เหนื่อยถึงขั้นต้องจับเข่าตัวเองบอกให้ต้องสู้
วันนี้เป็นอีกวันที่อยู่ดีๆ ระหว่างทางกลับบ้าน ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ดีๆ ก็นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ อยู่ดีก็หนาวสั่นสะท้านขึ้นแปลกๆ เหมือนใจมันหลุดออกจากบางสิ่งที่เป็นที่ยึดเหนี่ยว ซึ่งมันคืออะไรก็ไม่รู้หาคำตอบไม่ได้จริงๆ สะท้านขึ้นมาซะเฉยๆ 

สิ่งที่จะทำเลยเมื่ออยู่ในห้วงความรู้สึกแบบนี้คือ กรีดร้อง ร้องมันอยู่อย่างนั้นแหละ ทั้งที่ใส่หมวกกันน็อคอยู่ มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ว่าเรากรีดร้องอยู่ข้างใน (ถึงจะมีใครได้ยินก็ไม่สนใจ) มันช่วยปลดปล่อยความกลัดกลุ้มที่เจอมาทั้งวันได้ เรามักจำทำแบบนี้ประจำเมื่ออยู่ในภาวะคิดไม่ตก เครียดหรือมีบางสิ่งรบกวนจิตใจ ส่วนมากจะเป็นระหว่างทางกลับบ้าน ที่ต้องขี่รถฯ นานๆ ที่ปล่อยสมองให้คิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ใช้วิธีนี้ กรีดร้องไปสามสี่ทีบนถนนบรมราชนนี ที่วันนี้รถดูโล่งๆ
เพราะมีพระราชพิธี
เราร้อง อ๊ากกกกกกก......... อ๊ากกกกกก............... ไปสามสี่รอบ
ทำไมไม่รู้สึกดีขึ้นเหมือนที่เคยทำ ทำไม ยิ่งร้องออกไปยิ่งเพิ่มความสั่นสะท้านแบบแปลกๆ
จากภายใน ทำยังไง? ทำไงดี? สุดท้ายก็ยอมผละมือจากแฮนด์มอเตอร์ไซค์ข้างซ้าย ที่ไม่ได้ใช้บิดคันเร่งจับที่หน้าขาตัวเอง ตบเบาๆ ที่ขาซ้ายตัวเอง ตบอีกทีพร้อมกับคำพูดที่พูดกับตัวเองแล้วได้ยินแค่ตัวเองในหมวกกันน็อค


 “สู้ สู้ ไอ้(ชื่อเรา)” “ต้องสู้สิ (ชื่อเรา)” “(ชื่อเรา)ต้องสู้สิ สู้นะ สู้” 

ประโยคประมาณนี้หลายครั้งซ้ำไป ซ้ำ อยู่ดีๆ น้ำตามันเอ่อ มันไหลออกมาเอง ไหลออกมา
พร้อมกับที่เราก็พูดให้กำลังใจไปเรื่อย จนตาพล่าไปหมดจนต้องผ่อนคันเร่งที่มือซ้าย แล้วปล่อยให้น้ำตามันไหลไปอย่างนั้น พร้อมพูดกับตัวเองไปเรื่อย ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่รู้ว่าขับรถผ่านมาสามสะพานลอยคนข้าม กำลังจะผ่านสะพานที่สี่ บนถนนทางหลวงหมายเลข 9 ฝั่งตะวันตก

ซักพักน้ำตามันไม่ไหลแล้ว มือก็สามารถจับแฮนด์ได้ทั้งสองข้าง คิดอยู่ในใจนี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น อย่างแรก! ควรหาอะไรกิน

วันนี้อยากกินอะไรหวานๆ นั่งคิดไปไปคิดมาระหว่างรอ ข้าวหมูแดงหมูกรอบพิเศษ+เกี๊ยวน้ำ (ร้านนี้น้ำซุปหวานมาก กินเป็นของหวานได้เลย) ทบทวนพร้อมพิมพ์โมเม้นต์ที่เกิดก่อนหน้านี้  
เครียด?/ใช่เครียด เครียดเรื่องอะไร?/เครียดเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น 
เกิดขึ้นจากการ`มโนไปเองล้วนๆ ซึ่งมันมักจะเป็นอะไรสำหรับเราเสมอๆ คิดไปไกลไปเรื่อยๆ
ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการสติแตกกลางทาง เป็นบ้าเป็นบออยู่นั่นแหละ สุดท้ายแล้วเราควรเป็น
ที่พึ่งให้ตัวเราเองก่อน อย่างน้อยก็ต้องสามารถกอบกู้ตัวเองได้ไม่มากก็น้อย สติหลุดได้ แต่ต้องดึงกลับมาให้ทันทวงที

หลังจากเหตุการณ์ ขั้นต้นที่เกิดขึ้น เราก็ขี่รถฯ มาเรื่อยๆ ตามทางจุดหมายคือที่บ้าน ระหว่างทางก็นึกๆ เราไม่ได้ร้องไห้มานานเท่าไหร่แล้ว การที่ปล่อยให้ตัวมีอารมณ์ท้อแท้จนร้องไห้ออกบ้างก็ดี รู้สึกโล่งและพร้อมรับกับพรุ่งนี้ที่จะเกิดขึ้น

ยิ่งเติบโตขึ้นเรายิ่งใจร้ายกับตัวเองมากขึ้น บอกกับตัวเองว่าแกร่งต้องเก่งมากกว่าเดิมกว่าที่เคยเป็นมา เราต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานอะไรหลายๆ เพื่อลบคำสบประมาณ ต่างๆ เมื่อทำได้ถึงขั้นที่เราพอใจแล้ว กับเป็นคนอื่นที่หวังผลจากเรา ที่ทำให้เราต้องแตกสลายอีกครั้ง แต่คนอื่นนั้นได้ประโยชน์จากเส้นทางในการพิสูจน์สิ่งต่างๆ ของเรา เมื่อถึงเวลาก็ทำให้เราแตกสลายอีกครั้งและเมื่อเราเริ่มจะกอบกู้ตัวเองได้อีกครั้ง และเริ่มพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ระหว่างทางคนอื่นก็จะได้ผลประโยชน์จากเราอีกครั้ง เป็นแบบนี้ซ้ำๆ วนลูป เป็นวงจรนี้ไปเรื่อยๆ เรารู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้เรื่อยๆ นี่แหละโลกของการทำงาน 
เราจะต้องคิดออกว่าควรจะจัดยังไง ในไม่ช้าก็เร็ว หวังว่าจะเร็วๆ นี้  วิกฤตต่างๆ ที่ผ่านมาจะทำให้เติบโตและรับมือกับจัดการกับมันได้ในที่สุด
บางทีเราควรปล่อยให้ตัวสบายๆ เสียบ้าง(พยายามสะกดจิตตัวเองแบบนี้อยู่) เหมือนที่เราละมือจากแฮนด์มอเตอร์ไซค์ข้างหนึ่ง เราก็รู้ได้ด้วยเองว่าอีกข้างหนึ่งมันยังประคองได้ แค่ต้องลดความเร็ว เหมือนกับตัวเองที่โพล่งประโยคปลอบใจตัวเองต่างๆ นานา มาอย่างออโต้ ลึกๆแล้ว จิตใจมันคงรู้ว่าอยากระเบิดน้ำตาจนแย่อยู่แล้ว มันเลยให้เราโพล่งปลอบใจให้กำลังใจตัวเองได้
ดูสิ้นไร้นะแต่มันจะทำให้เราแกร่งขึ้นพร้อมชนกับทุกปัญหาอีกครั้งเชื่อสิ เราเชื่ออย่างนั้น

ยินดี!

X
บล็อกเทอราปิส (12/12/2019)

ใครที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์หากติดไฟแดงแล้วได้ยินเสียงแปลกๆ จากรถคันข้างๆ
ไม่ต้องตกใจอาจเป็นเราก็ได้


 

SHARE
Writer
PiXiT
Unemployed
No Tea, No Shade!

Comments