ญี่ปุ่นจ๋าขอลาก่อน
 ไปญี่ปุ่นอีกแล้ว นี่เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ไปเที่ยวประเทศนี้และไปโตเกียวเป็นหลักเพราะที่บ้านชอบช้อปปิ้ง อย่าถามว่าเบื่อแค่ไหนให้ลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณเป็นต่างชาติที่มาเมืองไทยและเที่ยวในกรุงเทพฯ ทุกครั้ง อารมณ์ประมาณต้องไปวัดพระแก้ว 4 ครั้งอ่ะ

ความตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจคงไม่ไหวจะมีแล้ว 555 เหมือนกันเลยนี่ก็ไปชินจูกุ ชิบุย่า อิเคะบุโคะโระ ทุกรอบและไปแต่ที่เดิม ๆ กินข้าวร้านเดิม ๆ ตารางชีวิตแต่ละวันเหมือนเดิม

ไปรอบนี้ได้อะไรมาบ้าง ไปดูกันเลย



ความ Dark ของคนญี่ปุ่น (อ่านว่าด๊ากไม่ใช่ดากนะ แซวค่ะ อยากอารมณ์ดีบ้าง อิอิ)
รอบนี้ไปด้วยอารมณ์เฉยชา ไม่ยินดียินร้ายมาก คนญี่ปุ่นก็ยังเป็นคนญี่ปุ่น มีความเย็นชาและสายตาที่มองคนต่างชาติเหมือนเอเลี่ยนเหมือนเดิม

ที่เด็ดกว่ารอบนี้เจอคนญี่ปุ่นเซอร์ไพรส์ตอนไปเข้าห้องน้ำในห้างอิเซตัน เพราะต้องพาลูกไปเปลี่ยนแพมเพิสที่นั่นพอดี หลังจากทำธุระของลูกเสร็จก็ให้สมาชิกในครอบครัวดูแลลูก ส่วนเราปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำกว่าจะได้เข้าก็ต้องรอคิวนานมากเพราะห้องน้ำมีแค่ 3 ห้อง พอถึงคิวเราก็เข้าปกติด้วยชุดที่มีหลายชั้นกว่าจะถอด กว่าจะได้นั่ง กว่าจะทำธุระเสร็จเพราะอั้นมานานก็ต้องฉี่นานเป็นธรรมดา พอเสร็จแล้วกว่าจะสวมครบและจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยกำลังจะออกจากห้องน้ำพอดี ก็เจอมือดีทุบประตูปัง ๆ ประมาณว่าเข้านานเสียงทุบเหมือนจะโมโห ทั้งที่เราเข้าไปประมาณ 3-4 นาทีเอง เรารีบเปิดประตูออกมาอย่างหัวเสียมองหาคนทุบไม่เจอ ไอ้คนต่อคิวก็มองมาแบบไม่รู้ไม่ชี้ ณ ตอนนั้นคือโมโหขั้นสุดมาก ถ้าเจอมือเคาะอาจมีวางมวยกันแล้ว อะไรคือมารยาท! อะไรคือทุบห้องน้ำคนอื่นทั้งที่เขาก็ต่อคิวเข้ามาและถ้าเขาปวดอึล่ะ กำลังฟิน ๆ กับการปลดปล่อยเขาไม่ขี้หดตดหายกันเลยเหรอ มันมีข้อห้ามด้วยเหรอว่าห้ามเข้าห้องน้ำเกิน 3 นาทีต้องรีบออก คือแต่ละคนมีความยากง่ายในการถอดชุดไม่เหมือนกันยิ่งเป็นหน้าหนาว ใครบ้างจะใส่แค่กางเกงในกับกระโปรงสั้น ๆ กันละโว้ยยยยย

