เหมันต์ธันวา
ลมหนาวพัดโชยมา เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฤดูหนาวกำลังเริ่มต้นขึ้น ฉันยืนอยู่ริมระเบียง ในมือถือแก้วกาแฟร้อน ทอดสายตามองทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครในตอนเช้า ฝ่าเท้าสัมผัสได้ถึงความเย็นของพื้นกระเบื้อง
ฉันชอบอากาศแบบนี้จริงๆ นึกแล้วพลางจิบกาแฟ อากาศที่เย็นสบายแบบนี้ ช่วยปลอบประโลมหัวใจของฉันได้เป็นอย่างดี แต่แม้ว่าสายลมพัดเอาความหนาวเย็นมา ก็ไม่เคยพัดเอาความคิดถึงออกไปจากใจได้เลย


ธันวาคม 2540 ,


แม้จะไม่ได้หนาวเหน็บมากมาย แต่ความหนาวในประเทศไทยก็เป็นความตื่นเต้นอย่างหนึ่งของเด็กๆ แทบทุกคนมักจะใส่เสื้อกันหนาวหลากสี หลากหลายรูปแบบ ทำให้โรงเรียนดูมีสีสันและแปลกตาไปกว่าฤดูอื่นๆ

ฉันยืนกอดอก กระโปรงพลิ้วไปตามลม ท่ามกลางเพื่อนๆมากมาย ท่ามกลางความโดดเดี่ยว ท่ามกลางเสียงจอแจ ฉันเห็นใบไม้ปลิวลงมาจากต้น

“กิ่ง แกลืมเอาเสื้อกันหนาวมาเหรอ”
“อืม ใช่ แต่ไม่หนาวมากหรอก แบบนี้เรียกเย็นสบาย”
“ชอบอากาศแบบนี้จัง อยากให้มีทั้งปีเลย”
ฉันได้แต่ยิ้มให้เพื่อน เหม่อมองดูใบไม้ที่ค่อยๆร่วงลงมาอีกใบ
เมื่อเดินขึ้นห้องเรียน สิ่งที่เห็นอย่างแรกไม่ใช่สมุดการบ้าน ไม่ใช่เครื่องเขียน หากแต่เป็นเสื้อกันหนาวสีขาว ไม่มีลวดลาย
“พิม นี่ของใคร มาวางไว้บนโต๊ะเรา”
“ไม่รู้ดิ แต่เมื่อเช้ามีคนมาวางให้อะ”
“ใครหรอ”
“ปุน”
ฉันเหลือบมองไปที่มุมห้อง เด็กผู้ชายนามว่าปุนกำลังนั่งวาดรูปอยู่ เขาเป็นเด็กขี้อาย ไม่ค่อยพูด แต่ขยันและตั้งใจเรียนมาก ฉันเดินไปหาปุนที่โต๊ะ
“เสื้อของแก เอามาให้เราเหรอ”
“อืม” เขาพยายามหลบหน้า แต่ฉันสังเกตเห็นถึงใบหน้าที่ขวยเขิน
“ขอบคุณนะ” ฉันเดินกลับไปที่โต๊ะ ไม่สนใจว่าเขาจะหันมามองที่ฉันไหม ฉันสวมเสื้อหนาวนั้น พร้อมกับใจที่สั่นระรัว

ปีนี้ ฉันชอบฤดูหนาวมากที่สุดเลยล่ะ

ธันวาคม 2550,

ฉันหยิบเสื้อหนาวสีเทาขึ้นมาสวม เดินออกจากบ้านด้วยแววตาที่แจ่มใส เสียงกริ่งของจักรยานดังขึ้น ทำให้ฉันหันกลับไปมอง
“ขึ้นมาสิ”
ฉันยิ้ม นับเป็นรอยยิ้มแรกของวันนี้
“อากาศดีนะ ชอบไหม”
“ชอบสิ”
“วันนี้ไปไหนกันดี”
“เดินเล่น”
เขาพยักหน้า ปั่นจักรยานต่อไป
“เธอชอบฤดูหนาวเพราะอะไรอะ”
“อากาศเย็นสบาย”
“เราชอบฤดูหนาวเพราะคนคนนึง เขาทำให้ฤดูหนาวกลายเป็นฤดูที่น่าจดจำ พอลมเย็นพัดโชยมา มันทำให้เรานึกถึงภาพเหล่านั้น”
แม้จะมองเขาจากด้านหลัง ก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังยิ้มอย่างขวยเขิน ไม่ต่างอะไรจากเด็กชายขี้อายคนนั้น

