ความสุขในขวดโหล
 
 
“ผมมีความสามารถพิเศษนี้ตั้งแต่เกิดครับ”

ชายหนุ่มที่นั่งประจันหน้ากับฉันบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ เอ่ยขึ้นเป็นเชิงออกตัว เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา ทว่าชวนมองอย่างน่าประหลาด ประกายตาของเขาสดใสและแจ่มกระจ่างเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้า ที่น่าแปลกคือดวงตาของเขายิ้มได้ ยามเอ่ยคำพูดใดๆ ก็ตาม เสียงอ่อนโยนของเขาน่าฟัง

“ความสามารถพิเศษที่ว่าคือการดึงความสุขในความทรงจำมาไว้ในขวดโหลเหล่านี้น่ะหรือคะ”

“อาจฟังดูพิลึกนะครับ แต่เป็นเรื่องจริง คุณรู้ไหมครับว่าความสุขที่อยู่ในความทรงจำของคนเรามีกลิ่น คุณคงเคยเป็นใช่ไหมครับ อยากให้ความรู้สึกในช่วงเวลาแห่งความสุขอยู่กับคุณไปนานๆ แต่ความสุขเหล่านั้นกลับอายุสั้น จริงอยู่เราอาจจดจำช่วงเวลาพวกนั้นได้ แต่ความรู้สึกสุขล้นอกแบบนั้น เรียกคืนอย่างไรก็ไม่กลับมา ความสามารถพิเศษของผมคือการดึงเอากลิ่นของความรู้สึกเหล่านั้นกลับคืนมาให้ผู้คนครับ เก็บกลิ่นของความสุขไว้ในขวดโหล และทุกครั้ง ที่คุณเปิดขึ้นมาสูดกลิ่น ความทรงจำเหล่านั้นจะหลั่งไหลเหมือนสายธารที่ชุ่มฉ่ำ และความสุขจะล้นอก พูดแบบนี้คงจินตนาการไม่ถูกหรอกครับ นอกจากจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง”

“คุณเปิดร้านนี้มานานแค่ไหนแล้วคะ”

ฉันมองไปรอบๆ ตัวร้าน เป็นร้านเก่าแก่ที่สร้างด้วยไม้เป็นหลัก กลิ่นหอมของไม้มีมนต์ขลังอย่างน่าประหลาด ตัวบ้านมีลายฉลุที่บริเวณช่องลม หน้าต่างเป็นบานเกล็ดแบบไม้ และไม้เหล่านั้นไม่ได้ลงน้ำมันเพิ่มเติม สีน้ำตาลอมเทาดูสว่างไสวในแดดยามเย็นเหมือนแสงทองฉาบทา

“ผมเปิดมาได้สามปีแล้วครับ บ้านหลังนี้ซื้อต่อมา เป็นบ้านไม้ที่เก่า ราคาก็ถูกมาก แต่เพียงตกแต่ง ปรับปรุงก็ดูดีอย่างที่เห็น”

“ส่วนใหญ่ความทรงจำที่มีความสุขของบางคนคืออะไรคะ”

“ที่เจอได้บ่อยที่สุดก็คือความทรงจำวัยเด็กครับ นอกจากนั้นก็เป็นช่วงวัยรุ่น เป็นต้นว่าช่วงเวลาที่คนที่เราแอบรักยิ้มให้ครั้งแรก อะไรทำนองนั้นล่ะครับ คุณอาจจะสงสัย ว่าผมดึงกลิ่นความสุขเหล่านั้นเอาไว้ในขวดโหลได้อย่างไร ก็ไม่ยากครับ แค่จับมือซ้ายของคนที่เราจะดึงความสุขของเขามาเก็บเอาไว้ และให้มือขวาของเขาจับขวดโหลแก้ว ใช้เวลาราวสิบนาที แค่นั้นก็ได้เป็นกลิ่นของความสุขแล้วครับ”

“ขอโทษนะคะ แล้วคุณมองเห็นความสุขของคนคนนั้นไหมคะ”

“เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ จะอย่างไรก็ต้องเห็นอยู่ดี แต่ผมรักษาความลับของลูกค้า กิจการก็ดำเนินมาได้ดีจนย่างเข้าปีที่สี่นี่ล่ะครับ”

มาถึงตอนนี้ฉันรู้สึกสนใจ และอยากรู้ว่า “ความทรงจำที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของฉันคืออะไรกันแน่” ฉันตัดสินใจให้เขาดึงความสุขของฉันเป็นกลิ่นออกมาบ้าง

เขาจับมือฉันเอาไว้แน่น ความรู้สึกในตอนที่ถูกสัมผัสมือน่าประหลาด มีความอุ่นวาบที่มือข้างซ้าย สักพักความรู้สึกอบอุ่นนั้นก็หลั่งรินมาถึงหัวใจ ฉันกำซาบความรู้สึกซาบซึ้งใจไว้ และรู้สึกว่าตัวเองใบหน้าร้อนผ่าว

มือข้างขวาของฉัน จับปากขวดโหลแก้วใบนั้นเบาๆ

“เสร็จแล้วครับ อีกสามวันคุณถึงจะมารับได้ ตอนนี้หากสูดไป กลิ่นความสุขยังไม่กระจายตัวเต็มที่ ต้องรอสามวัน”

ฉันสัมภาษณ์เขาอีกเล็กน้อย ก่อนขอตัวลากลับ

ระหว่างที่ฉันเขียนเรื่องราวของเขาไป จิตใจกลับคิดถึงชายหนุ่มผู้นี้อย่างน่าประหลาด คิดถึงสายตาอบอุ่นเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้า คิดถึงสัมผัสอบอุ่น ที่มือข้างนั้นถูกกุมเอาไว้ ความอบอุ่นที่ซาบซึ้งมาถึงหัวใจ

ฉันสะบัดหัวไล่ความรู้สึกอ่อนหวานนั้น และตั้งอกตั้งใจเขียนคอลัมน์ต่อไป

อีกสามวันถัดมา ฉันกลับไปที่ร้าน “ความสุขในขวดโหล” อีกครั้ง พบกับชายหนุ่มเจ้าของร้าน ที่มีอิทธิพลต่อหัวใจเพียงครั้งแรกที่ได้พบ ฉันบอกเขาว่า ขอสัมภาษณ์เพิ่มเติม ส่วนขวดโหลใบนี้ขอฝากเอาไว้ก่อน ฉันไม่มีรถส่วนตัว ครั้นจะนำขวดโหลขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ขึ้นรถเมล์ก็คงไม่สะดวกนัก คิดไว้ว่าหากมีเวลาว่างมากกว่านี้ ค่อยมาเอาอีกครั้งก็ได้

เขายิ้มรับ อีกแล้ว หัวใจของฉันหวั่นไหวอีกแล้ว ฉันฝืนยิ้มให้เขาแบบเก้อๆ ก่อนขอตัวกลับมา

คืนนั้น เป็นคืนที่ฉันคิดถึงเขาก่อนนอนเสียจนนอนไม่หลับ

และฉันก็แวะไปที่ร้าน “ความสุขในขวดโหล” อีกหลายครั้งนับแต่นั้น เปล่า ฉันไม่ได้ไปรับขวดโหลความสุขกลับมา จนถึงตอนนี้ฉันแทบไม่อยากรู้เสียแล้วว่าความสุขในความทรงจำของฉันคืออะไรกันแน่ เพราะทุกครั้งที่ฉันได้ใกล้ชิดกับเขา เป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขที่สุด

เขาเคยถามเหมือนกันว่าทำไมไม่เอาขวดโหลกลับไป แต่ฉันบอกว่า “ฝากไว้ก่อน”

เขายิ้ม ทำหน้าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เงียบไว้

เราชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน เขามอบของขวัญเป็นหนังสือ จำได้ว่าวันนั้นเขาถามฉันว่า “คุณเคยอ่าน 1Q84 ของมูราคามิไหม” ฉันส่ายหน้า บอกเขาไปว่าเล่มนั้นยาวเกินไป ฉันยังไม่มีพลังมากพอจะอ่านจนจบ เขาเดินเข้าไปหลังร้าน มีตู้หนังสือขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และหยิบมาให้ฉันทั้งหมดสามเล่ม พร้อมบอกว่าผมให้คุณ”

