สวัสดีปีหน้า
น่าจะเป็นปีใหม่ปีแรกที่รู้สึกเหมือนผีขี้เหงาเข้าสิงไม่มีแรงบันดาลใจให้ออกไปรื่นเริงเถลิงศกใหม่เหมือนชาวบ้านร้านช่องเขา รู้สึกเนือยและเอื่อยเหมือนเรือเกลือน้ำหนักเกิน ยิ่งเมื่อได้มองเห็นความเป็นไปของผู้คนที่กำลังมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในช่วงเทศกาลปีใหม่ยิ่งทำให้รู้สึกเหงาเพิ่มขึ้นอีกสามร้อยเท่า อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะพ้นปีเก่าและเริ่มต้นศักราชใหม่ บางคนอาจวางแผนชีวิตไว้ว่าปีหน้าฟ้าใหม่จะเริ่มต้นสิ่งใดเป็นอันดับแรกและถัดมา ขณะที่บางคนอาจจะมองเพียงว่ามันก็แค่วันหนึ่งเหมือนวันอื่นๆ นั่นแหละ ผ่านวันที่หนึ่งก็เป็นวันที่สองสามสี่เหมือนปีที่ผ่านมาไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญไปกว่าวันอื่นเพราะไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหนก็ยังเมามายได้ไม่ต่างไปจากเดิม

เสียงเตือนข้อความบนโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ต่างจากเสียงเตือนข้อความจากโปรแกรมสื่อสารอื่นที่ดังต่อเนื่องกันจนต้องปิดเสียงไปมิริณไม่มีกะจิตกะใจจะเปิดอ่านมันหรอก ข้อความก็ซ้ำๆ จากการคัดลอกข้อความจากคนหนึ่งมาวางบนหน้าจอของอีกคนแล้วกดส่ง– มันง่ายดายเกินไปที่จะเรียกว่า “ส่งความสุข” เธออยากได้ยินเสียงโทรศัพท์มากกว่า ใครสักคนที่โทรศัพท์มาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ถึงแม้ว่ามันจะมีโอกาสน้อยมากก็ตาม

นานมาแล้ว, ในช่วงท้ายปี มักจะมี สคส.ที่ส่งมาทางไปรษณีย์ปีละหลายๆ ฉบับ บ้างก็เป็นไปรษณียบัตรบ้างก็เป็นการ์ดที่ประดิษฐ์ประดอยขึ้นเองจากเพื่อนพ้องน้องพี่ที่หลงรักในการเขียนส่งถึงกันในทุกปีเว้นแต่ปีนี้ – เป็นเพราะคนเราเติบโตขึ้น สังคมกว้างขึ้นแต่ความผูกพันน้อยลงหรือเป็นเพราะเธอเองที่ไม่ได้ใส่ใจปีใหม่มากไปกว่าวันอื่นๆ ของปีเพราะไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน เธอก็ยังใช้ชีวิตซ้ำๆ เหมือนทุกวันอยู่ดี และอาจเพราะเมื่อก่อนโปรแกรมการสื่อสารด้วยเครือข่ายยังไม่รุกล้ำอธิปไตยของชีวิตขนาดนี้ก็เป็นได้ชีวิตจึงเนิบช้า แต่ก็นุ่มนวลไม่เบา เพราะการ “ส่งความสุข” ในยุคนั้น ถ้าไม่เขียนเป็นจดหมายส่งทางไปรษณีย์ก็จะโทรศัพท์ถึงกันหากอยู่ห่างไกล ผิดกับทุกวันนี้ที่สังคมเครือข่ายดูจะคุกคามชีวิตมากจนแยกได้ยากว่าเรื่องไหนชีวิตส่วนตัวและเรื่องไหนคือเรื่องไม่สมควรเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่เพราะสังคมเครือข่ายมีเพียงระนาบเดียว ทุกคนจึงเท่ากันหมดบนหน้าจอซึ่งนั่นเป็นเหตุให้เราลืมไปว่าการสื่อสารด้วยตัวหนังสือที่เขียนด้วยลายมือส่งทางไปรษณีย์นั้นมันละมุนละไมแค่ไหน

หญิงสาววางหนังสือเล่มที่กำลังอ่านลง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ... นั่นสินะ, ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้แก่มันจนได้ ดูเหมือนโทรศัพท์มือถือจะเป็นใหญ่เหนือชีวิตเข้าไปทุกที เสียงเตือนดังทีหนึ่งเหมือนเป็นคำสั่งให้วางทุกอย่างลง แล้วหยิบมือถือขึ้นมาไม่ว่าจะทำอะไรที่ไหนอย่างไรก็ต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปบูชาเทพเจ้าเฟซบุค...

มิริณค่อยๆไล่อ่านข้อความจากโปรแกรมการสื่อสารยอดฮิต

“มาเที่ยวจันท์สิเฝ้าฐานอยู่ไม่ได้ไปไหนเลย” ข้อความจากพี่จักร ชายหนุ่มรุ่นพี่จากกองทัพเรือไม่ได้ส่งมาแค่ข้อความเท่านั้น แต่พี่ท่านยังส่งรูปขวดไวน์ราคาแพงลิบลิ่วมาอวดอีกต่างหาก

“สวัสดีปีใหม่” ข้อความจาก ณชานนท์พร้อมกับรูปแก้วเบียร์ไฮเนเก้นชูให้เห็นว่ากำลังมีความสุขกับเครื่องดื่มสุดโปรด

“แล้วอย่าลืมนัดทานข้าวเรานะจ๊ะ” อนันตยาเตือนมาทางเฟซบุค หลังจากที่นัดหมายกันไว้ว่าจะทานข้าวเย็นด้วยกัน จนแล้วจนรอดก็ไม่มีโอกาสนั้น

