้ชายที่ดีมากเลยนะ ไม่น่ามาเจอยัยเคทนี่เลย ว่าแต่ นางก็ไม่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ เมื่อก่อนน่ะ”

เสียงนินทาของกลุ่มผู้หญิงรุ่นเดียวกับเขาพูดขึ้นระหว่างที่เดินผ่านธาวินและเคทซึ่งนั่งอยู่ในโรงอาหารอยู่ก่อนหน้านั้นสักพัก ทั้งคู่ได้ยินเต็มสองหู ธาวินเริ่มควันออกหู ใบหน้าเริ่มออกสีแดงก่ำ แสดงอาการถึงความโกรธจัดและการคำอธิบาย ส่วนเคทเองก็เริ่มกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน น้ำลายเริ่มเหนียวหนืดเต็มที

“เอ่อ...คือ...ว่า...วินฟังที่เคทพูดก่อนนะ...ใจเย็นๆนะ” เธอยื่นมาจับมือเขา แต่ธาวินสะบัดมืออกอย่างเต็มแรง

“ว่าไง อธิบายมาหน่อยว่าเรื่องมันเป็นมายังไง”

“ค...คือ..ว่า...เมื่อไม่นานมานี้ เคทไปรู้จักกับรุ่นพี่คนนั้นมาน่ะ เอ่อ...ชื่อว่าพี่สไปร์ท แต่ว่า...เรา เราไม่ได้มีคบกันนะ แค่สนิทกันเฉยๆ เคทถือเป็นแค่พี่ชายน่ะ”

“นี่เราไม่ได้โง่นะ อย่ามาหรอกกันเลย ทำไมถึงทำแบบนี้ ห๊ะ เคท”

“ฮึก เคทขอโทษ เคทไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ ฮือๆ”

“ไม่ได้ตั้งใจ หรือว่าเข้ามาหลอกกันแน่ ห๊ะ พูดอะไรที่มันดีกว่านี้หน่อยไม่ได้รึไง”

“นี่ธาวิน นายทำร้ายผู้หญิงหรือไงวะ เคทถึงได้ร้องไห้แบบนี้” เสียงผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างใหญ่สูงดังขึ้นมาจากด้านหน้า เขาเดินตรงดิ่งมาที่โต๊ะ ก่อนที่จะกระชากคอเสื้อธาวิน ตอนนั้นเองที่เคทได้ปล่อยมือไป และเดินไปหลบอยู่หลังพี่สไปร์ทคนนั้น เธอเกาะแขนเขาอยู่อย่างนั้นแบบไม่ปล่อยเลย แถมเริ่มฟ้องว่า ธาวินเป็นคนเริ่มก่อน และเป็นคนทำร้ายเคทจนทำให้เธอร้องไห้

วินาทีนั้น หมัดหนักจากรุ่นพี่สไปร์ทได้อัดไปเต็มแรงที่ใบหน้า ปาก และท้องอย่างรึหนึ่งที จนธาวินนอนกองไปอยู่กับพื้น

“นี่ เคท เธอไม่รักเราจริงๆแล้วเหรอ” ธาวินพูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนแรง เหมือนเขาจะใกล้สลบแล้วจริง ภาพอันพล่าเลือน ทำให้ธาวินเห็นแค่ผู้ชายและผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้าเขา

“เสียใจด้วยค่ะธาวิน พอดีของใหม่มันดีกว่า ของเก่ามันน่าเบื่อไปแล้วล่ะ” เคทพูด

“นายก็เจียมตัวไว้ด้วย ที่เคทคบเพราะสงสารเท่านั้นแหล่ะ หน้าตาก็มีรอยแผลเป็นเหมือนตัวอะไรก็ไม่รู้ แล้วรู้ไว้ด้วยว่าคนอย่างนายน่ะ ไม่มีใครคบหรอก นิสัยแบบนี้ใครเค้าจะเอา” สไปร์ทพูดก่อนภาพในหัวของธาวินจะตัดไป

