Mirror and You
ไอ้ฮานอย ผมบอกรุ่นพี่ที่นั่งลงเล่นกับหมาชิวาว่าอายุสองเดือน ตัวมันมีขนปุย เมื่อผลัดขนเเล้วมันจะสั้นเรียบลื่นติดหนัง เขาบอกมา ผมไม่รู้ ไม่เคยเลี้ยง รุ่นพี่ถามต่อว่าไปเที่ยวฮานอยแล้วชอบเลยตั้งเป็นชื่อหมาเหรอ เปล่าเลย เจ้าของมันติดหนี้ค่าหวยฮานอย เลยเอามาหักหนี้ ไม่มีปัญหา ดีกว่าไม่ได้อะไร ผมอยู่คนเดียว เอาข้าวใส่จานอีกสักนิดก็ไม่ได้เพิ่มภาระชีวิตอะไรมากมาย

อยู่ดีๆ รุ่นพี่ก็โผล่มาหาที่บ้าน ขณะที่ผมรอเธอที่ผมรักกลับมา ในห้วงคิดที่ทบทวนตัวเองว่า ถ้าเจอเธออีกครั้งจะเหนี่ยวรั้งเธอได้อย่างไร การหายไปตลอดสองเดือนแปดวันของเธอทำให้ผมเข้าใจว่าชีวิตเราขาดอะไรได้หรือไม่ได้

เมื่อวานเธอแชตมาบอกว่าจะเข้ามาเก็บของ รวบเอาทุกอย่างแล้วจะจากไป ปล่อยให้สัมพันธ์ค่อย ๆ จางลงจนหายไปอย่างสมบูรณ์ จะตัดขาดสิ้นเชิง วันนี้ทั้งวันผมเลยอยู่บ้านรอ

ทุ่มตรงมีเสียงรถจอด ประตูบ้านดังเคร้งคร้าง เสียงฝีเท้าก้าวเดิน ผมเลยให้ไอ้ฮานอยวิ่งออกไปรับ ทำบรรยากาศให้รื่นรมณ์ ความน่ารักของมันอาจส่งผลดี แต่ที่เข้าไม่ใช่เธอ

เป็นหญิงผมยาวทาปากแดงโฉบเฉี่ยวเหมือนเดิม สวมชุดเดรสสั้นรัดรูปสีดำมันวาว ขาเรียวขาวบนรองเท้าส้นสูงหัวเข็ม ด้านหลังปาดจากท้ายทอยถึงเอว ร้อยเชือกมัดสลับไขว้ โชว์แผ่นหลังน่าค้นหา

เป็นไงบ้างรุ่นพี่ทัก ผมเงียบ เดดแอร์ก่อตัวขึ้นสักสามวิฯ ก่อนที่รุ่นพี่จะเสสายตาและความสนใจไปที่เจ้าฮานอย
ผมรู้จักรุ่นพี่เมื่อเกือบสองปีก่อน ในตึกระฟ้าที่บรรดาบริษัทมากมายเช่าร่วมกันทำออฟฟิศ ผมทำงานชั้นสิบหก รุ่นพี่ชั้นยี่สิบแปด ผมพึ่งเริ่มทำงานด้านการตลาด ส่วนรุ่นพี่ทำงานด้านนี้มาแล้วห้าปี จึงใช้คำว่ารุ่นพี่เรียกเธอ

เราเจอกันบ่อยแถวหน้าลิฟต์ตอนเช้า คงเพราะถึงที่ทำงานในเวลาใกล้เคียงกัน ความโฉบเฉี่ยวมั่นใจทำให้ใคร ๆ ก็มอง ไม่เว้นแม้แต่ผม เพื่อนมันสังเกตเห็นเลยถามว่า อยากได้ไหม ไปจีบเลย คนนี้ชอบเด็ก ได้ง่าย ใครจีบก็ได้ คบทีละคน แต่ก็เปลี่ยนหน้าบ่อย ได้ยินว่าพึ่งเลิกกับแฟนเอชอาร์บริษัทเดียวกัน ผมยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ก็อยากพิสูจน์ดูว่าจริงไหม