ด้วยความมองบวกคือพร้อมจะบวกแล้วตอนนั้นใครเดินออกจากห้องน้ำถัดจากเราไม่นานเรามองแบบหาเรื่องพร้อมจะถีบแม่งได้ทุกเมื่อ คนแก่ก็จะถีบถ้าแก่แล้วทำตัวแบบนี้ คือโมโหจริง ๆ กับความมารยาทห่วย ๆ แบบนี้ คนแก่คนนึงที่ถูกเรามองก็มองกลับมาที่เราอย่างหัวเสียไม่ต่างกัน ไม่มั่นใจว่าเป็นมือทุบคนเดียวกันไหมแต่ ณ จุดนั้นยังพอครองสติตัวได้อยู่และบอกตัวเองว่า "ใจเย็น ๆ โยม ใจเย็น อภัยให้เขา ๆ" 
เลยเดินออกมาพร้อมกับทิ้งสายตาเกลียดชังของตัวเองเอาไว้แค่นั้น และแน่นอนว่าเวลาที่เหลืออยู่ของวันนั้นอารมณ์ไม่ดีทั้งวัน ด้วยคำถามในใจว่าทำไมต้องมาทุบประตูห้องน้ำที่เราเข้า ไปทำอะไรให้มันวะ แค่นึกถึงยังอารมณ์เสีย 55

คุณแม่ชาวญี่ปุ่นเก่งจัง 
รอบนี้พาลูกไปด้วยสิ่งที่ได้กลับมาคือได้เห็นคุณแม่ชาวญี่ปุ่นที่หอบลูกออกไปข้างนอกคนเดียวด้วยรถเข็นขึ้นรถไฟแล้ว อู้ววววแม่เก่งอ่ะเข็นรถเข็นเข้ารถไฟที่พื้นต่างระดับได้ไง อย่างเราต้องมีคนช่วยยก 1 คนไม่งั้นเข็นไม่ได้แน่ ๆ พอเห็นคุณแม่ชาวญี่ปุ่นเข็นรถขึ้นรถไฟคนเดียวก็อดไม่ได้จ้องตาแทบถลน เขาทำยังไงนะ? แต่ก็ไม่ต้องสงสัยนานคุณแม่แค่ใช้เท้าเหยียบคานรถเข็นและยกล้อหน้าเข้าไปในรถไฟก่อนแล้วค่อยเข็นรถเข้าไปปกติ อ้าว!! โง่จังเราทำไมคิดไม่ได้วะ อ๋อเพราะเขาทำบ่อยและด้วย nature ของแม่ที่นั่นที่ต้องเลี้ยงลูกเอง 100% เป็นคุณแม่ฟูลไทม์แล้วก็พอจะเข้าใจได้ว่า ไม่ได้ก็ต้องได้จะรอให้ใครมาช่วยเล่าในเวลาแบบนั้น ไม่ได้ก็ต้องได้ 

บางวันก็เห็นคุณพ่อคุณแม่เข็นรถเข็นเด็กคันใหญ่ ๆ ในรถคันนั้นมีเด็กเล็ก ๆ อยู่สองคน ส่วนอีกคนอยู่ในเป้สะพายเด็กตรงหน้าอกแม่อีกหนึ่ง พ่อแม่สองคนกับลูกเล็ก ๆ 3 คน! โอ้ววววแม่เจ้ายอมรับนับถือใจมากเลยเอาอยู่ได้ยังไง? เราลูกหนึ่งคนประกบอีก 3 ยังรู้สึกเหนื่อยลำบากลำบนเหลือเกิน เก่งจังคนที่นี่พลังล้นเหลือจริง ๆ อันนั้นเป็นมุมชวนอมยิ้ม

รถไฟฟ้ามีพื้นที่ priority Zone สำหรับรถเข็น 
ในทุก ๆ ตู้ของขบวนรถไฟหรือในตู้ที่อยู่ใกล้ลิฟท์ที่สุดจะมีพื้นที่ให้จอดรถเข็นสำหรับคนพิการและรถเข็นเด็ก นี่เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ประเทศนี้ใส่ใจ ขึ้นไปปุ๊บสามารถเข็นรถไปจอดได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นทางคนเดิน บริเวณสถานีและทุกพื้นที่ของพื้นที่สาธารณะจะมีอักษรเบรลล์บอกไว้ทุกจุดไม่เว้นแม้กระทั่งพื้น 

ถ้าใครไปญี่ปุ่นแล้วสังเกตหน่อยจะเห็นอักษรเบรลล์ตามพื้นเต็มไปหมด และอักษรนูนนี้แหละที่ทำให้พวกเราเข็นกระเป๋ากันลำบากเพราะทำให้พื้นขรุขระ ที่นี่คนพิการจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษและเขาจะไม่รู้สึกเป็นภาระสังคมเลยมีแต่จะรู้สึกมีสิทธิ์มีเสียงไม่ต่างจากคนทั่วไป ทุกครั้งที่ที่นั่ง priority สำหรับคนแก่ คนพิการ คนท้อง แม่และเด็กขึ้นรถไฟฟ้ามา คนที่นั่งอยู่ก่อนจะรีบลุกขึ้นทันที ส่วนคนแก่ก็ไม่ได้อยากนั่งเสมอไปนะ น่าสังเกตอีกอย่างคนที่นี่ไม่ค่อยมีใครเล่นมือถือเอาเป็นเอาตายเหมือนในรถไฟฟ้าเมืองไทย ส่วนใหญ่จะยืนทอดอารมณ์และรีบเร่งลงไปทันทีที่ถึงสถานี

ตามสถานที่ท่องเที่ยวคนญี่ปุ่นจะพูดภาษาไทยคล่อง และมีป้ายภาษาไทยเยอะมาก
ด้วยตอนนี้ใคร ๆ ก็ไปญี่ปุ่น ๆ จนไปที่ไหนที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อจะเจอคนไทยเต็มไปหมด พนักงานที่นั่นก็จะพูดภาษาไทยและขายของอย่างเมามันส์ บางที่พูดไทยชัดจนแปลกใจนี่คนไทยปลอมตัวมาหรือเปล่าเนี่ย แต่มีพนักงานในร้านขนมร้านใหญ่ที่สนามบินคนหนึ่งที่พูดภาษาไทยขึ้นมาแล้วมันสะกิดหู (หาเรื่อง) เราได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขาชี้ชวนให้ชิมขนมชาเขียวใส้ชีสพร้อมกับโฆษณาว่าอร่อยมาก ๆ นะครับ ลองชิมก่อนได้นะครับ ปกติเราไม่ได้ชอบชีสแต่เห็นเขายื่นมาตรงหน้าก็เลยไม่ปฏิเสธเลยหยิบมาชิ้นหนึ่ง แต่พอชิมแล้วก็โบกมือว่าไม่เอาพร้อมขอบคุณ คำพูดที่เขาพูดออกมาและปรายตายิ้มมาทางเราคือคำว่า “ชิมได้ ๆ ฟรี นี่ฟรีนะ” จะไม่รู้สึกอะไรถ้าไม่บังเอิญเห็นว่าคำพูดนั้นมาพร้อมยิ้มเหยียดกึ่งหัวเราะไปให้เพื่อนร่วมงานด้วย ห๊ะ!

Tokyo Tulip Rose ขนมที่เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่น  
อาจจะเคลมไม่ได้ทั้งหมดว่าคนญี่ปุ่นชอบ แต่ถ้าดูจากปริมาณคนที่ต่อคิวและส่วนใหญ่เป็นเจ้าของบ้านทั้งหมดแล้ว คาดว่าขนมชนิดนี้น่าจะเป็นที่นิยมของคนที่นี่ไม่มากก็น้อยมันคือ Tokyo Tulip Rose เป็นคุกกี้สไตล์ฝรั่งเศสที่ทำเป็นรูปดอกทิวลิปสวยงามสีสรรน่ากินและแพ็คเกจจิ้งที่สวยงาม รสชาติก็จะหอม หวาน กรอบนอกนุ่มใน กลิ่นมันหอมละมุนมากกินแล้วหยุดไม่ได้ กลัวอ้วนหรือเป็นเบาหวานไม่แนะนำ 55 ใครที่ไปโตเกียวสเตชั่นลองแวะชิมดูนะคะ เหมาะที่จะซื้อฝากมากเลยแหละรับรองสวยงามถูกใจคนรับแน่นอน

มีแพ็คเกจ 4 ชิ้น 6 ชิ้น 9 ชิ้น 12 ชิ้นและ 18 ชิ้น ตกชิ้นละ 50 บาท (แพงน่าดู ><) 

สวนสัตว์อุเอโนะกับสวนสัตว์เขาดินคล้ายกัน 
เมื่อพาลูกไปก็ต้องไปสวนสัตว์ให้เขาได้เห็นสัตว์ตัวเป็น ๆ สวนสัตว์คงเหมือนกันทุกที่ เป็นสถานที่ทรมานสัตว์ดี ๆ นี่เองมันอาจจะมีประโยชน์ต่อใครสักคน แต่มองให้ลึกลงไปนี่คือสถานที่ทรมานสัตว์ที่เราไม่ควรพาลูกมาเที่ยวเลย

