A post-capitalism proposal
มนุษย์กำลังเดินทางไปสู่อุดมคติ แต่เราจะไม่มีวันไปถึงจุดนั้น- "แกเชื่อในยูโทเปียไหม" เธอตั้งคำถามกับผมในวันครบรอบที่เรารู้จักกันสิบสามปี
- ผมนิ่งคิดพักหนึ่งถึงความหมายของคำๆ นั้น เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ก้มหน้าลงมองพื้นดิน ผมต้องคิดให้ละเอียดกว่าเดิม ผมอายุยี่สิบเก้าปีแล้ว ไม่ได้อยู่ในวัยที่จะแสดงความเห็นอย่างโอ้อวด โดยไม่รู้แก่นแท้ของมันจริงๆ อีกต่อไป "แกหมายถึงยูโทเปียในความหมายไหน"
- "สังคมในอุดมคติไง"
- "ไม่ได้หมายถึงหนังสือของโทมัส มอร์ใช่ไหม"
- "โทมัส มอร์อะไรของแก"
- "โทมัสเคยเขียนหนังสือชื่อยูโทเปียเมื่อหลายร้อยปีก่อน เขาเสนอโครงสร้างสังคมขึ้นมาแบบหนึ่ง หลายคนยอมรับและยกยอให้มันเป็นสังคมในอุดมคติ ตั้งแต่นั้นคำว่ายูโทเปียเลยแปลว่าสังคมในอุดมคติไปโดยปริยาย" หลายครั้งที่ผมเกลียดการโพล่งความรู้ออกมาของตัวเอง มันจำเป็นสำหรับการสานต่อบทสนทนาผมทราบดี แต่ในอดีตผมเคยหลงใหลไปกับความรู้ของตัวเอง จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ผมจึงตระหนักได้ว่ามันเป็นอัตตารูปแบบหนึ่ง เป็นรูปแบบที่ปล่อยวางได้ยากกว่าวัตถุภายนอกเสียด้วยซ้ำ
- "งั้นหมายความว่าโทมัส มอร์ค้นพบสังคมในอุดมคตินานแล้วเหรอ" แววตาและน้ำเสียงของเธอจริงจังขึ้นมาอย่างสังเกตได้
- "ไม่หรอก อุดมคติคือมายาคติของมายาคติ อุดมคติไม่มีจริงมันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นดินแดนที่เราฝันถึง เป็นจินตนาการที่เราหลับตาลงและมองเห็น แต่มันไม่ใช่ความจริง" ผมเกลียดตัวเองอีกครั้งที่พูดอะไรแบบนั้นออกไป
- "แกพูดอะไรแบบนี้กับทุกคนรึเปล่า ไม่แปลกใจเลยที่แกไม่มีเพื่อนสักคน"
- ผมส่ายหน้า คำพูดของเธอไม่เคยทำร้ายผม ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรออกมาผมก็รู้สึกอบอุ่นเสมอเมื่อเราได้คุยกัน เมื่อคุณหลงใหลคนๆ หนึ่งมากๆ และแทบไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกัน การเจอกันทุกรูปแบบไม่ว่าจะในสถานการณ์เลวร้ายขนาดไหน ย่อมทำให้คุณมีความสุขได้เสมอ
- "อธิบายสิ"
- "ในยูโทเปียที่โทมัส มอร์เสนอจำเป็นต้องมีมนุษย์ที่ทำหน้าที่เป็นทาสรับใช้อยู่ในนั้น มันถึงจะเกิดขึ้นได้"
- "เห้ย"
- ผมส่ายหน้า "ยังมีอะไรแปลกๆ อีกเยอะถ้าแกลองไปอ่านดู"
- "แล้วทำไมคนถึงยกให้มันเป็นสังคมในอุดิมคติ"
- "ถึงบอกไงว่าอุดมคติไม่มีจริง เวลาแกพูดถึงอุดมคติแกต้องมีกรอบอ้างอิง อุดมคติเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์" ณ วินาทีนั้นผมตระหนักได้ว่าบทสนทนานี้จะกลายเป็นการบรรยายและคำพร่ำบ่นของผมแล้ว
- "สิ่งสัมพัทธ์คือต้องมีตัวเปรียบเทียบ สิ่งสมบูรณ์คือดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง"