“จะไม่ทักทายกันหน่อยเหรอ ธาวิน” เคทพูดย้ำอีกครั้งกับผม แต่ความทรงจำคราวนั้นยังคงเป็นเหมือนเข็มทิ่มแทงซึ่งยังเจ็บอยู่วันยั่งคำ ทำยังไงก็ไม่ลืมหรอก รักครั้งแรกก็โดนหักอกเลย

“อะ อ่อๆ สวัสดีเคท” ผมยิ้มให้เธออีกครั้ง บรรยากาศเริ่มดูตึงเครียด เพราะเพื่อนๆคนอื่นที่นั่งอยู่รู้ดีว่าผมจะรู้สึกยังไง เพราะหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเคทอีกเลย แม้ว่าตอนเคทไปคบกับพี่สไปร์ทได้สักพักแล้วถูกหลอกมา แล้วเธออ้อนวอนจะกลับมาขอคบกับผมอีก ตามตื๊อทุกวัน แต่ผมหนีอย่างเดียวและบอกปัดเชิงรำคาญ จนเราสองคนแยกกันจริงๆ

“ยังไม่หายเรื่องนั้นสินะ เคทขอโทษจริงๆนะ กลับมาเป็นเพื่อนกันอีกได้มั้ย”

ผมถอนหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะปริปาก “ได้ แต่ว่าถ้าจำเป็นจริงๆก็ค่อยนัดเจอกัน”

“โห ดูทำเข้า ทำไมใจร้ายกับเคทอย่างนี้ล่ะ”

ก็จะไม่ให้ผมพูดอย่างนั้นได้ยังไง ก็ในเมื่อเรื่องที่ผ่านมา เธอเป็นฝ่ายทำลายก่อนเอง คราวนี้ผมก็ต้องปกป้องตัวเองสิ

“ก็ได้ๆ กินข้าวกันต่อดีกว่า เดี๋ยวจะไม่อร่อยเนอะ” เธอพูดเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ผมรู้ดี นิสัยของคนเราไม่เปลี่ยนหรอก เป็นมาอย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น

ตกเย็น หลังจากผมทำงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงนั่งรถโดยสารกลับมาบ้าน พอมาถึงผมก็ได้กลิ่นอาหารหอมๆจากในครัว ที่น้าอรกำลังทำอยู่

“กลับมาแล้วเหรอ ธาวิน” น้าอรพูด “วันนี้เป็นไงบ้างทำงานวันแรก”

“ก็ดีครับ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆด้วย” ผมพูด

“ดีแล้วลูก จะได้ลองทำความรู้จักกับคนในสังคมใหม่ๆ”

“ครับ แต่ถ้ากินข้าวเสร็จแล้ว วันนี้ผมอยากอยู่คนเดียวนะน้าอร”

“ทำไมล่ะ เดี๋ยวน้าไปอยู่เป็นเพื่อน น้าจะได้อยู่ข้างๆเรา ได้ดูแลเราไง ไม่ได้เหรอ...หรือว่ามีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า บอกน้าได้นะ น้าพร้อมรับฟังเสมอ”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่อยากนั่งทบทวนตัวเอง”

และแล้วผมก็ไม่เข้าไปในห้อง เรื่องที่ผ่านมา ผมคิดว่าชีวิตผมไม่มีอะไรดีเลย แถมผมยังต้องมากินยารักษาอาการป่วยที่คิดว่าไม่ได้เป็นอีก ทุกครั้งที่หลับไป ผมก็มักจะตื่นกลางดึกเพราะฝันร้ายในเหตุการณ์ครั้งนั้น ตอนเด็กๆผมถูกล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อแม่ แถมถูกล้อว่าเหมือนตัวอะไรก็ไม่รู้ที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าและแขนกับขา สมัครงานก็ไม่เคยผ่าน ชีวิตรักก็ไม่มีอะไรดี สิ่งเดียวที่จะเยียวผมได้คงมีแต่...

