เรียนๆเล่นๆ student life balance (part2)



โรคซึมเศร้ากับชีวิตนักศึกษา : ทำไมเราถึงเจอข่าวนักศึกษาโดดตึกเรียนฆ่าตัวตายอยู่เป็นประจำเลยละค่ะ

                 ต้องยอมรับว่าบางสื่อมันไว แต่สุดท้ายทุกคนมีภาวะเครียด แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะจัดการมันอย่างไร   ผมกล้าบอกนะว่ามันเพิ่มขึ้น เห็นได้ง่ายขึ้น ผมว่าส่วนตัวเกิดเพราะคนรุ่นใหม่ไม่คอยมีโอกาสที่จะเผชิญปัญหามากเท่ากับคนรุ่นเก่า เนื่องจากพ่อแม่ปกป้องเร็วเกินไป เช่น พอเด็กทะเลาะกันในโรงเรียน ลูกโทรบอกแม่แล้ว แม่ดิ่งมาโรงเรียนแล้วรีบเอาตัวเด็กออกมา คือพ่อแม่มีการเข้าไปช่วยก่อนที่เด็กจะรู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ดังนั้นพอถึงเวลาที่เด็กเจอปัญหาจริงๆ แล้วพ่อแม่ไม่อยู่แก้ให้ เด็กก็จะรู้สึกว่าไม่มีเครื่องมือในการเผชิญปัญหาละ หรือพ่อแม่เองก็ทำร้ายลูกในแง่ที่ว่าเด็กๆปกป้อง แต่พอเป็นวัยรุ่น กลับบอกว่า โตแล้ว ดูแลตัวเองได้แล้ว พ่อแม่เหมือนตัดขาดไปเลย ครูเลยมองว่า ภูมิต้านทางของเด็กๆรุ่นใหม่ๆ น้อยลงกว่าแต่ก่อน ก็คือความสามารถในการเผชิญปัญหา เวลาที่เขาต้องเจอปัญหามันไม่มีต้นทุนมากพอ


ถ้าเราอยากจะสังเกตและช่วยเหลือเพื่อนที่มีอาการซึมเศร้าล่ะคะ

                สัญญาณที่สังเกตได้เลยคือ เขาก็เริ่มที่จะตัดเพ้อ รู้สึกตัวเองไม่มีความสามารถ รู้สึกตัวเองไม่อยากทำอะไร หมดแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต ถึงเราอาจจะคิดว่าเขาเรียกร้องความสนใจรึเปล่า แต่ยังไงก็ต้องเข้าไปคุยก่อน

               สิ่งต่อไปที่เราช่วยได้คือ พยายามฟังในสิ่งที่เขาอึดอัด ฟังโดยที่ไม่ตัดสิน สิ่งที่จะช่วยได้คือ การฟังอย่าง deep listening คือการฟังอย่างตั้งใจ ฟังในสิ่งที่เขาพูด ไม่ใช่ฟังในสิ่งที่เราคิด ประเด็นต่อมาก็คือพยายามเป็นหน่วยsupport หมายความว่า เราอยู่ในตำแหน่งที่เขามองเห็นได้ว่า ฉันยังอยู่ พยายามชวนให้เขาออกมาทำกิจกรรมได้ เพียงแต่ว่าไม่ต้องไปยัดเยียด สุดท้ายคือดึงมาให้เขารู้ว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนะ เธอมีฉันแน่ๆ ไม่ต้องไปพยายามอธิบาย ให้พยายามพิสูจน์อะไรที่มันเป็นรูปธรรม

              แต่ว่าเราอย่าไปจมกับความคิดในแง่ว่า ฉันต้องช่วยเธอให้ได้ อันนี้ต้องระวัง เราก็ต้องเข้าใจว่า การที่คนหนึ่งจะซึมเศร้า เขาไม่ได้เพิ่งซึมเศร้าวันนี้ มันต้องมาจากการสะสมสิ่งที่ทำให้เขาเครียดมาตั้งนานแล้ว แต่เราเพิ่งมาเจอเขาไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน ปัญหานี้มันสะสมมาหลายปีแล้ว ฉะนั้นการที่เพื่อนคนหนึ่งจะดีขึ้นหรือแย่ลงมันไม่ใช่เราที่เป็นปัจจัยสำคัญ มันมีเรื่องราวมากกว่านั้น อันนี้ก็จะฝากไว้เหมือนกัน เวลาที่เราช่วยเหลือคนอื่น อย่าไปแบกว่าฉันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้คนนั้นดีขึ้นได้