นั่นเป็นของขวัญชิ้นแรกจากเขา

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ฉันก็ยังไม่มีเวลาอ่านอยู่ดี

ทุกครั้งที่เจอกัน เขาถามฉันว่า อ่านจนจบเล่มที่สองหรือเปล่า อ่านถึงตอนไหนแล้ว ชอบหน้าไหนมากที่สุด ฉันได้แต่ส่ายหน้า และบอกว่า “ยังไม่มีเวลามากพอจะอ่านเลยค่ะ”

เขายิ้ม และจิบกาแฟ ทำสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนบอกว่าอยากให้ฉันอ่านจนจบ

“เมื่อวานมีนักการเมืองคนหนึ่งมาที่ร้านผมด้วยล่ะ นึกอย่างไรก็ไม่รู้ อยากให้ผมดึงความสุขให้ แต่แย่มาก ที่ความสุขที่สุดในชีวิตของเขาดันกลายเป็นความลับสุดยอดของเขาด้วยเช่นกัน”

จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้น

ฉันนิ่งฟัง ไม่กล้าถามเพราะเกรงว่าเป็นความลับของลูกค้า

“ผมไม่สบายใจเลย ความสุขของเขา คือตอนที่เขากอดกับผู้หญิงคนหนึ่ง และผู้หญิงคนที่ว่าก็คือภรรยาของนักธุรกิจที่มีอิทธิพลของประเทศไทย”

ฉันตกใจแทบสิ้นสติกับคำพูดของเขา

“ตอนนี้เขามารับขวดโหลความสุขของเขาไปหรือยังคะ”

“ยังครับ เขาจะมาในอีกสองวันข้างหน้า”

คืนนั้นฉันกลับบ้านด้วยความหนักอึ้งในใจ....ด้วยความเป็นห่วงเขา

หลังจากวันนั้น เป็นช่วงที่ฉันงานรุมเร้าเสียจนไม่มีเวลาแวะไปหาเขาเลย ผ่านมาได้หนึ่งอาทิตย์ เขาเงียบหายไปอย่างน่าประหลาด ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของเขาโทรเข้ามา แม้ฉันจะเพียรโทรหา ก็ไม่มีใครรับ สุดท้าย ฉันตกลงใจไปที่บ้านหลังนั้น และพบว่ามีป้าย “ปิดกิจการ” แขวนห้อยอยู่

ป้ายนั้นเหมือนป้ายประกาศบอกลาอย่างเศร้าสร้อย เมื่อไม่มีเขาอยู่แล้ว บ้านนี้ก็เหมือนบ้านร้างแบบที่เมื่อก่อนมันเคยเป็นมาไม่มีผิด เหมือนต้นไม้ที่เจ้าของไม่ได้รดน้ำ เหี่ยวเฉา แล้งไร้ความสดชื่น เหมือนเป็นเพียงซากอนุสรณ์ที่ไม่มีใครอยากมอง

ฉันแวะไปถามบ้านข้างๆ เจ้าของบ้านเอ่ยบอกฉันว่า “เขาปิดกิจการไปแล้ว เขาไปอยู่เมืองนอก หนูชื่ออังศนาหรือเปล่า”

ฉันพยักหน้ายิ้มรับ ก่อนที่เจ้าของบ้านจะหยิบกล่องใหญ่กล่องหนึ่งออกมา

“เขาฝากให้หนูแน่ะ บอกว่าถ้าคนชื่ออังศนามาถามหา ให้เอากล่องนี้ให้เขาด้วย”

ฉันกลับมาบ้าน แม้น้ำตาก็ไม่มีให้ไหล เป็นความรู้สึกหนักหน่วงหัวใจ จู่ๆ เขาก็ไป มีเพียง “ขวดโหลแห่งความสุข” ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า