“ว่าไงลูก ทำอะไ.....ม...ม่ายยนะ...ธาวินนน...” จังหวะที่น้าอรกำลังเปิดประตูเข้ามา เธอคงเห็นผมกำลังใช้คัตเตอร์กรีดแขนตัวเองอยู่ สีหน้าของเธอดูตกใจมาก แล้วน้าอรก็รีบปัดใบมีดคมอันนั้นออกไป

“ธาวิน ธาวินๆ” น้าอรดึงตัวผมเข้าไปกอดแน่นๆ คราวนี้ผมพอจะรู้แล้วว่าคนที่เข้าใจผม คงจะมีแต่น้าอรจริงๆ เธอเป็นเหมือนแม่ของผมเลย

“น้ารักธาวินนะ น้ารักเหมือนลูกแท้ๆเลยนะ...วินไม่ได้อยู่คนเดียวนะลูก ยังมีน้าอยู่ทั้งคน” น้าอรพูด ตอนที่กำลังกอดผมอยู่ ตอนนั้นเองที่ผมร้องไห้ต่อหน้าเขาครั้งแรก จากที่เมื่อก่อนผมร้องไห้อยู่คนเดียวในห้องนี้ เก็บตัวเงียบ ระบายอารมณ์ทั้งในกระดาษและร่างกายของตัวเอง ผมเพิ่งจะรู้สึกจริงก็ตอนนี้แหล่ะ ว่ายังมีคนห่วงเราอยู่จริงๆ

“ผมจะหายมั้ยครับน้า” ผมถามเธอ ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้

“เราจะสู้ไปพร้อมกันนะ น้าจะเดินเคียงข้างเราเอง” น้าไม่เลือกตอบผมว่าจะหายมั้ย แต่เธอบอกแบบนี้ อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น

“กินยาแล้ว ออกไปหาน้าข้างนอกที่ระเบียง น้ามีอะไรให้ดู” ผมจึงรีบกินยาแล้วตรงดิ่งไปหาน้าด้านนอก

“มีอะไรเหรอครับ” ผมมองไปก็เห็นแต่ภาพท้องฟ้าอันมืดมิดที่คงจะเป็นเหมือนจิตใจของผมเองในตอนนี้ คงจะมีเพียงแสงสว่างจากไฟถนนที่คอยส่องนำทางรถยนต์และทอดลงมายังทุ่งนาข้างบ้านที่ทำให้ ชีวิตพอมีหนทางที่จะเดินไปอยู่บ้าง ผมเคยคิดแบบนั้น แม้ตอนนี้มันจะเหลือน้อยนิดเต็มที

“ธาวิน ลองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสิ เห็นอะไรมั้ย...ท้องฟ้ายามกลางคืน ถ้าวันใดไม่มีแสงจันทร์ มันก็คงจะมืดมาก แต่ยิ่งไม่มีแสงจันทร์มากเท่าไหร่ กลับจะทำให้เห็นดวงดาวมากขึ้นเท่านั้น คืนเดือนมืดที่ดูเหมือนพระจันทร์จะหายลับไป แต่ถ้าดูดีๆแล้ว เราจะเห็นดวงดาวต่างๆมากมายที่คอยส่องแสงแทนให้อยู่ บางทีกลางคืนมันก็ไม่ได้มืดเสมอไปนะ ยังคงมีแสงเล็กๆที่คอยส่องประกายเราอยู่ ถึงแม้จะไม่มีพระจันทร์ให้ความสว่างไสว แต่เรายังมี ดวงดาวแห่งความหวัง ที่จะอยู่เคียงคู่เราบนท้องฟ้าตลอดไป

ผมเข้าใจในสิ่งที่น้าเปรียบเทียบดี นั่นสินะ คนเราคงจะต้องมีสักหนทางที่แก้ไขปัญหาได้ คงจะมีทางออกสำหรับชีวิตที่ดีๆ คงต้องมีสักวัน วันที่ผมเข้มแข็งและรักตัวเองมากพอ เหมือนกับที่ดวงดาวแห่งความหวังกำลังเฝ้ามองผมอยู่

หนึ่งเดือนผ่านไป...