การเริ่มต้น และเป้าหมายในชีวิต

เป้าหมายสำคัญไหม และเราจะหามันเจอได้ยังไงคะ

             ครูมองว่ามันเป็นไปได้ยาก และในส่วนตัวเลยนะ ครูไม่เห็นด้วยกับการที่มองว่าเราเรียนจบไปจะไปเป็นอะไรด้วยซ้ำไป มันทำให้เราเสียโอกาสในการที่เราจะเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมระหว่างทางที่เราใช้ชีวิต ครูก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเครียดว่าสิ่งที่ฉันเรียนมันจะเหมาะกับฉันมั้ย ผมว่าการหาเป้าหมายดีๆคือ การหาบทเรียน หรือหาสิ่งที่เราเรียนรู้ได้ในระหว่างทางที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ ฉะนั้น ผมสนับสนุนให้เราเรียนรู้จากระหว่างทางให้ได้มากที่สุด อันนี้น่าทำ ลองทำดู เพื่อนคนนี้น่าคุย ลองคุยดู ผมว่าวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะเป็นตัวบอกเองว่าเราจะไปทางไหน และถึงวันนั้นเราจะมีต้นทุนที่มากพอสำหรับการที่จะตัดสินใจว่าเราจะทำเป้าหมายนั้นหรือไม่ เมื่อถึงวันที่เราต้องเลือกเป้าหมายนะ เพราะปี 4 มันถึงวันที่เราต้องเลือกเป้าหมายบางอย่างละ เช่น จะทำงาน งานอะไร หรือเรียน เรียนอะไร

              ครูก็เป็นคนหนึ่งนะ ที่เรียนก็อยากเรียน ทำงานก็อยากทำงาน ทำยังไงดี ทำทั้งสองอย่างเลย หมายความว่า ครูเลือกทำเท่าที่โอกาสครูมีอยู่ แต่ครูก็เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เป็นตัวบอก ตัวช่วยที่ช่วยเลือกให้เรา ว่าเราควรจะไปทางไหน คืออย่าลืมว่าเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งเล็กๆของจักรวาลใบนี้ และมันมีอีกเยอะมากที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แล้วสิ่งนั้นมันจะมีอิทธิพลต่อตัวเราในวันใดวันหนึ่งหรือ ณ เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องตัดสินใจ แต่สุดท้ายเราก็ต้องพยายาม control สิ่งที่เรามีอยู่ในมือให้ได้มากที่สุด


เรื่องโอกาสและโชคก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราด้วยรึเปล่าคะ

               ครูเป็นคนหนึ่งที่แต่ก่อนเชื่อเรื่องของโชคนะ ดวงดี ดวงไม่ดี โชคร้าย โชคดี แต่หลังๆ ครูก็เชื่อว่า คำว่า “โชค” สุดท้ายแล้ว มันเป็นเรื่องของการกระทำเราทั้งนั้นเลย เพียงแต่การกระทำนั้นมันต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วย มันจะเหมือนกับคำว่า “โอกาส” ซึ่งเป็นคำที่สอดคล้องกับคำว่า โชค ที่ครูคิดไว้ ก็คือ คนที่ได้โอกาสก็คือ คนที่เรียนรู้จากระหว่างทางมาแล้ว มีต้นทุนมาส่วนหนึ่ง เขาสามารถคว้าโอกาสนั้นได้เพราะว่าต้นทุนที่เขามีอยู่เพียงพอในการคว้าโอกาสนั้น

                และคำว่า โชคดี มันเกิดตรงที่ว่า เขาลืมไปแล้วว่าเขาเคยทำอะไรมาบ้าง จนวันหนึ่งที่เขาได้รับโชคนั้น เขาก็เลยคิดว่ามันเป็นโชค แต่จริงๆเขาทำมาแล้วระหว่างทางทั้งนั้น แต่มันอาจจะไกลมากจนเขาเชื่อมโยงไม่ได้ว่า ทำไมเขาถึงได้สิ่งนี้ โชคร้ายก็เหมือนกัน คือเขาไม่ทันคิดหรอกกว่าเขาทำเรื่องไม่ดีมามากแค่ไหนบ้าง มันเกิดอะไรมาระหว่างทางนั้น แต่พอวันหนึ่งเกิด เฮ้ย! ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย แต่จริงๆแล้วมันเป็นผลมาจากอะไรบางอย่าง มาจากสิ่งที่เรามองไม่เห็นหรือมันสาวไปไม่ถึงนั่นเอง

              ครูก็ไม่ได้ต่อต้านคนที่วางเป้าหมายนะ คนที่ไม่วางเป้าหมายเลย ถามว่าจบไปจะทำอะไร ข้อเสียคือ ใช่ชีวิตแบบร่อนเร่ มันจะร่อนเร่ ถ้าคุณไม่ได้เอาสิ่งที่เรียนรู้ในแต่ละวันมาคิด

              ผมมีคติอย่างหนึ่งที่ใช้คือ อยู่ไปวันๆ แต่อยู่ไปวันๆของครูคือ วันนี้ฉันอยู่อย่างไร ฉันทำอะไรบ้าง และฉันได้เรียนรู้อะไรจากวันๆนี้ ตอนนอนครูอาจจะตายแล้วไม่ฟื้นในวันข้างหน้า แต่ครูพอใจที่ได้ใช้วันนี้ ได้เรียนรู้มันไปแล้ว


อีกปัญหาค่ะ สำหรับคำถามที่ว่า ‘จะซิ่วดีไหม’ ที่ ถ้าเกิดโผ่ลขึ้นมาในหัวแล้ว จะตัดสินใจยังไงดี

