เรียนๆเล่นๆ studen life balance (part1)

             บทสัมภาษณ์อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา โดยนิสิตจิตวิทยา ปี 1 ที่รวบรวมคำถามจากเพื่อนนิสิตที่ชีวิตกำลังยุ่งเหยิง

             การก้าวเข้าสู่ชีวิตนักศึกษาเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ต้องข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของชีวิต เพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ เนื้อหา สาขาที่เรียนก็ใหม่ สำหรับบางคนมันอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่กับบางคนมันก็ยากซะจนแทบก้าวต่อไปไม่ไหว เรียนก็ต้องเรียน ชีวิตวัยรุ่นก็ต้องใช้ ทำยังไงจะเลือกสรรได้ถูก ที่ภาควิชาจิตวิทยา ของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อาจารย์ท่านหนึ่งที่นิสิตรู้จักกันเป็นอย่างดี



อาจารย์ช่วยแนะนำตัวเองคราวๆได้ไหมคะ

              ชื่อ สุพัทธ แสนแจ่มใส่ ปัจจุบันสอนหนังสืออยู่ที่คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒครับ



อาจารย์เริ่มสนใจจิตวิทยาได้ยังไงคะ

              ที่ผมมาสนใจจิตวิทยาก็เนื่องจาก ด้วยความที่เป็นเด็กสายวิทยาศาสตร์แต่ไม่อยากเรียนวิทยาศาสตร์แล้ว ก็เลยหาสาขาที่มันน่าจะเกี่ยวข้อง ประกอบกับเราเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ก็เลยตั้งใจที่อยากจะเป็นพัฒนากร พัฒนากรคืออาชีพที่คล้ายๆว่าไปลงชุมชนแล้วช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน แล้วก็ดูว่ามีสาขาอะไรบ้าง ก็ไปเจอ จิตวิทยาพัฒนาการ ซึ่งผมเข้าใจผิดคิดว่าจบมาเป็นพัฒนากร ผมก็เลยเลือกเพราะคิดว่าน่าจะคล้ายๆกัน สุดท้ายคือเลือกเข้ามาด้วยความเข้าใจผิด(หัวเราะ)



อาจารย์อาจจะเข้ามาด้วยความเข้าใจผิด แต่อะไรที่ทำให้อาจารย์อยู่ต่อคะ

              อ่อ เมื่อกี๊พูดว่าด้วยพื้นฐานเราเป็นคนที่อยากจะช่วยเหลือคนอื่น ฉะนั้น จิตวิทยาก็เป็นเครื่องมืออีกอย่างที่ทำให้เราเข้าใจคนอื่น พอเรียนแล้วเนี่ย มันมีมุมที่ทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น มากกว่าแค่เราใช้ความคิดเห็นที่เรามีอยู่ เราสามารถมีทฤษฎีที่จะช่วยอธิบายพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ได้มากขึ้น แล้วก็เริ่มปรับทัศนคติในแง่ที่ว่า มนุษย์เองก็มีมุมที่น่าสนใจเยอะ โดยเฉพาะมุมที่คนนี้มีความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ เราอยากรู้ว่าโลกของเขาเป็นยังไง ทำไมเขาถึงมาเป็นแบบนี้ได้ มันก็เลยทำให้เราอยากเรียนรู้ต่อไปอีกในด้านนี้ครับ



อย่างอาจารย์หลายๆคนในเอกเรา ที่นอกจากจะทำหน้าที่สอนหนังสือแล้ว อาจารย์หลายคนก็บอกอยู่เสมอว่า มาปรึกษาได้นะ อยากรู้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นนโยบายของภาควิชาหรือเป็นความอยากช่วยเหลือนิสิตเองคะ

              ผมว่าพื้นฐานของคนที่เรียนจิตวิทยาก็อยากจะช่วยเหลือคนอื่น แล้วอาจจะเป็นเพราะว่า อาจารย์ในภาควิชาเอกของเราเนี่ยครึ่งต่อครึ่งเลยก็คือเป็นศิษย์เก่าที่จบจากศูนย์นี้ หรือไม่ก็จบ ป.โท ซึ่งเราจะถูกปลูกฝังว่าให้พูดคุยกับรุ่นพี่รุ่นน้อง ดังนั้นเมื่อประกอบกัน พอเรามาทำหน้าที่นี้ ถ้าอะไรที่เราคุยกับนิสิตได้ หรือช่วยเหลือนิสิตได้เนี่ย เราก็อยากจะเข้าไปช่วยเหลือ


              บรรยายการสัมภาษณ์ดำเนินไปอย่างเป็นกันเอง อาจารย์ที่ตั้งใจตอบคำถาม ฉันและเพื่อนอีก 4 คนที่อยู่ในห้องต่างกำลังตั้งใจจดจ่ออยู่กับความน่าสนใจของคำถามและคำตอบที่เกี่ยวกับเรื่องชีวิตวัยมหาลัยที่พวกเขาสนใจและกำลังเผชิญอยู่…



การเริ่มต้นชีวิตนักศึกษา ก็เหมือนกับการเริ่มต้นการฝึกเป็นนักบริหาร

ปัญหาเรื่องหนึ่งที่ทุกคนพูดถึงกันมาก นั่นก็คือเรื่อง การเงิน อาจารย์จะแนะนำเรื่องนี้ยังไงดีคะ

               อย่างที่เราพูดนะว่าชีวิตมหาลัย สิ่งหนึ่งที่มันแตกต่างจากมัธยมเลยคือ เราจะมีอิสระมากขึ้น ในหลายๆด้าน รวมถึงอิสระด้านการเงินด้วย

               แล้ว จริงๆก็ต้องมาดูว่าความไม่สามารถในเรื่องการใช้เงินมันมีหลายกรณี บางคนก็อาจจะไม่มีวินัยอยู่แล้ว ก็ต้องเพิ่มวินัยในการใช้เงิน อาจจะต้องทำรายรับรายจ่ายตามเบสิคของคนที่สอนเรื่องการเงิน แต่บางคนการบริหารจัดการการเงินมันเสียเพราะด้วยสังคม คือหมายความว่า คนที่มีวินัยในการใช้เงินอยู่ แต่พอมาเจอ เดี๋ยวเพื่อนชวนไปกินอีกและ แต่ถ้าเราไม่กินด้วยจะรู้สึกว่าเราไม่เป็นส่วนหนึ่งของเพื่อน มันเลยทำให้เราไม่ได้ใช้เงินไปเพื่อฟังก์ชันของเงิน แต่เป็นเพราะเพื่อเข้าสังคม ถ้าย้อนกลับมาว่าตรงนี้จะแก้ยังไงก็ต้องแกะว่า


ต้นตอของการใช้เงินมันคืออะไร เพื่อการเข้าสังคมรึเปล่า?

              ถ้าใช่ งั้นก็ไปคุยต่อว่า แล้วเราสามารถเข้าสังคมได้ด้วยวิธีอื่นรึเปล่า ที่ไม่ใช่เรื่องของเงิน ถ้าคุณได้รับการยอมรับจากสิ่งอื่นอย่างเช่น การตั้งใจเรียน แล้วเพื่อนมาให้ติวให้ มันก็ไม่ต้องใช้เงิน ดังนั้นก็ต้องไปคุยในแง่ว่า การที่ไม่มีวินัยในการใช้เงินมันเป็นผลมาจากอะไร?



การบริหารเวลา : อยากเต็มที่กับการเรียน กิจกรรมก็อยากทำ เราจะบริหารเวลาให้ได้ทำทั้งหมดนี้ยังไง?

               ผมว่า ผมเห็นด้วยกับการที่เราจะต้องบาลานซ์ทั้งสองอย่างทั้งเรียนด้วยแล้วก็ทำกิจกรรมไปด้วย ทีนี้ น้ำหนักของแต่ละคนมันไม่จำเป็นต้อง 50 : 50 มันขึ้นอยู่กับนิสัยหรือจริตเรา ว่าเรามุมานะกับอันไหนเป็นพิเศษ เช่น มุมานะในการเรียนแต่ว่าเราอยากทำกิจกรรมด้วย เราอาจจะตั้งเป้าว่า โอเค เราอ่านหนังสือถึงจุดนี้ แล้วเรารู้สึกว่าเราสบายใจกับการสอบละ เราก็ค่อยแบ่งเวลานั้นไปทำกิจกรรม แต่กิจกรรมอาจจะไม่ได้รู้สึกว่ากินเวลาในการเรียนของเรา ควรจะพยายามบาลานซ์ตรงนี้ให้มากกว่า