การทำงานที่นี่ก็ดี ผมคิดว่าอาชีพแนวนี้น่าจะมั่นคงพอสมควร ตอนนี้ผมเก็บเงินได้ส่วนหนึ่งแล้ว มันยังไม่มากเท่าไหร่ แต่มันก็สามารถเอาไว้เป็นทุนในอนาคตได้ ผมจึงคิดแล้วว่าจะตั้งใจทำงานให้มากกว่านี้ จะได้เลื่อนตำแหน่งแล้วก็เก็บเงินให้มากขึ้น แม้จะมีสมาธิไม่ค่อยมากและบางครั้งก็ท้อแท้บ่อย คือผมเป็นคนเครียดง่าย ถ้าจริงจังขึ้นมา ทำให้ต้องมีเวลาพัก แต่เพื่อนและหัวหน้าที่ทำงานก็เข้าใจผมดี

“ฉันว่า ผลงานของธาวินนี่มันดีมากๆเลยนะ น่าจะได้ลูกค้าเพิ่มแน่ๆ”

“อ่าวว แล้วทำไมแกไม่เอาผลงานมัน ไปนำเสนอเองเลยล่ะ แกก็ช่วยทำงานอยู่หนิ บอกไปเลยว่า แกเป็นคนทำเอง”

“ก็ดี ดูท่าทางเป็นคนไม่ค่อยทันคนด้วย แกก็เหมือนกัน เอาแนวคิดอันนี้ไปใช้สิ ฉันเห็นเอกสารที่เขาทำอยู่ เดี๋ยวฉันจะไปหยิบมาให้”

2 – 3 ครั้งแล้วที่ผมโดนขโมยผลงานการออกแบบและแนวความคิดไป มันคงจะดีละมั้งถ้าผมได้เป็นคนพูดเอง แต่ผมเป็นแค่พนักงานใหม่ ยังไม่มีสิทธิ์อะไร และพวกเขาคงเห็นผมเป็นคนน่าสงสารที่ไม่มีอะไรสู้ เลยทำกับผมแบบนี้ นั่นสินะ ผมเองก็เป็นแบบนี้ จะไปโทษคนอื่นทำไมกัน

“นี่ๆ ธาวิน ขอยืมเงินสักหมื่นหน่อยสิ”

“ทำไมล่ะ เราก็มีเงินกันทั้งคู่ไม่ใช่เหรอ” ผมแย้งไป เพราะมันคือเรื่องจริง

“แต่มันไม่พอน่ะสิ นะๆ ให้ยืมหน่อย” ต้องโทษที่ผมเองก็ยอมใจอ่อนทุกครั้งที่เขามาขอ เกือบประมาณ 2 – 3 คนที่มายืมผม แต่ละคนก็ไม่ต่ำกว่าหมื่น ประเด็นคือพวกเขาไม่ยอมคืนด้วย บ่ายเบี่ยงมาตลอด อ้างว่ามีเงินไม่พอ จนผมจะใช้บ้างก็ไม่มี กลายเป็นว่าตัวเราเองมีหนี้สินไปเลย…

พอกันที ผมทนไม่ไหวแล้วล่ะ...

โลกใบนี้ ทำไมมีแต่คนโหดร้าย ไม่มีใครอยู่ข้างผมเลย ผมเหงามากๆเลยครับ พ่อ...แม่... ผมจะไปหาพวกท่านแล้วนะ...ขอโทษนะครับน้าอร...ผมเป็นหลานที่ไม่ดีจริงๆ...

เสียงลมพัดผ่านลำตัวผม ผมรู้สึกตัวดี มันช่างเย็นสบายและพร้อมที่พัดผมลงไปด้านล่างแล้ว แต่ว่าตอนที่ผมจะก้าว กลับมีเสียงและภาพเกิดขึ้นมาในหัวผมอีกครั้ง...