             ถ้าเราเป็นคนที่เรียนรู้ระหว่างทาง เราไม่จำเป็นต้องซิ่วเลย แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว ซิ่วเลย ถ้าคุณมั่นใจว่า ฉันอยากเป็นทันตแพทย์คุณจะเสียเวลาเรียนจิตวิทยาทำไม แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่ได้มีเป้าหมายชัดจน และคุณรู้สึกว่าคุณมีความสุขกับการเรียนรู้ระหว่างทาง มันก็ไม่จำเป็นต้องซิ่วหรอก เสียเวลา


เขาว่ากันว่า วัยวุ่นเป็นวัยที่จะมีโอกาสได้ลองผิดลองถูก แล้วเราควรจะเริ่มลองจากอะไรดีคะ

             ลองอะไรก็ได้ที่ไม่ขัดกับความเป็นตัวเรามากนัก แต่ถ้ามีโอกาส แล้วก็ไม่ขัดกับตัวเองมากก็ลองซะ ลองเล่นกีตาร์ ว่ายน้ำ ร้องเพลง อะไรก็ลองไป สุดท้ายคุณลองอะไร คุณแค่ต้องนึกให้ได้ ว่าเกิดกระบวนอะไรบ้างระหว่างนั้น และได้เรียนรู้อะไรบ้าง ซึ่งมันก็ย้อนกลับไปเรื่องในตอนแรกที่เราคุยกัน


สุดท้ายนี้ค่ะ ชอบในสิ่งที่เรียนอยู่ โอเคกับทุกอย่าง เนื้อหาที่เรียน เพื่อน สิ่งแวดล้อม แต่บางครั้งก็อดที่จะเหนื่อยหรือท้อไม่ได้ จะจัดการยังไงดีคะ

             การจะทำบางอย่าง พื้นฐานมันก็ต้องมีแรง ทั้งแรงกายและแรงใจ มาดูที่แรงกายก่อน แรงกายทำง่ายกว่า กินข้าวให้อิ่ม นอนให้พอ ร่างกายแข็งแรง นั้นคือแรงกายเราคุมได้ ไปจัดการตรงนั้นก่อน แต่แรงใจนี่จะยากกว่า แรงใจก็คือ เรามีแรงที่จะทำสิ่งๆหนึ่ง

             ทฤษฎีหนึ่งก็คือ ทฤษฎี flow Flow คือสภาวะที่มันลื่นไหล หัวใจสำคัญของ flow ก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีศักยภาพเพียงพอต่องานที่เราจะทำ ก็คืองานนั้นไม่ยากหรือไม่ง่ายเกินไป มันก็ทำให้เรา flow ได้มากขึ้น วิธีการอย่างหนึ่งที่ช่วยก็คือ การสร้างเป้าหมายระยะสั้น flow จะไม่เน้นเป้าหมายระยะยาวนะ การสร้างเป้าหมายระยะสั้นก็คือ วันนี้เอาแค่อ่าน 2 หน้า และฉันไปทำในสิงที่ชอบละ ไปดูซีรีส์ ไปฟังเพลง ฉะนั้นพยายามสร้างเป้าหมายระยะสั้น แต่ให้เป็นเป้าหมายที่สุดท้ายแล้วจะนำพาให้สำเร็จในระยะยาวด้วยนะ แล้วก็พยายามเปลี่ยนเป้าหมายให้หลากหลายและน่าสนใจขึ้น


              การสนทนาถามตอบปัญหาชีวิตจบลง ท่ามกลางท้องฟ้ายามเย็นที่เริ่มค่ำมืดแล้ว ได้เวลาแยกย้ายของอาจารย์และศิษย์


              การสัมภาษณ์ในวันนั้นจบลงด้วยความรู้สึกประทับใจ ระหว่างทางกลับหอพัก นิสิตที่ร่วมฟังการสนทนาต่างก็พูดคุยกันว่าพวกเขาได้รับอะไรไปมากจริงๆจากการได้นั่งฟังการสนทนานี้ และการได้นำเอาบทสนทนานั้นมาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือนี้ก็หวังใจอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านจะได้รับมุมมองดีๆที่น่าสนใจ อย่างที่เราได้รับไปเช่นเดียวกัน














SHARE
Writer
Praewnature
Writer
แพรวเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ เรารู้สึกว่าที่เราเติบโตมาเป็นเราได้ทุกวันนี้การอ่านมีส่วนถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็คือครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ที่เราได้พบเจอ จุดเริ่มต้นในการเขียนของเราก็คงจะเหมือนกับหลายๆคนที่ทำงานเขียนคือ พอเราเป็นผู้อ่านมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เราก็อยากที่จะลองเขียนดูบ้าง การได้เล่าเรื่องที่เราอยากจะเล่าให้คนอื่นๆได้รับรู้ผ่านตัวหนังสือคือ ได้บรรลุจุดประสงค์ของเราเเล้ว และถ้าหากบทความของเราจะทำให้คนที่ได้อ่านรู้สึกดีขึ้นมันก็ถือเป็นเรื่องที่เราจะดีใจและยินดีมากๆ

Comments