- ผมยิ้มและพยักหน้า "ถ้าแกเกิดในโลกตะวันตกยุคนั้น เติบโตขึ้นมาในครอบครัวคนขาว สังคมชนชั้นสูง แกไม่เคยเดินทางออกจากเมืองที่แกเกิด ชีวิตอยู่ในโครงสร้างที่มีคนดำเป็นผู้รับใช้อยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ลืมตาเกิดจนหลับตาตาย มันแทบเป็นไปไม่ได้หรอกที่แกจะตรัสรู้เรื่องความยุติธรรม และทิ้งผลประโยชน์ของตัวเองกลายเป็นนักปฏิวัติเพื่อความเท่าเทียม... ดูอย่างโทมัส มอร์ที่ได้เดินทางไปเผชิญโลก เขายังหลุดจากกรอบในยุคนั้นไม่ได้เลย... ความจริงไม่ใช่แค่เขาหรอก เราทุกคนล้วนอยู่ในกรอบเสมอ อยู่ที่ว่าจะรู้ตัวรึเปล่า"
- "งั้นกรอบของเราในยุคสมัยนี้คืออะไร"
- "เสรีนิยม ความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ ประชาธิปไตย ทุนนิยม บลาๆๆ"
- "ถ้าแกบอกว่าสิ่งพวกนี้เป็นกรอบ มันเป็นกรอบที่เราควรหลุดออกไปเหรอ"
- ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง มันเป็นท้องฟ้าสีส้มครามที่สอดคล้องกับความรู้สึกของผมในเวลานั้น ผมมีความสุขที่เราได้คุยกัน แต่ในขณะเดียวกันผมก็เศร้าที่การพบกันของเราจะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เธอถามคำถามที่ผมไม่เคยขบคิดมาก่อน ผมพูดอะไรที่ฟังดูลึกซึ้งได้เสมอเมื่อคุยกับคนที่เปิดใจต่อกัน แต่ความจริงก็คือสิ่งที่ผมพูดคือความคิดที่ล้วนแล้วแต่ตกตะกอนในหัวมาก่อนหน้า... เนื้อแท้ผมเป็นคนที่เรียนรู้ช้าและใช้เวลาในการก้าวข้ามความผิดพลาดนานกว่าคนอื่น ผมหลับตาลง นิ่งคิดเงียบๆ คิดว่าเราควรหลุดออกไปจากกรอบไหม เธอก็นิ่งเงียบรอคอยคำตอบอย่างปราศจากแรงกดดัน นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบเธอ ในโลกที่ต้องการคำตอบสำหรับทุกอย่างให้เร็วที่สุด เธอสามารถนิ่งเฉยอย่างสงบและรอคอยผมได้ "เราจำเป็นต้องอยู่ในกรอบบางอย่าง และในขณะเดียวกันก็ต้องหลุดไปจากกรอบอีกอย่าง"
- "แกหัดพูดอะไรให้มันชัดเจนบ้างสิ เลิกพูดอะไรที่มันนามธรรมมากๆ ได้ป่ะ"
- ผมมองตาเธอและยิ้มให้กับคำถากถางนั้น "เวลาที่แกต้องการจะมองภาพกว้างของทุกอย่าง มันเป็นไปได้เหรอที่แกจะอธิบายทุกรายละเอียดให้ชัดเจน"
- "เอาเถอะ แล้วกรอบไหนที่เราควรออกไป กรอบไหนที่เราควรคงไว้ บอกมาสิ"
- "แกต้องตอบตัวเอง มันอยู่ที่ว่าแกจะเลือกเชื่ออะไร ไม่มีถูกไม่มีผิดหรอก ไม่มีใครตอบแทนแกได้ด้วย แกต้องคิดเอาเอง"
- เธอชักสีหน้าใส่ผม "แกรู้ป่ะ แกทำตัวเหมือนผู้ชายที่ชอบใช้คำพูดฉลาดๆ ท่ามกลางหมู่คน ใช้คำสวยหรูให้ใครต่อใครประทับใจ แต่ความจริงก็คือแกมันกลวงเปล่า ไม่มีใครเข้าใจแกหรอก แล้วแกก็ไม่ได้เข้าใจตัวเองด้วย คนพวกนั้นชื่นชมแกก็เพราะพวกเขาไม่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าความคิดกับคำพูดของคน มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง"
