Philophobia : โรคกลัวการตกหลุมรัก
Philophobia หรือโรคกลัวการตกหลุมรัก
เป็นโรคชนิดหนึ่งในทางจิตเวช
มาจากภาษากรีกสองคำรวมกัน คือ

Philo แปลว่า ความรัก ความชอบ มารวมกับคำว่า Phobia แปลว่า ความกลัว

นักจิตวิทยาสันนิษฐานว่า ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของโรคกลัวความรักอาจมาจากเรื่องใกล้ตัว ที่ส่งผลให้ผู้ป่วยพยายามจะหนีความรู้สึกรัก หรือไม่อยากเข้าใกล้ความรู้สึกพิเศษกับใครอย่างจริงจังเลยสักคน และแม้จะเกิดความรู้สึกพิเศษกับใครขึ้นมาบ้าง 
“ทว่าสุดท้ายแล้วก็มักจะไม่กล้าเปิดใจให้กับความรัก”


ลึก ๆ แล้วก็อยากมีใครสักคน
ที่ยอมรับในตัวตนของฉัน 
หัวเราะและร้องไห้ไปด้วยกัน 
คอยดูแลเป็นที่พักพิงยามอ่อนล้า

แต่เพราะฉันกลัว 
กลัวอนาคตจะเจอเรื่องร้ายๆ 
กลัวว่าถ้าฉันผูกพันกับใครสักคนแล้วจะยึดติด
ถ้าวันหนึ่งต้องเลิกรากันฉันคงรับไม่ไหว อีกแล้ว..
พอมีใครเข้ามาหรือฉันเกิดความรู้สึกพิเศษกับใคร ฉันจะกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าเสี่ยง คิดวิตกกังวลไปล่วงหน้าสารพัด

พอมานั่งคิดดู จากประสบการณ์ที่ฉันเพิ่งผ่านมา ประสบการครั้งนั้น ทำให้ฉันเปิดใจอีกครั้ง คิดว่ามันจะเป็น “รักสุดท้าย”  แต่เปล่าเลย เป็นฉันที่คิดไปเองฝ่ายเดียว


สุดท้าย ก็จบลงด้วยความเจ็บปวด...


ฉันไม่โทษเขาหรอก  คนหมดรัก คนไม่รู้สึก ยังไง สักวันก็ต้องไปอยู่ดี


กับความรักครั้งใหม่ แน่นอน ฉันไม่ได้ปิดใจ แต่บางที
Barrier บางอย่าง มันทำให้ฉัน ไม่กล้าเปิดใจคุยกับเขาในทุกเรื่อง
-เพราะเกรงใจกับการงานที่หนักหนาของเขาอยู่แล้ว
-เพราะไม่มั่นใจ ว่าเค้าจะว่าง หรือจะไม่เครียดตอนไหน
-ลึกๆฉันก็แอบรู้สึกว่า เค้าก็ให้ priority กับฉัน ถ้าหากเขาพอจะเจียดเวลาได้ 
-เขาเอาชั้นไปใส่ไว้ใน schedule ของเขา 

แต่ทั้งหมดนี้ มันก็ยังคลุมเครือ ในความรู้สึกลึกๆของฉัน

เพราะ
-เราไม่ค่อย หรือแทบจะไม่เคยโทรศัพท์หากัน? 
-เราไม่คุย deep conversation กันเลย บอกจากถามผิวเผินว่าชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร ซึ่งแน่นอน ฉันจำสิ่งที่เขาชอบได้เสมอ 
-สำหรับตัวฉันแล้ว deep conversations นั้นสำคัญมากๆ หากจะอยากจริงจังกับใครสักคน เพราะเราไม่ได้หาเพื่อนเที่ยว เพื่อนกิน เรามาหาคู่ชีวิต เราควรคุยกันถึง ทัศนคติในการใช้ชีวิต มีคำถามว่า เราชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร ความจริง ถ้ามัน click ถ้ามัน flow คำถามพวกนี้จะออกมาเอง่เพราะเราอยากรู้ ไม่ใช่บังคับเพื่อถาม...?  คนที่คอย support เรา ในวันที่เราอ่อนแอที่สุด คนที่คอยรองรับเศษส่วนของเรา เมื่อยามเราแตกสลาย และเช่นเดียวกัน เราก็ควรเป็นแบบนั้นให้กับเขาด้วยเช่นกัน 
-เขาไม่ค่อยแสดงความเป็นห่วงเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่น เวลากลับบ้านดึกๆ ไม่ถามว่าถึงบ้านหรือยัง ฉันรู้ว่าเค้าเหนื่อย เรื่องนี้ก็พยายามกล่อมตัวเองเองอยู่ ว่าไม่ควรเอามาเป็น point เพราะต้องคิดเสมอว่าเขาไม่ว่าง

ตอนนี้ ฉันเริ่มไม่มั่นใจว่า ฉันกำลังหลอกตัวเองให้รับกับสิ่งที่เค้าเป็นได้ หรือควรจะยังไง 
ฉันยอมรับว่า ไม่กล้าไปคุยกับเขาโดยตรง เพราะฉันเกรงใจว่า จะทำให้เขาไม่มีสมาธิในการสอบ และการเรียน


ทีนี้มันก็วกกลับมาว่า 

“นี่ฉันกำลังมีความสุขจริงๆอยู่หรือเปล่า...?”
“เขากำลังมีความสุขจริงๆอยู่หรือเปล่า..?”
ฉันหวังว่าสักวัน ฉันจะมีความกล้าพอที่จะคุยออกไปตรงๆในสิ่งที่รู้สึก 
โดยไม่อยากใครให้ต้องมาเจ็บปวดกับความคลุมเครือแบบนี้อีก....






SHARE

Comments

Me-lo-dy
3 months ago
รู้สึกเ​หมือนกันเลย
Reply
purinnun
3 months ago
เป็นความรู้สึกที่อึดอัดเนอะ ว่ามั้ยคะ ^^