ฉันเปิดขวดโหล สูดกลิ่นไอความสุขนั้น พลัน ความสุขในความทรงจำก็อุ่นขึ้นมาในอก

มันคือช่วงเวลาที่เขาจับมือของฉันไว้นั่นเอง

ช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิตของฉัน และเขาเองก็รู้ดี

มีจดหมายฉบับหนึ่ง แนบมากับขวดโหล

“ผมไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อได้ นักการเมืองคนนั้น รู้เสียแล้วว่าผมรู้ความลับสุดยอดของเขา และผมจำต้องหนี”

สิ่งที่อยากบอกคุณมากที่สุดคือ ความสุขของผม ก็เหมือนความสุขของคุณ ผมรู้ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันว่า คุณคือคนที่ผมจะรักมากที่สุด และมีความสุขมากที่สุดในช่วงเวลาที่เราได้ใกล้ชิดกัน

ผมฝากหนังสือ 1Q84 ไว้ที่คุณ และอยากให้คุณเปิดไปที่หน้าสุดท้ายของ 1Q84 เล่ม 2 
อย่าลืมว่าคิดถึงผมเมื่อไร ก็ขอให้คุณหยิบมาอ่าน 
มีประโยคหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น ที่ผมอยากมอบให้คุณ
“If you can love someone with your whole heart, even one person, then there's salvation in life. Even if you can't get together with that person.”
แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่คุณคือความอบอุ่นที่ผมจะจดจำไว้ตลอดไป”

ฉันสูดกลิ่นอายความสุขในขวดโหลแก้วนั้นอีกครั้ง ความทรงจำในตอนที่เขาจับมือครั้งแรกหลั่งริน 

ฉันหยิบหนังสือ  1Q84 เล่ม 2  เปิดไปที่หน้าสุดท้าย

หน้านั้นคั่นด้วยกระดาษของนิตยสารที่ตัดเก็บไว้ เป็นบทสัมภาษณ์ของฉันในฐานะผู้เขียนคอลัมน์ "อาชีพสุดประหลาด" ในนั้น มีรูปภาพของฉันนั่งด้วยอิริยาบถสบายๆ ตามองกล้องอย่างจริงใจ โพสต์อิทสีฟ้าครามแผ่นเล็กๆ เขียนว่า 'ใครจะรู้ว่าผมชอบคุณตั้งแต่อ่านบทสัมภาษณ์นี้'
 
ฉันนึกถึงประโยคสุดท้ายของจดหมายฉบับที่เพิ่งอ่านจบไป
“If you can love someone with your whole heart, even one person, then there's salvation in life. Even if you can't get together with that person.”


ฉันหยิบหนังสือ 1Q84 เล่ม 2 แนบอก ความอบอุ่นที่เขามอบให้ยังคงอยู่ในนั้น ในขณะที่น้ำตาค่อยๆ รินไหลตกลงบนแก้ม 



Niji ขอจบซีรีส์เรื่องสั้น "อาชีพสุดประหลาด" ด้วยเรื่องนี้นะคะ ขอให้นักอ่านทุกคนมีความสุขกับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง และขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านค่ะ 
SHARE
Written in this book
อาชีพสุดประหลาด
เรื่องราวและเรื่องเล่าจากหลากหลายอาชีพ ที่มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา

Comments

Sansastarkzz
2 months ago
ชอบ1Q84 เหมือนกันค่า
Reply
niji
2 months ago
หรอคะ ดีใจจัง
U-chom
2 months ago
มันอบอุ่นดีมากๆเลยค่ะ😭
Reply
niji
2 months ago
ขอบคุณที่ชอบนะคะ
psycheledia
2 months ago
ดีมากครับ
Reply
niji
2 months ago
ขอบคุณค่ะ
ppeesym
2 months ago
เขียนดีมาก ชอบครับ
Reply
niji
2 months ago
ขอบคุณค่ะ ดีใจจจ
jayuary
2 months ago
เราชอบมากเลยค่ะ เป็นเรื่องสั้นที่เหมือนมีกลิ่นอายของต้นไม้ฟุ้งออกมาเลย แง
Reply
niji
2 months ago
เป็นเรื่องสั้นที่มีกลิ่น ดีใจที่เรื่องสั้นของเราทำหน้าที่ได้นะคะ