- ผมถอนหายใจ เงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง วานิลลาสกาย ผมไม่เห็นท้องฟ้าเฉดนี้นานแล้ว ผมจมลงไปในภาพข้างบนนั้น... ผมยอมรับว่าบ่อยครั้งที่ความคิดกับคำพูดของผมขัดแย้งกัน แต่นั่นเป็นวิถีทางที่ทุกคนต้องทำเพื่อจะอยู่รอดในโลกนี้ ผมอยากบอกเธอว่างานวิจัยชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ล้วนแล้วแต่โกหกอย่างน้อยสามครั้งต่อวัน ทว่านั่นคงฟังดูเป็นคำแก้ตัว... ผมไม่อยากปิดบังอะไร ผมยอมให้เธอเกลียดในสิ่งที่ผมเป็น ดีกว่าปั้นแต่งตัวเองสร้างความประทับใจให้เธอ "เราอาจทำแบบนั้นกับคนทั้งโลก แต่เราไม่เคยทำแบบนั้นกับแก... เราพยายามค้นหาคำพูดที่ตรงที่สุดเพื่อจะบรรยายความรู้สึกของตัวเองกับแกแล้ว ไม่ว่าแกจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม และเราก็เลิกใส่ใจสิ่งที่คนอื่นคิดแล้วด้วย เรายังอยู่ตรงนี้ก็เพราะแกคนเดียว"
- เธอเงียบ เป็นความเงียบที่หนักหน่วงเป็นพิเศษ
- ผมเงียบตาม เป็นความเงียบที่อึดอัด และปวดร้าวกว่าคำก่นด่า
- "ตกลงยูโทเปียไม่มีจริงใช่ไหม"
- "ใช่เพราะมันเป็นแค่สิ่งสัมพัทธ์" ผมก้มหน้าลงมองพื้นดิน ควานหาคำพูดที่ลอยฟุ้งอยู่ทั้งหมดประกอบกันเป็นประโยคที่จะทำให้เธอเข้าใจความคิดและความรู้สึกของผม ผมถอดรองเท้าและถุงเท้าออก นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ใช้เท้าเปล่าเหยียบพื้นดิน ผมเกิดและโตขึ้นมาในเมืองมหานครศูนย์กลางของประเทศที่เต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์จากพื้นจรดฟ้า ผมจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายคือเมื่อไร หรือทั้งชีวิตนี้ผมอาจไม่เคยสัมผัสดินด้วยเท้าเปล่าเลย สัมผัสนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นกับผม มันทำให้ผมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น "สองร้อยปีก่อนในยุคล่าอาณานิคม ชาวสเปนเดินทางไปค้นพบเกาะแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของแปซิฟิก ที่นั่นมีชนพื้นเมืองอยู่ราว 2,000 คน คนเหล่านั้นใช้ชีวิตอย่างเร่ร่อนบนพื้นที่ 300 ตารางกิโลเมตร พวกเขานอนกลางดินกินกลางทรายอย่างไม่หวั่นไหวต่อสภาพอากาศ ไม่มีสมบัติส่วนตัวอะไรนอกจากเครื่องนุ่งห่มผืนเล็กๆ และอาวุธล่าสัตว์ พวกเขาหากินวันต่อวันและนั่งลงคุยกันรอบกองไฟตอนค่ำด้วยภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ... ชาวสเปนต้องการปักธงของตัวเองลงบนเกาะแห่งนั้น พวกเขานำวัฒนธรรมของตัวเองเข้าไปเผยแพร่และใช้กำลังน้อยที่สุด ลงทุนสร้างที่พักอาศัยให้คน 2,000 คน ตีกรอบล้อมรั้วสอนให้คนเร่ร่อนรู้จักเกษตรกรรม นำเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มไปแจกจ่าย ชาวสเปนคิดว่าพวกเขานำอารยธรรมที่มีคุณค่าไปให้กับคนที่ขาดอารยธรรม แต่ความจริงไม่ใช่ มันมีบางอย่างที่พวกเขาไม่เข้าใจ... ระยะเวลาผ่านไปปีเศษ คนบนเกาะแห่งนั้นก็เหลือแต่ชาวสเปนที่ย้ายไปตั้งรกรากที่นั่น"
- "พวกเขา..."
