ไทม์แมชชีน
     "ฉัน" นักศึกษาวิชาชีพครู 'เล็กๆ' คนเดิม ที่ตอนนี้ทำการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาเทอมสุดท้ายแล้ว เทอม ๑ อยู่กับเด็กประถมที่มีแต่ความสดใส ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก ในแต่ละวันจะคิดแต่ว่าจะเตรียมอะไรให้เด็ก ๆ สนุกกับเรานะ และตลอด ๑ เทอมที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยที่นักเรียนไม่สนุกกับฉัน เขามอบแต่พลังบวกให้ฉันจนล้นในแต่ละวัน
     ในตอนนี้ ฉันย้ายมาฝึกสอนอีกที่ เป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พอควร พอมาที่นี่ทำให้บรรยากาศของตอนฉันยังเป็นเด็กม.ปลายผุดเข้ามาในกระแสสำนึก ด้วยความที่ฉันเรียนโรงเรียนประจำอำเภอเหมือนกันที่นี่จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนสิ่งที่ฉันผ่านมา แต่ต่างเพียงในตอนนั้นฉันเป็น 'นักเรียน' แต่ตอนนี้ฉันอยู่ในบทบาทของ 'ครู'
     เมื่อครั้งยังเรียนมัธยมปลายฉันไม่ใช่นักเรียนที่ครูใฝ่ฝันนัก แม้ผลการเรียนของฉันจะอยู่ในระดับสูง แต่ความเป็นตัวของตัวเอง ความเชื่อมั่นในความคิดตนเองนั้นสูงเหลือเกิน ไม่ว่าสิ่งที่ฉันคิดจะถูกหรือผิด ฉันจะเชื่อตัวเองไว้ก่อน ทำให้ฉันกลายเป็นนักเรียนที่ดู 'แย่' ในสายตาของครู
     เหตุผลของการเป็นคน'แย่' มันเริ่มจาก ฉันจบม.ต้นจากโรงเรียนในหมู่บ้านที่มองว่านักเรียนหญิงควรตัดผมหน้าม้าเพราะทำให้ดูเป็นเด็กน่ารัก ผมไม่บังตาเวลาเรียนหนังสือ แต่พอมาเรียนที่นี่ผมหน้าม้าที่น่ารักของพ่อครูแม่ครูของฉันกลายเป็นทรงผมที่ผิดระเบียบ ตรวจผมครั้งแรกของการเป็นนักเรียนม.ปลายฉันก็โดนทัณฑ์บนซะแล้ว ฉันไม่เข้าใจจึงถามครูฝ่ายปกครองว่า 'ทำไมไม่ให้ตัดผมหน้าม้าเหรอคะ?' ครูตอบฉันมาว่าเพราะมันผิดระเบียบ ฉันเลยถามประมาณว่ามันผิดยังไง ถ้าตัดแล้วมันเกิดอะไรขึ้นเหรอ ครูตอบฉันมาแค่ว่า'มันเป็นกฎ ต้องทำตาม' ฉันไม่พอใจในคำตอบนั้น จนวันหนึ่งได้ยินครูพูดว่าเพราะทรงผมจะทำให้เราเป็นคนใจแตก เป็นคนไม่ตั้งใจเรียน ฉันจึงพยายามอย่างมากที่จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ครูพูดมันวัดจากทรงผมไม่ได้หรอก ไม่เพียงแค่เรื่องทรงผม ฉันมีข้อสงสัยทั้งเรื่องถุงเท้า กระเป๋า กางเกงวอร์ม เสื้อกันหนาว นาฬิกา สวัสดิการนักเรียน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่หน้าที่ของนักเรียน แต่ทุกอย่างไม่มีใครให้คำตอบฉันเลย เมื่อไม่มีเหตุผลในการห้าม ฉันก็คิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะทำตามเช่นกัน ฉันเป็นยัยเด็กหน้าม้า ถุงเท้าสั้น ใส่กางเกงวอร์มโรงเรียนเดิม โดนครูว่าเป็นเด็กห้องคิงส์นอกคอก เคยโดนขู่จะให้ย้ายห้อง โดนพูดจากระทบกระทั่งหลายอย่าง เรื่องดีๆไม่เคยอยู่ในสายตาครู โดนประจานต่อหน้าคนครึ่งร้อย โดนตัดสิทธิ์ไม่ให้กู้ยืมกยศ. และอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ในตอนนั้นเด็กม.ปลายที่เคยได้รับแต่ความรักความเมตตาจากครูโรงเรียนเดิมมาเจอสิ่งเหล่านี้ หัวใจดวงน้อย ๆ มันรับไม่ไหวหรอกค่ะ การตอบโต้จึงมาในรูปแบบการประชดประชัน ฉันแหกทุกข้อที่เป็นกฎแต่ไม่มีเหตุผลมาอ้าง เพิ่มเติมด้วยการมาสาย ไม่เข้าร่วมทุกกิจกรรม ขวางความคิดเห็น และทำสิ่งอื่น ๆ ที่นักเรียนที่ดีเขาไม่ทำกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันยังรักษาไว้คือผลการเรียนที่ต้องสูงเข้าไว้ เพื่อที่จะไม่มีครูคนไหนมาว่าฉันได้ว่าเพราะทำตัวแบบนี้การเรียนจึงแย่ แต่ฉันเก็บสิ่งนี้ไว้ตอกกลับครูว่าสิ่งที่ครูคิดว่าถูกต้องแล้วพูดกรอกหูเด็กทุกวันน่ะมันไม่เป็นจริงเสมอไปหรอก
     ทุกคนคงสงสัยว่าฉันมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อครูปานนี้ ทำไมยังเลือกมาเรียนครู ฉันยอมรับว่าไม่ได้ตั้งใจจะมา แต่เมื่อธรรมชาติกำหนดแล้วฉันต้องปล่อยให้มันดำเนินต่อไป ฉันพกความเกลียด ความโกรธแค้นครูมาเต็มเปี่ยม สัญญากับตัวเองทุกวันว่าครูทำอะไรแล้วไม่ชอบจะไม่ทำสิ่งนั้นกับนักเรียนเป็นอันขาด วันเวลาผ่านไปด้วยการเรียนรู้ ด้วยการศึกษาที่ค่อย ๆ หยั่งลึกเข้าสู่จิตวิญญาณ ด้วยประสบการณ์ ด้วยหลาย ๆ อย่าง ทำให้ฉันพูดได้เต็มปากว่ารักอาชีพนี้ ฉันมีความสุขที่ได้อยู่กับนักเรียน เป็นครูแบบที่ฉันสัญญากับตัวเอง สอนแบบที่ฉันเคยอยากเรียน มันให้ความรู้สึกเหมือนโดนเติมเต็มเลยทีเดียว
     ...จนมาวันนี้ วันที่นักเรียนสอบกลางภาค นักเรียนบางส่วนให้ความสนใจกับการทำข้อสอบมาก แต่มีอีกหลายคนเช่นกันที่ไม่สนใจเลย บางคนนอนหลับจนจะหมดเวลาแล้วค่อยลุกมาทำแบบส่ง ๆ บางคนไม่เปิดข้อสอบเตรียมลอกคนอื่น และคนที่ให้ลอกก็พยายามอย่างหนักเพื่อให้เพื่อนได้ลอกตัวเอง บางคนแอบเอากระดาษเขียนคำตอบเข้ามา ฉันเห็นพวกเขาเป็นแบบนั้นฉันไม่สามารถอยู่เฉยได้ เพราะการกระทำเหล่านั้นเป็นการเริ่มต้นการโกง และการไม่ให้เกียรติผู้สอน ฉันดุนักเรียนไปหลายคำ จนเขาพูดขึ้นมาว่า 'ครูก็เคยผ่านมัธยมมา ผมรู้นะครูก็ทำ' คำพูดนี้ทำให้ฉันเหมือนย้อนเวลากลับไปอีกครั้ง ใช่แล้ว ฉันเคยนอนหลับในห้องสอบเพราะเห็นข้อสอบง่าย คิดว่าลุกมาทำตอนไหนก็เสร็จ ฉันเคยเขียนคำตอบแล้วส่งให้เพื่อน ฉันเคยรับคำตอบจากเพื่อน จำได้ว่าในตอนนั้นมันรู้สึกสนุกมากเลย...
     ฉันชอบในสิ่งที่ฉันเป็น ดีใจที่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมา จนคิดว่าต่อให้เจอนักเรียนแบบที่ตัวเองเคยเป็นฉันก็รับไหว และน่าจะเข้าใจเขาเป็นที่สุด แต่ตอนนั้นฉันลืมคิดว่าตัวฉันที่เป็นแบบนั้นมาจากการต้องการมีตัวตนและประชดครูเท่านั้น ฉันรู้ตัวทุกอย่างในสิ่งที่ทำ และไม่ได้มีความเจ็บปวดอื่นภายในใจเลย แต่นักเรียนของฉัน ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรมาบ้าง เขาจะรู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังเริ่มต้นทำความผิดที่อาจจะทำให้ติดเป็นนิสัยในการดำรงชีวิตประจำวันร่วมกับผู้อื่น และสุดท้ายมันจะเป็นอันตรายต่อตัวเขาเอง
     ฉันยังยืนยันว่าชอบในสิ่งที่ฉันเป็น ดีใจที่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมา แต่ถ้าหากมีเครื่องย้อนเวลาอย่างไทม์แมชชีนและสามารถแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ได้จริง ๆ ฉันพูดเลยว่าฉันแก้ไขมัน ฉันจะไม่ทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำว่าทุจริตเหล่านั้น ไม่ใช่ว่าฉันเข้าใจความรู้สึกของครูหรือฉันสำนึกผิดอะไร จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม เพียงแต่ปล่อยวางความโกรธไปแล้ว หากแต่เป็นเพราะฉันเจ็บปวดเหลือเกินที่แม้จะรู้ว่าไม่ควรแต่ฉันก็ไม่สามารถสอนนักเรียนได้เต็มปาก จะวางเฉยกับสิ่งที่ผ่านมามันก็ทำไม่ได้ เจ็บปวดที่ไม่สามารถดีที่สุดเพื่อพวกเขาได้ ฉันรู้ว่าไม่มีใครดีไปทุกอย่าง พยายามปลอบใจตัวเองว่าจะเอาสิ่งที่ตัวเองผ่านมามาแนะนำเขา ฉันเชื่อว่าสักวันตัวเองจะหาเหตุผลมารักษาความรู้สึกนี้ได้ แต่ในวันนี้นักศึกษาวิชาชีพครู 'เล็กๆ' คนนี้ยังทำไม่ได้ ไม่ใช่เสียใจในเรื่องที่ผ่านมา แต่เสียดายที่ย้อนเวลากลับไปไม่ได้เท่านั้นเอง
                                                                                     บันทึกฝึกสอน
                                                                                   9 มกราคม 2563
SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments

wwinterr_
11 months ago
เป็นกำลังใจให้ครับ จากนศฝึกสอนชายขอบ😅
Reply
Pisita
11 months ago
ให้กำลังใจเช่นกันค่ะ เคยไปอาสาที่ขอบแม่ฮ่องสอน นับถือใจครูชายขอบเลยค่ะ😊