ร้านสะสมความหลัง
 
“ผมเป็นเจ้าหน้าที่ของที่นี่มาได้ห้าปีแล้วครับ” คำแรกที่เขาเอ่ยทักทายฉัน คือคำนี้

ฉันมาที่นี่เพราะมีคนโทรศัพท์เข้ามาหา...ก็แฟนคอลัมน์ของฉันนั่นแหละ จะใครที่ไหน เขาคนนั้นแจ้งว่ามีร้านสะสมความหลังอยู่แถวบางรัก บางที คุณอาจจะชอบก็ได้

ร้านสะสมความหลัง แค่เห็นชื่อ ก็น่าสนใจแล้ว ฉันกดค้นหา Location ใน Map ก่อนเตรียมตัวไปสัมภาษณ์ภัณฑารักษ์คนนั้น

เขายิ้มให้ฉันนิดหน่อย ก่อนจะเล่าต่อ

“อย่างที่คุณรู้ครับ ที่นี่เป็นของหน่วยงานเอกชนแห่งหนึ่ง เรื่องมันเริ่มมาจากที่คุณเศรษฐ์ เจ้าของที่นี่ ท่านมีลูกสาวที่ท่านรัก น่าเสียดายมาก ที่เธอต้องจากไปตั้งแต่อายุยังไม่เต็มสิบขวบดี ข้าวของสิ่งละอันพันละน้อย ทั้งเสื้อผ้า ของเล่นเด็กของเธอ เมื่อมองอีกครั้งก็เหมือนกับสิ่งที่ย้ำเตือนให้เห็นแต่อดีต จะตัดใจทิ้งก็ไม่ได้ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นสัญลักษณ์ของความสุขที่เคยเกิดขึ้น ท่านเลยคัดของที่มีความหมายมาสองสามชิ้น เป็นของที่มีค่า เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนให้เห็นถึงความสุขและความเศร้าที่แฝงอยู่”

“ที่นี่ ไม่ได้รับทุกอย่างที่ทุกคนอยากนำมาเก็บนะครับ แต่เราคัดเลือกทุกชิ้น บางชิ้น ถ้าไม่มีความหมายมากถึงขนาดนั้น ก็ไม่สามารถมาวางตั้งโชว์ได้ คือเราจะคัดของที่มีความหมายมาจัดแสดงทุกเดือนครับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าของที่ตั้งแสดง จะต้องมีความสวยงามด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นของ - อะไรก็ได้-“

“ถ้าคุณอยากให้ทางเรารับซื้อของที่คุณนำมา เรามีกฎง่ายๆ แค่เขียนเล่าความเป็นมาของสิ่งของชิ้นนั้น และเล่าว่ามันมีความหมายต่อคุณอย่างไร เพราะสิ่งของทุกชิ้นที่จัดแสดง จะมีเรื่องเล่ากำกับไว้ข้างๆ ด้วยครับ”

ฉันเดินไล่ดูไปเรื่อยๆ มีสิ่งละอันพันละน้อยวางแสดงปะปนกันไป บางชิ้นดูเก่าคร่ำ ทว่าได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ดูอย่างจดหมายฉบับนั้นสิ ทั้งเก่า ทั้งหมอง กระดาษแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจางๆ ฉันรู้สึกสนใจจดหมายนั้นเป็นพิเศษ จึงเดินเข้าไปดูพร้อมอ่านเรื่องราวที่กำกับอยู่ข้างๆ เป็นจดหมายรักระหว่างของชายหนุ่มกับหญิงสาว ฝ่ายชายไปเรียนชั้นอนุปริญญาตรีที่กรุงเทพมหานคร ฝ่ายหญิงยังใช้ชีวิตอยู่ที่เดิม เนื้อความไม่ได้สละสลวยเป็นพิเศษ แต่เมื่ออ่านเรื่องราวที่กำกับอยู่ข้างๆ ทำให้ฉันนึกทึ่งเล็กน้อย