                ครูเชื่อว่าถ้าเราตั้งใจเรียนมาก แล้วมีเพื่อนมาขอให้เราช่วยติว ครูก็ถือว่านั้นก็เป็นกิจกรรมนะ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ถูกประทับตรา มันเป็นการสะท้อนว่าเราได้ร่วมทำกิจกรรมกับคนอื่น สาระสำคัญของการทำกิจกรรมคือ ไม่ใช่ว่าเราเข้าไปอยู่ในกิจกรรมนั้น แต่คือ เราทำอะไรในกิจกรรมนั้น เนื้อหามันคือกระบวนการที่มันเกิดขึ้น ต่อให้คุณไม่มีชื่อว่าคุณอยู่ชมรมนั้นๆ ครูจบ ป.ตรีไปครูก็ไม่ได้อยู่ชมรมอะไรเลย หมายถึงว่าชื่อไม่ได้อยู่ชมรมอะไรเลยนะ แต่เวลาครูว่าง ครูไปจัดเพลงวิทยุในมหาลัย แต่ว่าไม่เอาชื่อนะเพราะว่าบางวันขี้เกียจตื่น ก็จะไม่ไปก็ได้ อยู่สภานิสิต ไม่ได้มีชื่ออยู่ในสภา แต่ว่าเข้าไปดูเรื่องการใช้เงินของแต่ละสโมที่ยื่นเข้ามา ก็เข้าไปดูต่อเมื่อเรารู้สึกว่าเราอยากไป สิ่งสำคัญคือ process นี่คือหัวใจสำคัญของการทำกิจกรรมต่างๆ

แล้วเนื้อหาการเรียนที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นล่ะคะ

                 สำหรับครูนะ ครูรู้สึกว่ามันขึ้นอยู่กับ mind set ถ้าครูรู้สึกว่าวิชานั้นไม่น่าสนใจ น่าเบื่อ ครูไปแล้ววิชานั้น ต่อให้แบบจะไปอ่านหนังสือยังไงนะ แต่ใจไม่ไป passionไม่มา มันเละ แล้วเกี่ยวกับ mind set นะ คือถ้าเราปรับ mind set เราอยากรู้นะวิชานี้ เฮ้ย!อันนี้มันน่าสนใจ ไม่ต้องสนใจผู้สอนนะ บางทีผู้สอนมันก็เป็นอุปสรรคเหมือนกันเนอะ ในการที่จะทำให้เราไม่จูงใจในเรียน งั้นอ่านเองก็ได้ หรือจินตนาการเองก็ได้ว่าเราเป็นผู้สอน

                ความเบาที่ต่างจากมัธยมคือ เราเรียนวิชาไม่เยอะในหนึ่งเทอม ดังนั้น สิ่งที่มันจะเอื้อ อันแรกคือ passionในการเรียน คือถ้ามีpassionในการเรียนมันจะช่วยผลักดันเราได้มากขึ้น สองคือ หัวใจอย่างหนึ่งของการเรียนมหาลัยคือ คุณจะต้องจับconceptของวิชานั้นให้ได้ มากกว่าการจับconceptคือ จับอาจารย์ให้ได้ ว่าสไตล์อาจารย์คนนี้เขามีรูปแบบการสอนหรือข้อสอบเป็นแบบไหน

                 แต่ปัญหาของการเรียนมหาลัยก็คือ เรียนนาน เรียนเยอะ โดยธรรมชาติ 2 ชม. เราก็เต็มทีละ 
3 ชม.นี่คือเราเหนื่อยมาก ฉะนั้นครูเลยเฉยๆมากกับการที่เด็กจะหลับหรือหลุด มันธรรมดามาก แต่สำคัญก็คือ คุณสามารถเก็บรายละเอียดในช่วงที่คุณมีสติได้มากน้อยแค่ไหนมากกว่า คุณไม่จำเป็นต้องทุ่ม 3 ชม. เพราะคุณจะเหนื่อย เหนื่อยแล้วคุณจะมองวิชานั้นในแง่ลบ มองผู้สอนในแง่ลบ ดังนั้นอย่าไปฝืนตัวเอง

แต่ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เราจะต้องจับนิสัยในการเรียนรู้ของเราให้ได้ ว่าเราเป็นคนเหมาะกับการเรียนรู้แบบไหน บางคนเหมาะกับการนั่งฟังแล้วเข้าใจ concept ฟังอาจารย์พูดอย่างเดียวไม่จด แต่บางคนเน้นจด แล้วไปอ่านทวน ดังนั้นคุณต้องไปหาตัวเองให้เจอมันก็จะช่วยในการเรียน การเข้าใจเนื้อหาได้มากยิ่งขึ้น



จิตใจกับวัยว่าวุ้น

การปรับกับสถานที่ใหม่ๆ หลายคนมาเรียนมหาลัยไกลบ้าน คิดถึงบ้าน เหงา

                  กับคนที่อยู่กับcomfort zoneมากๆ เช่น บ้านเป็นcomfort zone ทุกย่างมันสบายใจ ไม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับใคร มีคนรู้ว่าเขาควรจะทำยังไงกับฉัน อะไรอย่างนี้ ยิ่งลำบากเวลาที่ต้องไปอยู่ในที่ใหม่ๆ แต่ถ้าคนที่แบบว่า ที่บ้านไม่ใช่comfort zone พ่อแม่ก็บังคับ อันนี้จะเริงร่ามากกับการที่ต้องมาอยู่หอ ดังนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยว่ามาจากสิ่งแวดล้อมแบบไหน

                 เรื่องของสถานที่ หลักคือต้องปรับใจก่อน เพราะมันมีสิ่งแวดล้อมบางอย่างที่ปรับไม่ได้เลย อย่างเช่น แมลง เสียง เตียงนอน ฉะนั้นอันนี้เราต้องปรับที่ตัวเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตอันนี้เราอาจจะถามตัวเองก่อนก็ได้ว่า เราสบายใจกับสิ่งแวดล้อมแบบไหน สมมติว่าเราอาจจะคุ้นเคยกับคนรอบข้างที่เป็นแบบนี้ เราก็เลือกเพื่อนที่เขานิสัยประมาณนี้



แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องการปรับตัวกับเพื่อนด้วยล่ะคะ

               การปรับตัวมันเหมือนต้นทุน ถ้าคนที่ไม่พยายามปรับ หรือคอยแต่จะหาคนที่จะพอดีกับตัวเอง พอไปทำงาน ในโลกของการทำงานไม่มีใครที่จะมาฟิตกับตัวเองพอดีได้ขนาดนั้น งั้นในมหาลัยจึงเป็นที่ๆดีที่สุดที่เราเลือกที่จะคบเพื่อนแบบที่ไม่ต้องพอดีกับเราขนาดนั้น

               เราอาจจะสบายใจกับเพื่อนที่เข้ากันได้บางเรื่อง แต่บางเรื่องไม่ต้องใจตรงกัน ครูว่ามันท้าทายกับการที่เราจะสร้างภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตของเรามากกว่า แต่ว่าปัญหาในการปรับตัว หนึ่งก็คือเขายังไม่รู้ตัวเองว่าเขาเป็นคนยังไง?

               ฉะนั้น ต่อให้เพื่อนชอบอ่านหนังสือ คนนี้ชอบเที่ยว คนนี้ชอบนั่งสมาธิ เราก็สามารถปรับจูนกับเขาได้ โดยที่เราก็คอยหมุนด้านที่เราพอมีอยู่ไปจูนเข้ากับคนนี้ แต่ว่าเราจะไม่ลืมตัวตนที่เราเป็น



งั้นมีวิธีการยังไงคะ ที่จะรู้ว่าเราเป็นคนยังไง

                comfort zone คือสิ่งที่จะบอกได้ว่าเราเป็นคนยังไง อยู่ที่บ้านที่เราสบายใจเราเป็นคนยังไง อยู่กับเพื่อนที่เราสบายใจเราเป็นคนยังไง หรือจะให้เพื่อนfeedback เราก็ได้ว่าเราเป็นคนยังไง แล้วก็สังเกตกับตัวเองว่า เรามักจะมีความสุขกับอะไร และเราจะทุกข์กับอะไร

                แต่ว่าเราก็มักจะมีอุปสรรคในแง่ที่ว่า เราไม่ค่อยมีเวลามาทำความรู้จักกับตัวเองมากขนาดนั้น เรามักจะปล่อยเวลาไปอยู่กับซีรีส์ youtube เราปล่อยตัวเองไปอยู่กับสิ่งนั้นซะเยอะ 






———————————————————————————————————————————

โปรดติดตามตอนต่อไป...
Part2 เราจะมาพูดถึงหัวข้อ
- โรคซึมเศร้ากับชีวิตนักศึกษา
- การสังเกตและให้การช่วยเหลือกับเพื่อนที่มีอาการซึมเศร้า
- เราจะค้นหาเป้าหมายอย่างไร
- จะซิ่วดีมั้ย
- วิธีเติมไฟในการใช้ชีวิตนักศึกษา





SHARE
Writer
Praewnature
Writer
แพรวเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ เรารู้สึกว่าที่เราเติบโตมาเป็นเราได้ทุกวันนี้การอ่านมีส่วนถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็คือครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ที่เราได้พบเจอ จุดเริ่มต้นในการเขียนของเราก็คงจะเหมือนกับหลายๆคนที่ทำงานเขียนคือ พอเราเป็นผู้อ่านมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เราก็อยากที่จะลองเขียนดูบ้าง การได้เล่าเรื่องที่เราอยากจะเล่าให้คนอื่นๆได้รับรู้ผ่านตัวหนังสือคือ ได้บรรลุจุดประสงค์ของเราเเล้ว และถ้าหากบทความของเราจะทำให้คนที่ได้อ่านรู้สึกดีขึ้นมันก็ถือเป็นเรื่องที่เราจะดีใจและยินดีมากๆ

Comments