“ลูกแม่...โตขึ้น วินจะต้องเป็นคนดีนะลูก”

“ประสบความสำเร็จให้ได้นะธาวิน พ่อจะรอดูวันที่ลูกเติบโต เก่งและรวยเหมือนพ่อยังไงล่ะคับ ฮ่าๆ” ภาพวันเกิดคราวที่ผมอายุ 8 ขวบสะท้อนขึ้นมาอีกครั้ง แต่ตอนนี้เพียงก้าวเดียว ผมก็จะสบายแล้ว และคงไม่มีใครมาคอยทำร้ายผมอีก ผมอยากจบชีวิตที่ตรงนี้แล้วล่ะ…

วินาทีนั้นเอง ที่ผมรู้สึกเหมือนมีคนดึงตัวผมลงมาจากขอบสะพานลอย ตอนนั้นน้าอรรีบวิ่งมาหาผมแล้วกอดผมอย่างแน่นๆ ก่อนจะร้องไห้ออกมา ผมก็เช่นกัน

“ฮึกๆ...ผมขอโทษครับน้าอร ผมผิดไปแล้ว ฮือๆ”

“วินไม่ผิดอะไรเลยลูกๆ” น้าลูบหัวผมเบาๆ “วันนี้คงเหนื่อยมามากแล้วสินะ น้าเป็นกำลังใจให้ตรงนี้นะ กอดน้าให้แน่นๆเลย น้าอยู่ตรงนี้แล้ว และน้าจะยังไม่ไปไหน” ผมพยักหน้ารับ

“ธาวิน ธาวิน นายยังมีเราอยู่ทั้งคนนะ” เสียงผู้หญิงที่ดูเหมือนจะคุ้นหู ตะโกนวิ่งมาหาผมแต่ไกล และผมก็จำได้ เธอคือ เคท รักแรกของผมนั่นเอง ทำไมเธอถึงมาอยู่นี่ได้

“ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น ฉันรู้พร้อมๆกับน้าอรนั่นแหล่ะ แต่เรื่องนั้นไว้ค่อยเล่าทีหลัง...ตอนนี้นายสำคัญกว่า ยังไงวินก็ยังสำคัญสำหรับฉันเสมอนะ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย” เธอพูดประโยคนั้น ทำให้น้ำใสๆในตาของผมไหลพรากขึ้นมาอีกครั้ง ผมรู้แล้วล่ะ ในชีวิต ยังคงมีคนอื่นที่เป็นห่วงเราอีกเยอะ แม้กับคนที่เราไม่ชอบ แต่เขาก็ยังใส่ใจเรา เหมือนกับ เคทเธอรีน ที่มาหาผมในวันนี้ 
          แสงไฟจากเวทีสาดส่องมายัง ใบหน้าของนายธาวิน เขากำลังจับไมค์ต่อหน้าคนดูนับพัน ที่ชมเขาพูดอยู่ ทั้งในหอประชุมและทาางออนไลน์ มันเป็นงานที่ธาวินได้รับเชิญ หลังจากที่เขาได้ก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งเขาเป็นผู้ดูแลเอง พร้อมกับน้าอรซึ่งเขากำลังกุมมืออยู่บนเวที ณ ขณะนี้ รวมถึง เคท ที่อาสามาช่วยและกำลังจะแต่งงานกับเขาตอนปลายปี และในตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เขาจะได้กล่าวปิดท้าย ทั้งสามคนยิ้มให้กัน ก่อนเขาจะเริ่มพูด

   “ผมเชื่อว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางออก ชีวิตคนเรายังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่ยังป่วยเหมือนผม แม้จะยังไม่หายดี แต่พวกเราต้องเริ่มที่จะเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนรอบข้าง เพราะในความมืดยังคงมีแสงสว่างจากดวงดาวแห่งความหวังที่จะคอยนำทางเราผ่านพ้นไปได้นั่นเองครับ”

SHARE
Writer
Richmond
Writer
Happy and successful is my goal. To reach that I need to complete everything with my hands.

Comments