- ผมมองตาเธอและสิ้นสุดเรื่องเล่า "พวกเขาจบชีวิตตัวเอง"

- เพื่อนของผมคนหนึ่งเคยบอกว่าเราทุกคนล้วนสร้างความหมายในชีวิตขึ้นเพื่อหลอกตัวเอง เราทนไม่ได้ที่จะมีชีวิตอย่างว่างเปล่า และตระหนักว่าการกระทำของเราไม่ได้มีความหมายอะไรกับจักรวาลนี้เลย เราอาจใช้ชีวิตเพียรพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างผลกระทบในวงกว้างได้ ผมหมายถึงในระดับของโลกใบนี้ แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรายึดถือว่าดีว่าถูกต้องนั้นเป็นความจริง ความดีความถูกต้องเป็นวิธีคิดที่มีอยู่ในมนุษย์เท่านั้น สัตว์ชนิดอื่นไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ มันเป็นกลไกที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ควบคุมสังคมวงกว้าง นิยามของมันเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา และความดีสำหรับคนหนึ่งก็เป็นความเลวร้ายสำหรับอีกคนได้เสมอ
- "เราอยากฟังเรื่องเล่าอีก แต่ไม่เอาเรื่องแบบนั้นแล้ว" ผมชอบเวลาที่เธอขอร้องให้ผมทำอะไรสักอย่างให้ ผมมีความสุขที่พอจะทำอะไรให้เธอได้บ้าง
- "เราขอพูดสิ่งที่เราคาดเดาเล่นๆ ได้ไหม"
- เธอพยักหน้า
- "ในอีกห้าร้อยปีข้างหน้า ถ้าเราผลาญทรัพยากรทุกอย่างในโลกจนกลายเป็นเงินหมดแล้ว และไม่สามารถหาพลังงานทดแทนได้ ไม่สามารถคงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการมีชีวิตไว้ได้ แกว่าคนในยุคนั้นจะมองคนในยุคเรายังไง"
- เธอไม่ตอบผม แต่แสดงสีหน้าเหมือนกับเกรต้า ธันเบิร์ก
- ผมยิ้ม
- "คงมองคนยุคเราคล้ายๆ กับที่เรามองคนยุคกลาง ยุคที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและดาวทุกดวงบนฟ้าหมุนรอบโลก"
- "แกมองว่าพวกเขาโง่เขลาเหรอ"
- เธอเงยหน้ามองบนฟ้า ผมก้มหน้าลงมองเท้าเปล่าของตัวเองที่สัมผัสพื้นดินอยู่ "ไม่หรอกพวกเขาแค่ออกจากกรอบไม่ได้ ถ้าเราเกิดในช่วงเวลานั้นเราก็ออกมาไม่ได้ แกก็ไม่ได้เหมือนกัน"
- "แกว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าป่ะ ที่เราใช้เวลาทั้งชีวิตเชื่อในสิ่งที่ผิด และตายไปโดยไม่รู้เลยว่าความจริงคืออะไร"
- เธอไม่ตอบคำถามนั้น ผมไม่ซักไซ้ต่อ
- "นั่นแหละ เราว่าคนในรุ่นห้าร้อยปีข้างหน้า ก็มองเห็นพวกเราตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบแคบๆ เหมือนกัน เราเอาแนวคิดมนุษยนิยมมาให้คุณค่ากับเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ยกฐานะขึ้นมาเอาเปรียบสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นทั้งโลก เฝ้าหวังว่าความสุขจะเกิดขึ้นตลอดเวลาเสพทุกอย่างที่มันทำให้เรารู้สึกดี และเราก็แข่งขันกันผลาญต้นทุนจากธรรมชาติโดยไม่ใส่ใจคนรุ่นหลัง"
- เธอเงียบ ผมไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไงกับคำพร่ำบ่นของผม
- "โลกของเราตอนนี้คือดิสโทเปียสำหรับคนในอนาคต" ผมเพิ่มสังเกตเห็นว่าน้ำเสียงของตัวเองเต็มไปด้วยอารมณ์หลังพูดจบ
- เธอรอให้ชั่วขณะหนึ่งผ่านไปก่อนจะตอบ "แกรู้มั้ยว่าการวิพากษ์วิจารณ์ที่ดี ควรมาพร้อมกับวิธีการแก้ไข"
- คำพูดของเธอฉุดรั้งไม่ให้ความคิดของผมเตลิดไปไกล ผมรอให้ทุกอย่างเย็นลง พยายามปล่อยวางความคิดที่ยึดมาเป็นอัตตา ผมรู้สึกได้ถึงมันชัดเจนมาก ชัดเจนยิ่งกว่าร่างกายภายนอกทุกส่วนของผมเสียอีก
- "แกมีทางออกไหม"
- ผมส่ายหน้า "เราไม่รู้ว่ามันจะออกไปทางไหน แต่ไม่ว่าช้าหรือเร็ว มันต้องมีอะไรบางอย่างมาแทนที่เสรีนิยมกับทุนนิยมที่ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป"
- "แต่พอเราออกไปได้เราก็จะอยู่ในกรอบอีกอย่าง และกรอบนั้นก็จะเป็นสิ่งสัมพัทธ์เหมือนกัน"
- ผมพยักหน้า
- "สุดท้ายมันก็มาจบที่ว่าทุกอย่างเป็นสิ่งสัมพัทธ์ เป็นความคิดเห็น เป็นสิ่งที่ขึ้นกับมุมมอง"
- ผมพยักหน้าอีกครั้ง
- "เราบอกแล้วไง ว่าแกดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งต่างๆ แต่แกก็ไม่ได้มีคำตอบหรือทางออกให้กับอะไรเลย ไม่ต้องพูดถึงกับคนอื่นหรอก แค่ตัวแกเองก็พอ แกมีคำตอบให้ตัวเองรึเปล่า"
- ผมหลับตาลงและคิดถึงคำตอบที่เป็นไปได้ ผมอยากบอกเธอว่าผมทนมีชีวิตอยู่เพื่อวางเฉยกับความทุกข์ของการมีชีวิต แต่นั่นฟังดูโอ้อวดเกินไปและผมก็แทบจะทำไม่ได้ ผมอยากตอบเธอว่าผมต้องการใช้ชีวิตอยู่บ้านเฉยๆ นอนดูซีรี่และภาพยนตร์ อ่านวรรณกรรม เลี้ยงหมาสักสองตัว ปลาทองสักหนึ่งโหล และก็ตายไปอย่างเงียบๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่คำตอบที่นำไปสู่อะไร ผมจินตนาการถึงคำพูดของเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ในหนังเรื่อง Birdman เขาบอกว่า Love is absolute เขาบอกว่าความรักเป็นสิ่งสมบูรณ์ แต่ผมก็ไม่กล้าใช้คำว่ารักกับเธอหรือใครก็ตาม ผมคิดถึงสิ่งที่วิทยาศาสตร์สอนเรา ชีวิตจะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อชีวิตนั้นยอมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น เราต้องขวนขวายและตามทุกอย่างรอบตัวให้ทัน วิ่งไปตามสิ่งสัมพัทธ์ที่ไม่เคยคงที่นั่นแหละ ทว่าการทำแบบนั้นก็เหนื่อยล้าเกินไปสำหรับคนเจ้าสำราญอย่างผม