“จดหมายนี้เป็นของคุณยายคนหนึ่งครับ ลูกสาวของเธอนำมาที่นี่ คุณอาจจะคิดว่าเป็นจดหมายธรรมดาๆ แต่ทั้งคุณเศรษฐ์ และผมคิดว่าเรื่องราวน่าประทับใจมากครับ”

“เป็นจดหมายรักที่เขียนตั้งแต่สมัยปี 2500 สมัยนั้นการสื่อสารที่เร็วที่สุดมีแค่โทรเลขเท่านั้น จดหมายจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของทุกคน ทั้งคู่เขียนจดหมายหากันจนกระทั่งฝายชายเรียนจบ กลับมาแต่งงานกับคุณยาย แต่น่าเสียดายที่ฝ่ายชายอายุสั้นมากครับ ได้อยู่ด้วยกันแค่ 10 ปี ก็ต้องจากกันตลอดกาล”

“คุณยายเลี้ยงลูกสาวคนเดียวมาตลอด ไม่มีความรักครั้งใหม่ ดำรงตัวเป็นหม้ายมาตลอด 35 จนกระทั่งเธอเสียชีวิตในวัย60 ปี”

“35 ปีก็นานพอดูเหมือนกันนะคะ สำหรับการที่ต้องอยู่คนเดียว เลี้ยงลูกคนเดียว”

“ลูกสาวของคุณยายเก็บของใช้ส่วนตัวของแม่ เจอจดหมายฉบับนี้กับดอกกุหลาบสีแดงแห้งเกราะดอกหนึ่ง และรูปถ่ายของคุณพ่อเธอ ข้างหลังเขียนกำกับไว้ว่า ‘เธอเป็นรักแรกและรักเดียวของฉัน’”

ถึงตอนนี้ฉันรู้สึกน้ำตาซึมขึ้นมานิดหน่อย ยิ่งไล้ตัวอักษรในกระดาษหมองคร่ำ ยิ่งรู้สึกท่วมท้นและซาบซึ้งกับความรักของคนทั้งคู่

“ดีเหมือนกันนะคะ คนทั้งคู่ไม่อยู่แล้ว แต่ความรักของทั้งสองคนยังคงอยู่ตลอดกาล”

“แล้วคุณล่ะคะ ทำงานที่นี่มาถึง 5 ปี มีสิ่งของในร้านสะสมความหลังบ้างหรือเปล่า”

ชายหนุ่มยิ้มเศร้าๆ ก่อนบอก “มีสิครับ ผมเองก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน”

เขาเดินนำไปยังรูปสีน้ำขนาดโปสการ์ด เป็นบ้านเล็กๆ ในหมู่ดอกไม้ สีสันแต่งแต้มจนทำให้ภาพนั้นดูงดงาม

“รูปนี้เป็นรูปที่คนซึ่งผมหลงรัก วาดให้ผมครับ เรารู้จักกันเพราะเป็นเพื่อนของเพื่อน ด้วยลักษณะนิสัยที่คล้ายๆ กัน ทำให้เราสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่แน่ใจ ทำไมทุกครั้งที่เจอกับเขา หัวใจต้องเต้นไม่เป็นส่ำขนาดนั้นด้วย เป็นเรื่องที่งี่เง่ามากเลยครับ ผมรู้สึกแย่กับตัวเอง ที่จู่ๆ ก็หลงรักผู้ชายด้วยกัน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ชอบผู้ชายอีกด้วย”

“หัวสมองของผมคงฟั่นเฟือนไปหมดแล้ว ทั้งพยายามหนี ไม่เจอหน้า พยายามหลบทุกครั้งที่เราเดินสวนกัน อีกฝ่ายไม่เข้าใจในตัวผม เขาส่งข้อความมาหาผมและบอกว่าถ้าเขาทำอะไรผิด เขาขอโทษ”

“ตอนนั้นน้ำตาผมไหลเลยครับ เขาขอโทษทั้งๆ ที่เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองผิดอะไร สุดท้ายผมเลยนัดเจอและสารภาพรักกับเขา แต่เขายอมรับไม่ได้กับสิ่งที่ผมเป็น เรื่องก็จบแค่นั้นครับ”

ผมใช้ชีวิตต่อ แต่ไม่ได้สับสนอีกแล้ว ผมยอมรับตัวเอง เคารพตัวเอง แต่สิ่งที่อยู่ในใจและยังคงค้างอยู่ในความรู้สึกตลอดมานับแต่วันนั้นก็คือ การที่เขาไม่ได้รับรักผม

แต่จะอย่างไรก็ดี หลังจากนั้นผมเจอคนที่รักผมอย่างแท้จริง เข้ากันได้ดีทุกเรื่อง และใช้ชีวิตด้วยกันมาจนถึงตอนนี้แหละครับ”

เขายิ้มปิดท้ายคำพูด

“แล้วภาพนี้คุณได้มาตอนไหนคะ”

“ตอนนั้นผมเริ่มทำงานที่นี่ได้สองปีกว่าแล้วครับ จู่ๆ ผู้ชายเจ้าของภาพคนนี้ก็เดินเข้ามาที่นี่ และส่งภาพนี้ให้ผม เขาบอกกับผมว่า เขาขอโทษที่ปฏิเสธผมในตอนนั้น เขายังไม่รู้จักตัวเอง ตอนนี้เขายอมรับแล้วว่า ความรู้สึกที่มีให้ผม ไม่ใช่ความเป็นเพื่อนธรรมดาๆ เขาคิดถึงผมมาตลอด และสืบหาจนรู้ว่าผมทำงานที่นี่”

“ถ้าจะพูดจริงๆ ในส่วนลึกของหัวใจ ผมยังรักเขาอยู่ครับ เขาเป็นความรักครั้งแรก และเป็นคนที่ทำให้ผมรู้จักกับตัวผมเอง แต่คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า รักกัน แต่คบกันไม่ได้ไหมครับ”

“เรายังรักคนๆ นั้นอยู่เสมอ ไม่เคยอยากจะให้เจอเรื่องที่ไม่ดี อยากให้เขาพบแต่สิ่งดีๆ อยู่เสมอ ในความทรงจำยังมีภาพงดงามเหลืออยู่ คิดถึงทุกครั้ง ก็ไม่ได้รู้สึกแย่เลย ตรงกันข้าม มันเป็นความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจแฝงความเศร้าเล็กๆ เพราะเรารู้ว่า ทุกอย่างผ่านมาไกลเกินกว่าจะกลับไปได้อีกแล้ว เราสองคนในวันนี้เดินมาไกลจากจุดเดิมมากแล้ว และมันไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก”

“ผมมีคนรักของผม และเขาก็รักผมมากเช่นกัน เช่นนี้แล้วผมจึงตัดสินใจ นำรูปสุดท้ายที่เขาวาดให้มาจัดแสดงที่นี่ครับ”

“ความรักที่มาผิดที่ผิดเวลา เจ็บปวดเสมอนะคะ”

“บอกไม่ถูกครับ ไม่ถึงกับเจ็บปวด ไม่ถึงกับร้องไห้ มันเป็นความสุขปนเศร้าเล็กๆ ให้บรรยายเป็นคำพูด ก็ไม่มีคำไหนแทนได้ครับ”

เขาวางปลายนิ้วบนภาพเขียนภาพนั้น ไล้ไปตามลายเส้นสีน้ำ และมองลึกเข้าไป ราวกับว่าเขาจมดิ่งในภวังค์ที่ไม่อาจมีใครก้าวล่วงไปได้ ในกล่องความทรงจำของเขา มีเขาในช่วงวัยรุ่นและชายหนุ่มผู้นั้นคงอยู่ ความรักอยู่ในความทรงจำนั้น

“เขายังอยู่ในนั้นครับ ในความทรงจำของผม และผมก็หวังว่าเขาจะมีความสุขอยู่เสมอ”



SHARE

Comments

KCstory
10 months ago
ชอบจัง
Reply
niji
10 months ago
ขอบคุณนะคะ