ไม่นานโอกาสมาเยือน เราขึ้นลิฟต์พร้อมกันในเช้าวันหนึ่ง เธอเดินเข้ามาลุคมาดมั่น ผมถามชั้นไหน เธอตอบพร้อมขอบคุณ ไม่รอช้าผมขอเบอร์พร้อมยื่นโทรศัพท์ให้ รุ่นพี่ก้มหน้านิดเหลือบตาแต้มมาสคาร่าคมกริบพิจารณา รับเอามือถือไปกดตัวเลขแล้วส่งกลับ ลิฟต์เปิดชั้นสิบหก ผมเดินออกมา ส่งยิ้มให้กันก่อนลิฟต์ปิด
เย็นวันนั้นเราไปดู วันพีชฟิล์มโกลด์ ที่เมเจอร์รามฯ หนังจบรุ่นพี่บอกผมว่า จะเป็นเจ้าสลัดให้จงได้ ผมยิ้ม ก่อนชวนกันไปเดินเล่นเรียบคลองแสนแสบ ตั้งใจจะเดินทะลุออกปากซอยหกสิบห้า รุ่นพี่เเวะซื้อเบียร์สองกระป๋อง ยื่นให้ผมหนึ่ง แล้วเปิดกระป๋อง หักห่วงเก็บใส่กระเป๋า กระป๋องเบ้อเร้อ อยากได้แค่ห่วง รุ่นพี่พูด ผมยักไหล่เห็นด้วย

แล้วนี่อยากจีบเองหรือเพื่อนยุมา รุ่นพี่ถามตอนที่ผมยกเบียร์ดื่ม หมัดฮุคทำผมสำลักเบียร์ออกจมูก แสบคอจนน้ำตารื้นไหล ผมดึงเเขนเสื้อมาเช็ดเบียร์ที่เปื้อนเต็มหน้า หาอะไรทำเพราะไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไร กลายเป็นรุ่นพี่ที่หาทางลงให้ ไม่เป็นไร เราแค่ถาม เพราะไม่ว่าจะมาจากจุดเริ่มต้นอย่างไร สุดท้ายก็จะเหมือน ๆ กัน รุ่นพี่บอก จะให้ผมตอบอะไรได้ แกล้งมองไปทางอื่น ยกเบียร์จิบเเล้วเดินต่อ เราแยกกันหน้าร้านลาบใต้สะพานมหาดไทย

สามวันหลังจากนั้นเรามีอะไรกันที่โรงแรมใกล้ออฟฟิศ ห้องสูงวิวดี ผมเข้าโอบกอดจากด้านหลังขณะรุ่นพี่มองออกไปสุดตา เริ่มเปลื้องผ้าทีละชิ้นจากด้านหลัง ผมดันเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ เพิ่มแรง จมูกรุ่นพี่ชิดกระจกหน้าต่าง เป็นรอยคราบมันกลม ๆ เล็ก ๆ เหมือนจันทร์เพ็ญคืนฟ้าเปิด สิ้นภาระกิจรุ่นพี่เปลือยกายนั่งบนเก้าอี้ ควันบุหรี่ลอยตรงขึ้นก่อนบิดเกลียวจางไป

เรารู้ว่าทุกคนพูดถึงเราอย่างไร รุ่นพี่เริ่มเล่าเรื่อง ผมนั่งบนเตียงรับฟัง ไม่แปลกที่คนมั่นใจจะถูกมองแบบนี้ คบกับใครอยู่ไม่ได้ก็เลิก ปลดระวางห่างไปมีใหม่เรียนรู้ ใช้อดีตสอนปัจจุบัน ทำวันใหม่ให้ดีกว่าเดิม อะไรทำนองนี้ ซึ่งเราก็เป็นแบบนี้ เราเลยอยากจะขอนายอย่างเดียว วันไหนจะไปก็บอกเราหน่อย ให้เราได้ฟังจากปากนายเอง ให้เกียรติเรา คนเข้มแข็งใช่ว่าจะต้องการการหลอกลวง คนมั่นใจไม่ได้เฉยเมยต่อการเฉยชา รุ่นพี่พูดจบ ขณะที่ผมไม่รู้จะพูดอะไร
แล้วก็เป็นอย่างที่รุ่นพี่บอก ไม่ว่าจะเริ่มอย่างไร จุดสุดท้ายก็เหมือนกัน สองเดือนหลังจากที่เราคบกัน ผมมีเธอเข้ามาข้างกาย การได้คบกับรุ่นพี่เหมือนมีเอาไว้อวดว่ากูเจ๋ง แต่นานเกินไปอาจกลายเป็นเสียงหัวเราะ ผมจึงคว้าเธอมาคบหาเพื่อบอกคนอื่นว่า ชีวิตมีตัวเลือกมากกว่าที่เห็น แต่พอจะต้องไปบอกรุ่นพี่ตามสัญญา ก็หน้าบาง ลำบากใจที่จะพูดอะไร ทำได้แค่โพสต์บางอย่างลงเฟซบุ๊กเป็นสัญญะกลาย ๆ ซึ่งได้ผล