- เธอมองหน้าผม เธออาจกำลังผิดหวังในตัวผม ผมค้นหาทุกอย่างมาทั้งหมดก็เพื่อที่จะรู้ว่าตัวเองไม่ได้รู้อะไรเลย เธออาจกำลังคิดอย่างนั้น
Principles and logic didn't give birth to reality. Reality came first, and the principles and logic followed.- นั่นเป็นประโยคที่มูรากามิเขียนไว้ในนวนิยายเรื่อง 1Q84 หลักการและเหตุผลไม่ได้ให้กำเนิดความเป็นจริง ความเป็นจริงเกิดขึ้นก่อน หลักการและเหตุผลถูกประดิษฐ์ขึ้นภายหลัง "แกรู้ไหมว่ามีกรอบอย่างหนึ่งที่เราไม่สามารถโยนมันทิ้งได้ ไม่สามารถออกจากมันได้ มันจะอยู่คู่กับคนไปทุกยุคทุกสมัย"
- เธอนิ่งคิดราวหนึ่งนาทีก่อนจะส่ายหน้า
- "กรอบนั้นคือภาษา มนุษย์ส่งต่อทุกอย่างจากรุ่นสู่รุ่นด้วยภาษา ความรู้ วิธีคิด วิธีใช้ชีวิต วิธีมองโลก ทุกอย่างอยู่ภายใต้โครงสร้างภาษาทั้งหมด แกไม่สามารถคิดได้โดยปราศจากภาษา ยกเว้นแต่แกจะเกิดขึ้นมาเพียงลำพังบนเกาะร้างโดยปราศจากสัมพันธ์กับคนอื่น ภาษานำไปสู่การเกิดหลักการและเหตุผล ครอบคลุมมุมมองทุกอย่างในชีวิตของเรา ไม่ว่าแกจะเจออะไร แกจะพยายามทำความเข้าใจและอธิบายมันออกมาเป็นภาษาเพื่อบอกกับตัวเองเสมอ"
- "เหมือนที่เรากำลังคุยกันอยู่ในตอนนี้"
- "ใช่"
- "แกกำลังจะบอกว่ามันก็มีด้านร้ายเหรอ"
- ผมส่ายหน้า "ไม่หรอก แต่เราพูดได้ว่าในแง่หนึ่งมันเป็นกรงขังจิตสำนึกของคน เราพยายามจะทำความเข้าใจทุกอย่างให้ได้ แต่มันมีบางอย่างที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ และไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ"
- แววตาเธอที่มองผมคล้ายจะกล่าวซ้ำว่า 'แกหัดพูดอะไรให้มันชัดเจนบ้างสิ เลิกพูดอะไรที่มันเป็นนามธรรมเสียที' แต่ท้ายสุดแล้วเธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
- ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีเดียวกับความรู้สึกของตัวเอง ตระหนักถึงผืนดินที่แผ่กว้างอยู่ใต้ฝ่าเท้า ผมเอื้อมมือไปกุมมือของผู้หญิงที่ผมผูกพันที่สุดในชีวิต ผมอยากอธิบายความรู้สึก ณ ขณะนั้นออกมาเป็นคำพูด อยากอธิบายทุกอย่างให้เธอเข้าใจ แต่ผมไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำมันได้ ผมหันไปสบตากับเธอ ผมหวังว่าเธอจะเข้าใจสิ่งที่ผมกำลังสัมผัสอยู่ภายใน... ผมหวังว่าเธอจะเข้าใจ
SHARE
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments