108 วันในอเมริกา | Chapter 1
มีคนเคยบอกว่าคุณจะเสียใจกับ "สิ่งที่ไม่ได้ทำ" มากกว่า "สิ่งที่ได้ทำ" ลงไป
“In the end, we only regret the chances we didn't take" 
การไป Work&Travel ครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราไม่เสียใจเลยที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เลือกไปผจญภัยในดินแดนอีกซีกโลกแห่งนี้ พูดมาซะเหมือนเจ้าโครงการนี้มันยิ่งใหญ่มากมายขนาดนั้นแหละ ใช่! สำหรับเรามันเป็นความฝันหนึ่งของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เสพวัฒนธรรมอเมริกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ Hollywood, ฟังเพลงฮิตบน Billboard Charts หรือแฟนตัวยงของแฟรชฟรายส์แมคเวลาลด 50 เปอร์เซ็นต์  
เราอยากจะออกไปสัมผัสประเทศแม่ที่เป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมเหล่านี้จริงๆ ว่าทำไมมันถึงได้มีอิทธิพลกับตัวเราได้ขนาดนี้ แต่เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงของโครงการและความคิดในด้านลบของการไป Work&Travel ของคนรอบตัวก็ทำให้เราแอบลังเลกับการไปครั้งนี้ แต่ แต่ แต่  เราไม่รู้ไปเอาความเชื่อในสัญชาตญาณ หรือความมั่นใจมาจากไหน ครั้งนี้เราของตามใจตัวเอง สมัครแบบไม่บอกใคร (แต่บอกครอบครัว แน่สิ) รู้ตัวอีกทีก็บอกเพื่อนว่า " -ึงๆ ตูจะไปอเมริกา"
Chapter 1 : ฉันคือ Eilis ในหนังเรื่อง Brooklyn?


เราลากกระเป๋าใบโตพร้อมเป้อีกหนึ่งใบสะพายบนหลังต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ Los Angeles  ไม่มีอะไรซับซ้อนคุณแค่ต้องยื่นพาสพอร์ตและใบ DS2019(เป็นเอกสารสำคัญที่แสดงถึงสถานะของบุคคล ว่าได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน) ให้กับเจ้าหน้าที่ ที่ตอนนี้เขาทำหน้าตาบึงตึงอยู่ล่ะ เขาไม่แม้แต่จะชวนคุณคุย เขาประทับตรา เซ็นอะไรบนพาสปอร์ตของคุณเล็กน้อยและยื่นคืนให้ 
มีอาหารในกระเป๋ามั้ย ?
"มีอาหารในกระเป๋ามั้ย?" บทสนทนาแรกในอเมริกา...มาจากพนักงานตรวจกระเป๋านี้เอง 
พนักงานถามเป็นภาษาอังกฤษ (อเมริกามีกฎว่าห้ามนำเนื้อสัตว์เข้าประเทศ ตอนแรกแม่ซื้อหมูหวานมาหลายกิโลให้พกมา แต่เห็นค่าปรับถ้าตรวจเจอแล้วไม่กล้าเสี่ยง ซึ่งดีแล้ว)
 
"ค่ะ" หน้าตอนนี้คือไก่ตื่น กลัวมีอะไรไม่ขาดฝัน ขอหละอย่ามีใครยัดยาอะไรใส่มาในกระเป๋านะ 

"มันคืออะไร? " เขาถามต่อ

"เอ่อ ขนมค่ะ" พนักงานพยักหน้า

เฮ้ย! เรารอดแล้วคุณ เรารอลุ้นกระเป๋าที่ค่อยๆ เลื่อนออกมาจากเครื่องตรวจ เราเดินผ่านเข้าไปในประตูบานใหญ่ (ไม่มีแสงสีขาวเหมือนในหนังนะ) แต่มีฝูงชนจำนวนมหาสาร เดินกันขวักไขว่ในสนามบิน ยืนยันให้เราเชื่อได้แล้วว่าเราอยู่ในมหานครที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกจริงๆ  ยินดีตอนรับสู่ LAX สนามบินนานาชาติลอสแองเจลิส ที่ที่วุ่นวายอย่างที่สุด เราต้องรอต่อเครื่องอีกหลายชั่วโมงเพื่อไปลงที่ Chicago และต่อรถไฟเพื่อไปลงยังสถานี Wisconsin Dells 

ชีวิตช่วงนี้แม่งคล้ายๆ Eilis ในหนังเรื่อง Brooklyn เหมือนกันนะ ออกจากบ้านมาหางานทำในอเมกาเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น(สมมุติ)  แถมยังมีพี่สาวเป็นนักบัญชีเหมือนตัวเอกในเรื่อง อยู่รวมกับรูมเมทอีก 4 คน แต่ที่ไม่เหมือนเลยคือพ่อเรายังอยู่  และความสวยที่ไม่เท่านางเอกแต่ก็มี Tony เป็นของตัวเองนะ :)

ความรู้สึกตอนนี้คือไม่อยากไว้ใจใคร ไปไหนก็ต้องเอากระเป๋าซึ่งแม่งใบโคตรใหญ่ไปด้วย เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีคนที่รู้จักแบบที่โทรหาแล้วจะมาหาคุณได้ภายในไม่กี่นาที ไม่มีคนระวังหลังให้แล้ว คุณอยู่ตัวคนเดียวอย่างแท้จริง แต่มองอีกมุมก็คือไม่มีใครรู้จักคุณ เรื่องราวต่อจากนี้มันคือการเริ่มต้นที่ดีเลยล่ะ เราพร้อมจะเขียนมันแล้วด้วยส่วนลึกในใจที่ตื่นเต้นและมีความสงสัยใคร่รู้อย่างเต็มเปี่ยม
8 มิุนายน ถึงอเมริกาโดยสวัสดิภาพ
 

SHARE
Writer
candykitchen
the magician
อยากอ่านเรื่องเล่าของใครหลายคน อยากเล่าเรื่องให้ใครสักคนอ่าน

Comments