ดึกดื่นวันศุกร์ กลางเดือนธันวาคม เราสองคนเดินไปตามทางบาทวิถี ดึกมากแล้ว รถราค่อยๆเบาบางลง ผู้คนจำนวนไม่มาก เราคุยกันเรื่องไร้สาระ เรื่องความห่วยแตกในชีวิต เรื่องโง่ๆที่ทำให้เราหัวเราะ เรื่องซีรีส์ที่เราดูด้วยกันเมื่อคืนก่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความธรรมดาที่แสนสวยงาม

เขาจับมือฉันเดินข้ามถนน เราทั้งสองก็ไม่ต่างจากเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาคู่หนึ่ง

เขาจับมือฉันแล้วดึงมาแนบไว้ที่อก มือหนาคู่นั้นทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น รู้สึกปลอดภัย รู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่กำลังเต้น มันสั่นระรัวไม่ต่างจากฉันเมื่อคราวได้สวมเสื้อกันหนาวเมื่อ10ปีก่อน

ลมเย็นพัดโชยมา เป็นจังหวะที่เขาดึงฉันเข้ามากอดไว้แนบอก อย่างไม่อยากให้ความรู้สึกนี้จางหายไปกับสายลม

อ้อมกอดนั้นไม่ต่างอะไรจากเสื้อกันหนาวสีขาวตัวนั้น
เพียงแต่มันอบอุ่นและปลอดภัยกว่า
ฉันอยากกอดเขาไปตลอด
ฉันอยากจับมือคู่นี้ไปตลอด ฉันไม่อยากปล่อยมือเลย

ฉันจำความรู้สึกนั้นได้ดี
เป็นฤดูหนาวที่น่าจดจำอีกปีหนึ่ง

ธันวาคม 2560,

“กิ่ง” เสียงเรียกจากด้านหลังปลุกฉันให้หลุดจากห้วงภวังค์แห่งความคิดถึง เขาค่อยๆเดินถือแก้วกาแฟเข้ามายืนข้างฉัน มือจับราวระเบียง ทอดสายตาชมทิวทัศน์ยามเช้าเช่นเดียวกับฉัน
“หนาวไหม”
“นิดหน่อย เหมือนจะเป็นหวัด”
“กินยาพักผ่อนซะสิ วันนี้วันหยุด”
เขายิ้มให้ฉัน เป็นยิ้มที่เหมือนดอกไม้แรกแย้มผลิกลีบกลางฤดูหนาว เหมือนน้ำค้างที่หยาดลงมาบนยอดหญ้า เหมือนหมอกที่ปกคลุมท้องนภา เหมือนปุยเมฆที่ล่องลอยไปตามแรงแห่งลม
คุณเป็นความสวยงาม เป็นความสวยงามที่ไม่ปรุงแต่ง เป็นความสวยงามที่หาไม่ได้อีกบนโลก

“ผมวางเสื้อหนาวไว้บนโต๊ะทำงานนะ”
แม้จะผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว แต่การกระทำของเขาไม่เคยเปลี่ยนไป มีแต่กาลเวลาเท่านั้นที่ผันผ่าน

เขาค่อยๆยื่นมือข้างหนึ่งมาจับมือฉัน สองเรากุมมือกันท่ามกลางไอหนาว

เวลาที่ฉันอยู่กับคุณ เมื่อยามลมหนาวพัดโชยมา อาจหนาวเพียงกาย แต่ใจของฉันไม่เคยหนาวเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ขอบคุณนะ ขอบคุณที่ดลบันดาลให้เวลาที่ลมหนาวหวนมาในแต่ละปี ฉันจะนึกถึงคุณตลอด

อยู่ด้วยกันแบบนี้ต่อไปในทุกๆฤดูหนาวนะ



Annamel
-บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม

SHARE
Writer
Annamel
anonymous
บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม

Comments