ผู้คนล้วนแล้วแต่มีความสุขตามวิถี, ซึ่งนอกจากเธอแล้วก็อาจจะมีคนอื่นๆ อีกไม่น้อยที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน เขาเหล่านั้นอาจจะไม่ได้อยากโดดเดี่ยวในคืนรื่นเริงแบบนี้เท่าไรนักหรอกแต่อาจเพราะเหตุจำเป็นในชีวิตบังคับให้เขาต้องโดดเดี่ยวก็เป็นได้

เสียงเคาะประตูบ้านดังสองสามครั้ง, เด็กหนุ่มหัวฟูยืนยิ้มอยู่หน้าบ้านพร้อมกับหนังสือหอบใหญ่ เขาเพิ่งผ่านมัธยมปลายมาไม่ถึงสองปี เด็กหนุ่มเจนเนอเรชั่นใหม่ที่หลงไหลในการอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วง ไม่เสพติดสื่อโซเชียลและไม่ใช้สมาร์ทโฟน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเขาจะไม่รู้จักไลน์หรือ ทวิตเตอร์

“ผมเอาหนังสือมาคืนครับ” เขาคืน หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว เงาสีขาว และ บันทึกนกไขลานให้ก่อนที่จะเดินเข้ามาในบ้าน เลือกหนังสือที่อยากอ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ หยิบทีละเล่มและเปิดอ่านทีละหน้าอย่างเบามือ -- เราไม่ได้เจอกันบ่อยนัก, เขาจะมาที่นี่ก็ต่อเมื่ออ่านหนังสือเล่มเดิมจบแล้วและมาเพื่อเลือกหนังสือเล่มใหม่กลับไปอ่าน เขาจะหายไปเดือนถึงสองเดือนแล้วจึงกลับมาอีกครั้ง อย่างนี้ร่วมปีแล้ว – เราคุยกันสัพเพเหระ ทั้งเรื่องราวทั่วไปในชีวิตและเรื่องราวความรักในบางครั้ง เราสองคนเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือไม่มีความมั่นใจในความรัก ไม่เชื่อว่าจะมีใครรักเราจริง ไม่กล้าที่จะรักใครจริง เด็กหนุ่มหัวฟูรู้สึกว่าการรักใครสักคนเป็นเรื่องยุ่งยากและไม่อยากถูกมองว่า “เอื้อมมือคว้าดอกฟ้า” ในขณะที่เธอ ผู้สูงวัยกว่ารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่ามากพอจะให้ใครมารัก- - ถึงแม้ตัวเลขของอายุเราจะห่างกันถึงยี่สิบปี เราต่างก็เหมือนกันตรงที่ “ไม่กล้ารัก” มิริณบอกกับเขาว่า "น้องยังมีเวลาสำหรับใช้บนโลกนี้อีกนานเรียนรู้จิตใจคน นอกจากใช้เวลาแล้วยังต้องใช้ใจด้วย ไม่ต้องรีบร้อนทุกอย่างมีเวลาของมันเสมอ"

เด็กหนุ่มอยากเขียนหนังสือดูบ้างจึงถามถึงความเป็นไปในชีวิตว่าพี่ไม่คิดจะเขียนหนังสืออีกหรือ, นั่นสินะ อะไรกันที่ทำให้เธอเขียนหนังสือน้อยลงและมันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ – เธอก็จำไม่ได้ แต่หลังจากที่เขากลับไปเธอก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใดเธอจึงเขียนมันน้อยลง...อาจเพราะเขียนแล้วไม่มีอะไรใหม่ ทุกอย่างมันวนซ้ำไปมา ไม่มีแรงบันดาลใจไม่มีพล็อตเรื่องเจ๋งๆ ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นข้ออ้างแต่อะไรเล่าคือสาเหตุที่แท้จริง...

“ถ้าโลกเรากว้างเราก็จะมีวัตถุดิบในการเขียนมากขึ้น การเขียนหนังสือไม่มีรูปแบบตายตัวเขียนในสิ่งที่อยากเขียน แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องเริ่มต้นเขียน” มิริณบอกกับน้องแบบนั้นก่อนที่เขาจะขอตัวกลับพร้อมกับหนังสืออีกสามเล่มไปติดมือกลับไปด้วย

แล้วคืนส่งท้ายปีก็กลับสู่ความเงียบอีกเช่นเคย–

เสียงพลุไฟปีใหม่ ดังมาจากทุกทิศทางรอบๆ ตัว เธอออกมายืนริมระเบียงมองขึ้นไปบนฟ้า ความรักของเธอที่ผ่านมาก็ไม่ต่างอะไรจากพลุไฟปีใหม่สวยงามส่องสว่างทั่วฟ้า แต่เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นแล้วทุกอย่างก็จบลง จับต้องไม่ได้ เป็นเจ้าของไม่ได้ และสุดท้ายก็เหลือเพียงความทรงจำให้ย้อนนึกถึงเมื่อเวลาหนึ่งผ่านไป แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัญในการใช้ชีวิตของมิริณเพราะเธอเชื่อว่าวิถีชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีความสุขกับการใช้ชีวิตคู่ บางคนมีความสุขการใช้ชีวิตเดี่ยว ไม่มีรูปแบบตายตัวในเรื่องความรัก – ไม่มีเงื่อนไขบังคับในการใช้ชีวิตสุขทุกข์ของแต่ละคนล้วนประกอบขึ้นด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างในชีวิต มิใช่เพียง “ความรักและชีวิตคู่” เพียงอย่างเดียว.../


SHARE
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments