ปูเน่ (Pune)...เท่ไม่หยอก (My India First Time) part 2
กลิ่นอายเครื่องเทศ... เสียงกริ่งและกลองบรรเลงท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์... อากาศเย็นกำลังดี... คละเคล้าไปกับฝุ่น pm2.5... สอดประสานกับเสียงแตรรถที่ดังเป็นเป็นจังหว่ะราวกับคำทักทาย....
ปูเน่, อินเดีย 


ผมตื่นขึ้นในเช้าวันแรกของการค้างคืนในปูเน่ ใครเห็นสตอรี่ไอจีผมวันนั้นคงจำได้ว่า ผมถ่ายตอนตัวเองพุ่งทะยานเข้าสู่ห้องนอนและปล่อยกายลงบนเตียงส่วนตัวอันแสนนุ่มอย่างไร้กังวล เช้าแรกผมเดินลงมาจากโรงแรม Oakwood Residence Naylor Road Pune โรงแรมที่ไม่ใหญ่โตอะไรมากแต่โคตรฟิน ย้ายร่างเข้าห้องอาหารพร้อมสวาปามมื้อเช้า บุฟเฟ่อาหารเช้าก็ปกติทั่วๆไป ขนมปัง ซีเรียล ชา กาแฟ นม ไข่ดาวซันนี่ไซด์ของโปรดผม แต่ที่น่าสนใจคือ มันจะมีอาหารเช้าแบบอินเดียอยู่มุมหนึ่งเสมอ ผมลองตักทุกอย่างมาทีละนิดๆโดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เอาเป็นว่าผมจะเรียกมันตามที่เห็นแล้วต่อด้วยคำว่า อินเดีย ละกัน... 

มักกะโรนีอินเดียอะไรสักอย่าง... รสชาติเค็มๆใช้ได้อยู่
ข้าวโพดก้อนทอดอินเดียอะไรสักอย่าง... อันนี้หวานๆกินตัดกันอร่อยดี
ไก่ซอสในแกงอินเดียอะไรสักอย่าง... แหล่งโปรตีนที่มองเห็นได้ตอนนี้มีแต่ไก่ ก็ทำใจกินไป พอได้
แป้งนันกับแป้งนึ่งอินเดีย(คล้ายๆแป้งหมั่นโถว)... คนไทยอะ กินกับต้องกินข้าวด้วย..เนี่ยแป้ง พอได้
ข้าวอินเดียเม็ดยาวๆ... กระแดะไง อเมริกันเบรคฟาส...พอเจอข้าวไม่กิน กินขนมปังกับไข่ดาว 

ผมชอบการบริการของพวกโรงแรมตรงที่พนักงานจะชอบเดินมาหาเราแล้วถามว่าเอาอะไรอีกไหม อิ่มไหม ให้เก็บจานเลยไหม โอ้...น้ำร้อนกดตรงนี้นะ ไข่ดาวอร่อยไหม บลาๆ อันที่จริงเราพบกับชาวอินเดียที่ไปอาศัยอยู่ที่อเมริกามาคนหนึ่ง มานั่งกินอาหารเช้าร่วมโต๊ะกับเรา ซึ่งพี่ผมเคยอยู่อเมริกามาไง เขาก็คุยกัน...เอออยู่รัฐไหน อะไรยังไง ส่วนกูก็นั่งฟังไป...แทะไข่ดาวไป

ที่ถามจริงๆ ก็คือสงสัย พวกเราเลยถามว่า UBER ที่นี่แพงไหม เขาว่าถ้าเทียบกับแท็กซี่ทั่วไปก็ไม่นะ ส่วนใหญ่ใช้แอพ OLA กันมากกว่า (เหมือน GRAB TAXI ในไทยล่ะมั้ง) เมื่อคืนตอนออกจากสนามบินปูเน่ เราก็ใช้บริการแท็กซี่สนามบินแบบจ่ายก่อน ซึ่งก็พบว่าราคาไม่แพงอะไรเลย ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 150-200 บาทมั้ง ("ย้ำ ถ้าจำไม่ผิดนะ") เช้านี้พวกเราเลยเรียก UBER กัน (ราคาก็ไม่ต่างจริงๆนั่นล่ะ ไม่ได้แพงมากเท่าไหร่) 

ตัดมาภาพปัจจุบันที่ผมเล่ามา ให้คุณลองนึกนะ คือผมกับพี่นั่งเบาะหลังในรถแท็กซี่ UBER มองออกไปข้างนอกเห็นชีวิตของผู้คนในเมืองที่แสนวุ่นวายบนท้องถนนและริมทาง กับวิวก่อสร้างรถไฟตลอดทาง... คลอไปกับเสียงเพลงอินเดียสุดมันส์ที่คนขับเปิดไว้ 
.....อ่าห์ ใครทันเห็นสตอรี่ไอจีนั้นบ้างนะ

ย้อนกลับไปหน่อย ช่วงรอยต่อระหว่าง part ผมกับพี่ ณ สนามบินเดลีเมื่อวาน เรานั่งกร่อยอยู่ตรงโซฟาแบบเอนนอนได้ที่สนามบินอยู่นานหลายชั่วโมงกับแบตมือถือที่ร่อยหรอ (แต่ไม่ชาร์จ) และสัญญาณอินเทอเน็ตที่ผีเข้าผีออก อย่างที่บอกครับเครื่องเราดีเลย์โดยไม่มีประกาศใดๆ จากหน้า gate โล่งที่เรามานั่งหย่อนก้นกัน กลายเป็นคนเรื่องเนืองแน่นไปหมด ผู้คนก็คงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น นึกภาพตอนจะขึ้นเครื่องตอนเช็ค Boarding pass คนจะต่อคิวกัน ก็เป็นแบบนั้นล่ะครับ คิวยาวๆแต่ไม่เคลื่อนที่ จนเวลาผ่านไปสักพัก ก็มีเสียงเฮขึ้นมาอย่างน่าตกใจ พอหันไปก็พบว่าพวกคนที่ต่อคิวดีใจเหมือนพวกเขาทำสำเร็จแล้วที่จะได้ขึ้นเครื่อง พวกเราเลยเก็บของ พอคิวเริ่มสั้นลงก็เลยได้ขึ้นเครื่องสมใจ และใช้เวลาบนเครื่องอีก 2 ชั่วโมงในการไปปูเน่

การขึ้นแท็กซี่ในอินเดียไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ผมคิดไว้ รถ"เกือบ"ทุกคันที่เราใช้บริการมีสภาพไม่แย่ ข้างในไม่เหม็น และคนขับก็ไมไ่ด้เลวร้ายเลย แต่สิ่งที่ตกใจคือพอขึ้นแท็กซี่ คนขับจะให้คุณเลือก Option คือ....
มึงจะเปิดแอร์ไหม...?

ช็อตนี้ผมกับพี่ก็งงว่ามันถามอะไรนะ... พอฟังอีกครั้งก็โอเค มันถามมึงจะเปิด A/C ไหม ซึ่ง....บ้านกูตอนแท็กซี่จอดรถมันยังนั่งตากแอร์เลย คือกูต้องเลือกด้วยหรอ... โอเค Turn on A/C please เอาเป็นว่าด้วยความที่บ้านเขาคนส่วนใหญ่จะชอบเปิดกระจกขับรถ รับความสดใสในทุกๆวัน อากาศเย็นๆ ฝุ่นอร่อยๆ และคุณยังสื่อสารกับรถข้างๆที่บีบแตรมาได้อีก ด้วยการยกมือทำท่าแบบ ว้อท ว้อท ว้อท อะไรทำนองนี้ ทำให้คนขับรถแท็กซี่ส่วนใหญ่เองก็น่าจะชอบเปิดกระจกขับรถเหมือนกัน (ผมคิดเองนะ) แล้วพอรถขับไปได้สักพัก คนขับของคุณก็จะปิดแอร์ที่คุณบอกให้เปิดตอนต้น แล้วคุณก็เริ่มรู้สึกได้ว่าเสียงลมแอร์มันหายไป จนต้องกระซิบถามกัน... 

"มันปิดแอร์ป่ะวะติง..."
"นั่นดิพี่ ทำไมกันนะ..."
"....."
"...."
.............................
แล้วมันก็เปิดแอร์อีกครั้ง..... หลังจากเรากระซิบกันไปไม่เกิน 10 วินาที.....ขับไป จอดติดไฟแดง ปิดแอร์ วนลูป.... Wow great!!

บนท้องถนนในปูเน่นั้นไซร้ เส้นที่ขีดไว้บนถนนไร้ความหมาย อยากเลี้ยวก็เลี้ยว คืนแรกหลังจากออกจากสนามบิน มีช่วงที่รถติดหนักอยู่ช่วงหนึ่ง ทำให้เราเริ่มกังวลว่าจะได้พักผ่อนกันเมื่อไหร่นะ แต่พอเรากระดึ้บๆไปใกล้สามแยกเรื่อยๆก็พบว่ามีรถชนกันอยู่ ทำให้การจราจรแย่ลงไปอีก ภาพชาวอินเดียเดินลงรถมาตะโกนโหวกเหวกใส่กัน และตุ๊กตุ๊กข้างๆก็บีบแตรพร้อมกับแทรกตัวผ่านแยกแบบไม่สนใจ มาสด้า2อีกคันก็มาจากอีกฝั่ง จ่อแบบพร้อมจะชนรถคันข้างหน้าโดยไม่สนว่าอยู่เลนไหน คนขับผมเองก็ไม่เบา จะตรงข้ามสามแยก แต่โยกหลบไปจนแบบแค่หันพวงมาลัยซ้าย เหยียบคันเร่งนิดหน่อยมึงก็เลี้ยวซ้ายแล้วอะ ...เอาเป็นว่าเปิดกระจกก็คุยกับรถที่มาจากทางซ้ายอีกเลนได้ละ ทุกอย่างก็ค่อยๆเคลื่อนตัวไปในแบบของมันอย่างน่าประหลาด คนที่จะข้ามถนนก็สามารถที่จะข้ามแยกในแนวกากบาทได้เลย ไม่ต้องข้ามสองต่อ ..นี่ไม่รวมคนขี่ม้าข้างๆทางนะ เท่ฝุดๆไปเลย

การจราจรส่วนใหญ่ก็ติดเหมือนกับ กทม บางช่วงเวลาเหมือนกัน บางช่วงเคลื่อนตัวได้ก็ไหลเรื่อยๆ แต่ช่วงที่ติดแบบน่าสนใจ มีอยู่ครั้งหนึ่งครับ วันแรกที่เราจัดบูธเสร็จเพื่อรองานเริ่มพรุ่งนี้ เรากำลังเดินทางกลับ UBER ก็พาเราไปทางกลับอีกทางที่มีการจ่ายเงิน ผมเดาว่าน่าจะเป็นทางตัดผ่านอุทยานหรืออะไรสักอย่าง ไฮไลท์มันอยู่ที่พอขับๆไป จะเจออุโมงค์ให้ลอด และไอ่อุโมงค์บ้านี่ รถมันไม่สามารถสวนกันสองเลนได้ไง แต่.... มันมีรถขับสวนกันไปมาตลอด ซึ่ง...!!!!!!

พอรถกูมาถึง มันก็ต้องจอดเพราะอีกฝั่งกำลังขับผ่านกัน ทำให้ฝั่งเราเริ่มมีการ stack ของรถมากขึ้น มอไซ ตุ๊กตุ๊ก พวกนี้มันจอดชิดขวาอยู่ละ พอมันเริ่มติดกันยาวขึ้นๆ เสียงแตรก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นเสียงดุดัน (อยู่ๆไปมึงจะรู้เองว่าเสียงแตรมันมีอารมณ์ของมันอยู่) พวกรถยนต์ก็ติดกันยาวพรืด มอไซ กับตุ๊กตุ๊กเริ่มล้นไปอีกเลน ทำให้รถอีกฝั่งขับผ่านไมไ่ด้ เอาล่ะทีนี้... บางอย่างครับ.... บางอย่างมันดลใจให้ทุกคนรู้กันว่า ถ้าเราอยู่แบบนี้ต่อไป.... จะไม่มีใครถึงที่หมาย...

ท่ามกลางวิกฤต... ก่อให้เกิดวีรบุรุษ... 
คนขับมอไซและตุ๊กตุ๊ก เริ่มลงจากรถ อาสาเป็นผู้นำ และโบกมือให้รถอีกฝั่งถอยไป กูว่ามีเรื่องละล่ะ.... และสิ่งที่น่าสนใจก็เกิดขึ้นคือ เห้ย...

...มันถอยว่ะ... รถเลนที่วิ่งมาตอนแรกมันเริ่มถอยไปได้แบบงงๆ คือรถหลังมึงก็มี แต่มึงก็ถอยกันได้ ไม่มีตำรวจจราจร ไม่มีเหี้ยไรทั้งนั้นอะ แล้วคันหน้าสุดของแถวเราก็เริ่มตีลุกคืบจนยึดกลางอุโมงค์ได้ พอสบโอกาสมีช่องให้แล่นผ่านได้หนึ่งคัน คันต่อไปก็ฉลุยเลยครับ...

THIS IS MY TURN !! คือแบบตาพวกกูไปบ้าง... พวกมึงจอดรอจนกว่ารถฝั่งมึงจะล้นนะ....

"คือมันสื่อสารกันด้วยพลังจิต หรืออะไรกันนะ" พี่อ้อฟพูดพลางเอามือกุมขมับด้วยอาการเมารถพร้อมกับพูดต่อ "แล้วถ้ารถมันติดกันยาวๆแบบถอยไม่ได้จะทำไงวะ"

เออ.... จริงว่ะพี่ ผมก็สงสัยเหมือนกันอะ... มันก็คงเป็นแบบนี้มาในทุกๆวันๆ ทุกคนก็รู้ว่ามันมาได้ทีละเลน...แต่ก็มา หรือการที่เพราะว่าเราต้องระวังการขับของคนอื่น โดยที่คนอื่นก็ระวังเราไปด้วย จะเป็นเคล็ดลับในการไม่เกิดอุบัติเหตุกันแน่นะ? ผมไม่ทันถ่ายวีดีโอไว้เพราะลืมไป มองแต่สถานการณ์ตรงหน้าที่เหมือนจะเป็นจราจล เลยได้แค่ถ่ายภาพมาสองภาพเป็นภาพอุโมงค์ที่ว่า (เป็นรูปปกของตอนนี้ครับ) 

อันที่จริงผมมองเห็นตำรวจจราจรตามสี่แยกอยู่เหมือนกันนะ แต่ไม่ได้ยืนอยู่กลางสี่แยกหรือมีป้อมตำรวจ นางไปยืนหลบอยู่ตรงมุมๆ ตรงหน้าซอยเล็กๆ กวักมือน้อยๆน่าเอ็นดู เหมือนเรียกห่านแถวหน้าคณะวิดวะ มธ. zone นั้นคือน่ารักสีชมพูเหมือนมีคุณลุงใจดีคอยโบกรถระวังภัยให้คุณถึงบ้าน ....แต่กลางสี่แยกคือเหมือนอยู่ซีเรียอะ ไอ่เหี้x 
...เออ... เก๋ดี

ผู้คนน่ารักครับ น่ารักกว่าเจ้าหน้าที่ ตม. เยอะเลย แขกที่มาในงานก็น่ารัก อัธยาศัยดี ผมพานายญี่ปุ่นเดินหลงทางในงานด้วย เล่นเอาแกหัวเสียไปพักนึงเลย ผมกับพี่เอาชีวิตรอดได้ด้วย ข้าวผัดไก่ของโรงแรม เป็น 5 วันที่ผมคิดถึงเนื้อหมูจริงๆนะ พี่อ้อฟเสนอแนวคิดว่า ร้านอาหารคงจะไม่อยากเสี่ยงเก็บเนื้อหมูเอาไว้จนมันเสีย เพราะว่าอินเดียมีความหลากหลายทางศาสนาสูง บางศาสนาก็มีกฏห้ามกินนั่นนี่ เลยตัดปัญหา เอาวัตถุดิบที่เซฟๆใครๆก็กินได้ละกันจบ

พวกเราก็ทำงานกันไปจนครบถึงวันกลับ วันรับรางวัลผมกับพี่อ้อฟก็เดินเข้าไปใน Hall หลักเพื่อเข้าชมการรับรางวัล ซึ่งเหล่าบริษัทที่เป็นสปอนเซอร์มาออกบูธ จะได้รับรางวัลเป็นโล่เหมือนกัน ความน่าสนใจอยู่ที่ผมก็ลุ้นให้พี่ของผมเอาชื่อตัวเองใส่ไปใน sponsor list เขาจะได้ประกาศชื่อพี่อ้อฟเพื่อขึ้นไปรับรางวัล แต่สุดท้ายก็เป็นนายญี่ปุ่นขึ้นไป ....รอดไปนะพี่ อิอิ พิธีการก็น่าสนใจครับ พอให้รางวัลนักวิจัยหมด ก็ให้รางวัลสปอนเซอร์ แล้วก็ให้รางวัลเหล่าสต้าฟจัดงาน(ทุกคน) เสร็จก็ให้รางวัลกับพิธีกร แล้วก็ให้รางวัลกับคนจัดงานอื่นๆ แล้วก็ให่้รางวัลกับคนให้รางวัลอีกทีด้วย (ทุกคนก็เบิกบานได้รางวัลกันทั่วหน้า) พอจบก็เก็บของกัน ขึ้นรถที่เหมาไว้ให้นายญี่ปุ่น (เป็นคันเดียวที่ผมรู้สึกว่าแอร์เหม็น) ทุลักทุเลแบกเสากระโดงเรือสองเมตรกว่ากลับสยามประเทศในเช้ามืดวันถัดไป ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่พอบอก มาจาก ไทยแลนด์ ก็กลายเป็น ไชน่า ตลอด ในเขตขายสินค้าปลอดภาษีในสนามบินก็มีแต่เจ้าหน้าที่ทักด้วยภาษาจีน ...อ่าห์

การตรวจความปลอดภัยขาออกจากประเทศก็เข้มเหมือนเดิม แค่จะเข้าสนามบินก็ตรวจการจองตั๋วตั้งแต่ทางเข้าสนามบินเลย พอเข้าไปก็เหมือนเดิมครับ ต้องแยกของอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ๆใส่ชุดสีกากีก็เยอะมาก ทุกคนสะพายปืนจริงหมด ใช้คำว่าสะพายครับ AK-47, MP5 เยอะแยะไปหมด แค่ยืนทำท่างงๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ไว้หนวดจิ๋มเดินพุงพลุ้ยเข้ามาหาคุณพร้อมกับ AK-47 เงาวับตรงสีข้าง

"เอนี่ พร้อบบบ แบร้มมมม เซอร์!?" กระดกลิ้นได้สง่างามจริงๆ
"โนๆๆๆๆ ไอ จัส เวททิ่ง มาย เฟรน ครับ" ใครจะอยากมีปัญหาวะ กูแค่ยืนรอพี่กู

ในสนามบินมีบังเกอร์เหล็กเคลื่อนที่ด้วยนะครับ มียามเฝ้าจริงๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนติดอาวุธหมด ปืนพกนี่คือธรรมดามาก ขากลับจากปูเน่ไปเดลีก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแล้ว ผมกับพี่เช็คอินได้ไวมากๆไร้ปัญหาใดๆ จนทำให้รู้สึกว่า ทำไมเวลากูต่อคิว คนข้างหน้ามันเช็คอินนานจังวะ ขากลับก็ยังคงกินเคเอฟซีที่สนามบินเดลีครับ ติดใจใช่เลย แวะร้านกาแฟรอเวลา นั่งทำงานไป นินทานายไป (ล้อเล่นๆ) จนขึ้นเครื่องกลับมาไทยได้อย่างปลอดภัย...


คุณรู้อะไรไหม ผมสนใจการขับรถในอินเดียจริงๆนะ ผมสงสัยว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุมันจะขนาดไหน และเพราะอะไร ผมไม่ได้ไปเมืองใหญ่อย่าง เดลี หรืออะไรก็ตามที่คนไปเที่ยวกันเยอะๆ ไมไ่ด้เจอนักบวชต่างศาสนาตามท้องถนน ไม่เจอขี้ ไม่เจออะไรที่แปลกๆอย่างที่เขาเล่าๆกัน แต่สิ่งที่ผมคิดคือคนที่ผมเจอใน 5 วันนั้นแทบไม่มีใครเลวร้ายเลย (ไม่นับไอ่ ตม โหยวโชว นะ) คนแขกตัวดำก็ไม่ได้ตัวเหม็นหรือสกปรกหรือไม่มีมารยาทนะ พวกเขาน่ารัก อาจเพราะเราเจอแต่คนที่ไมไ่ด้เป็นชนชั้นกรรมกรหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทุกคนก็แต่งตัวปกติ ใช้ชีวิตเหมือนกับเราๆนี่ละครับ มีรอยยิ้ม มีความเป็นคน ไม่ต่างจากเรา

บางทีฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย เขาอาจจะเหมือนผมก็ได้ เขาอาจจะตกใจว่ามึงขึ้นรถเมลล์กันยังไง รู้ได้ไงว่ามันจะจอดตรงไหน ข้ามถนนยังไงวะ รถติดชิบหาย ใช้ชีวิตกันยังไงเนี่ย พวกเราคุ้นเคยกับสภาพแบบนี้จนชินตา พอไปเจออะไรที่แปลกกว่าก็เลยรู้สึกแปลก ผมรู้สึกได้ตอนที่นายญี่ปุ่นบอกว่าการจราจรหรอ? ต่างจาก กทม หรอ? นั่นสิครับ เขามาจากเมืองที่การจราจรดีกว่า วินัยดีกว่า เมืองเจริญกว่า เขาก็คงตกใจตั้งแต่ กทม แล้ว มาเจอที่นี่เลยไมไ่ด้แปลกอะไร วินัยจราจรสะท้อนความเจริญของประเทศก็จริง แต่มันก็ยังมีข้อดีให้ผมมโนได้่อยู่ เรากลับมามองตัวเอง มองความแตกต่างเป็นเรื่องน่าสนใจ เป็นเรื่องสนุก และที่สำคัญ...คนอินเดียหลายๆคนให้ความสำคัญกับการใช้พลาสติกครับ ถึงกับไม่รับพลาสติกเลยก็มี ช้อน ส้อม หลอด เป็นกระดาษเยอะมาก


สุดท้าย ผมว่าด้วยตัวงาน คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีอีกหลายๆทริปกับอินเดีย แต่ครั้งต่อๆไปจะมีเรื่องอะไรสนุกๆไหม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ครั้งนี้ ผมสนุกจริงๆ ไม่รู้พวกคุณสนุกกันไหม แต่นี่คือครั้งแรกที่ผมเล่าเรื่องแบบสดๆร้อนๆให้ฟังกัน ยังไงถ้ามีโอกาส แวะเวียนมาอ่านบทความอื่นๆของผมต่อไปด้วยนะครับ

รักทุกคนครับ - ติง







SHARE
Writer
ccLi0ni3
Writer
- ให้ตัวหนังสือบอกเล่าเรื่องราวของชีวิต - จบวิศวะ แต่ดันชอบเขียนหนังสือกับวาดรูป ชอบอ่านนิยายกับถ่ายภาพ ชอบฟังเพลงกับเล่นกีต้าร์ได้นิดหน่อย เรียนสายวิทย์มาแต่ตอนนี้รู้แล้วว่าชอบเรียนภาษามากกว่า ร้อยแปดพันเก้าที่ตีกันในตัวเอง เราก็จะเล่าเรื่องงงๆพวกนั้นแหละ

Comments