ควันจากบุหรี่คลุมใบหน้ารุ่นพี่ตอนที่ถามผมว่าทำไมไม่บอกกันดี ๆ ไม่กี่วันจากนั้น รุ่นพี่ก็ขอเข้าเก็บของบางอย่างที่ห้อง เมื่อเก็บเสร็จรุ่นพี่ยิ้มให้แล้วจากไป

ส่วนผมคบกับเธอ ลาออกจากงาน
แล้วย้ายมาเช่าบ้านหลังนี้ด้วยกัน

เรากำลังจะไปเที่ยว ขับรถผ่านมาเลยเข้ามาเยี่ยม รุ่นพี่พูดขณะเล่นกับไอ้ฮานอยที่เหมือนจะถูกชะตา มันใช้ขาตะกุยมือร้องหงิงๆ คล้ายอยากให้อุ้ม รุ่นพี่โกหก คนไปเที่ยวไม่มีทางผ่านมาทางนี้ ผมคิดแต่ไม่พูด ยืนดูไอ้ฮานอยสั่นหางอ้อนต่อไป

ใช่ เราตั้งใจมาหานาย รุ่นพี่จำนนกับสายตาสงสัย เฉลยข้อสอบหมดเปลือก เรารู้ว่านายกับเธอเลิกกัน แม้มันจะไม่สะบั้นขาด แตกหักชัดเจน แต่ก็มั่นใจได้ว่าไม่รอด เหมือนวันที่นายจะไปจากเรา แม้ไม่ต้องพูดแต่ก็รู้ว่าหมดเวลา แต้มต่อห่างเกิน ทดเจ็บนานแค่ไหนก็ไล่ไม่ทัน เราเลยตัดใจจากไปดีกว่าจะรั้งเอาเศษส่วนที่ไม่อิ่มท้อง ผมรับฟังขณะที่ฮานอยเปลี่ยนเป้าหมายจากอยากให้รุ่นพี่อุ้มมากัดเท้าผมแทน

รุ่นพี่บอกว่าบ้านน่าอยู่ ขอขึ้นไปดูห้องนอน ก่อนเดินเข้าห้องน้ำ สำรวจนั่นนี่แล้วเดินออกมา

เราเป็นคนแบบนี้แหละ รุ่นพี่เริ่มพูดอีกครั้ง ผมยืนฟังหน้าห้องน้ำ ถ้าคิดว่าอะไรดีเราก็ทำ รุ่นพี่พูดต่อ คิดว่าเราอาจจะกลับมาคบกับนายได้ เราเลยมาหา ส่วนเรื่องเธอกับนาย เราอยากให้ลองมองในแบบเดียวกับวันที่เราจากนายมา เมื่อรู้ว่าคน ๆ หนึ่งหมดใจ จะอยู่ต่อง้องอนเล่นเเง่กันทำไม ตัดใจแล้วเริ่มใหม่ดีกว่า อยู่ที่นายจะให้โอกาสตัวเอง ให้โอกาสเราไหม

หลังรุ่นพี่พูดจบ ในห้องมีเพียงผ้าม่านที่โดนลมพัด กับไอ้ฮานอยที่ยังเคลื่อนไหวอยู่
รุ่นพี่กลับไปสักพัก เป็นเธอที่กลับมา ในห้องนอนสว่างจากไฟหรี่สีส้มเพลิง ของส่วนตัวของเธอวางกองอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า เราไม่ได้พูดอะไรกัน เธอค่อย ๆ จัดเรียงของเหล่านั้นลงกระเป๋า ไอ้ฮานอยนอนขดใต้เตียงไม่สนใจใคร

คำตอบที่ผมเลือกไว้ไม่ได้กลายเป็นคำพูด เป็นเพียงรอยกลมเล็กของจมูกรุ่นพี่ที่ติดอยู่ในกระจกห้องน้ำ

#กระจก
#ไอ้ฮานอยมึง
SHARE
Writer
imonkey7
Unfinished Writer
มีเรื่องมากมายจะเขียนแต่ก็เขียนไม่เสร็จ Blog : https://imonkey.blog/ และ https://bookster.blog/

Comments