สัตว์ไม่มีความสุขแล้วเราจะสวนลูกสอนหลานได้อย่างไรว่านี่คือวิถีชีวิตที่ควรเป็น จะสอนได้อย่างไรว่าเราต้องรักและไม่ทรมานสัตว์ก็ในเมื่อสวนสัตว์คือสถานที่ทรมาณมันและผู้ใหญ่นี่แหละที่สร้างมันขึ้นมา อาจจะมีหวังดีในแง่ช่วยสัตว์ไม่ให้สูญพันธุ์แต่ไม่รู้สิให้เขาได้อยู่ตามธรรมชาติน่าจะดีกว่านี้ไหม ถ้าเป็นไปได้คงจะไม่พาลูกไปอีก ไปดูปลาในทะเล ดูกวางดูช้างที่เขาใหญ่ น่าจะดีกว่า

ปีนี้อากาศแปรปรวน
ทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่นช่วงต้นเดือนธันวา จะเป็นช่วงเข้าฤดูหนาวบางพื้นที่บนภูเขาเริ่มมีหิมะ และใบไม้ในโตเกียวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเตรียมร่วงหล่น เมื่อสามปีที่แล้วไปในช่วงเวลาเดียวกันใบแปะก๊วยกำลังกลายเป็นสีเหลือทองร่วงพรมบนพื้นเหลืองอร่ามงามจับใจ แต่ปีนี้ไปใบยังเป็นสีเขียวบางต้นกำลังเริ่มเหลือง อากาศก็ไม่หนาวเย็นแค่เย็น ๆ กำลังดี กลับมาถึงไทยยังหนาวกว่าเสียอีก555

บริการที่ญี่ปุ่นไม่ดีเท่าเดิม  
ปกติไปเรารู้สึกว่าถูกปฏิบัติเหมือนราชา เดินไปร้านไหนมีแต่คนโค้งให้ยิ้มแย้มแจ่มใสดูแลต้อนรับดีเยี่ยม จะซื้อไม่ซื้อไม่รู้ล่ะบริการดีเว่อวังไว้ก่อน ไปครั้งนี้เหมือนบริการจากใจเหล่านี้ลดลงและไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

ห้องพักในโรงแรมก็ไม่เสริฟน้ำให้ต้องโทรตามกว่าจะได้ต้องเถียงกับมันเกือบ 5 นาทีว่ายังไม่ได้ แถมอุณหภูมิน้ำที่ก๊อกกับฝักบัวถูกปรับไว้ที่ความร้อนสูงสุดตอนที่แม่บ้านมาทำความสะอาด ถ้าผู้ชายอาบท่านอาจจะได้ไข่ลวกกลับบ้านไปฟรี ๆ ดีที่ตาไวไม่งั้นล่ะได้ไปโรงพยาบาลใช้ประกันเดินทางกันสนุกสนานเลยแน่ ๆ

คนไทยน่ารักเสมอไม่ว่าอยู่ที่ใดในโลก
ปกติเวลาไปต่างประเทศแล้วเจอคนไทยโดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นเราไม่ค่อยสนใจอะไรมากต่างคนต่างอยู่ไม่ยิ้มไม่ทักทายกัน แต่ไปรอบนี้กลับได้รอยยิ้มและคำทักทายน่ารักจากคนไทยทุกวันที่เจอกันตามลิฟท์โรงแรมหรือสถานีรถไฟ คนไทยน่ารักและเป็นชาติที่น่ารักที่สุดในโลก ต่อให้บางครั้งคนประเทศเราจะไม่มีมารยาทเนี้ยบเท่าคนประเทศอื่น (แน่ล่ะกำลังหมายถึงคนญี่ปุ่น) แต่คนไทยก็มีน้ำใจต่อคนด้วยกันไม่เลือกสัญชาติและเป็นคนที่มีจิตใจดีที่สุดในโลกที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กันได้อย่างไม่มีขอบเขตเชื้อชาติใด ๆ มาขวางกั้น รอบนี้ขอชื่นชมจากใจจริง ๆ รักจังคนประเทศนี้


ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเราไม่ว่าประเทศไหนมีเลวมีดีปะปนกันไป ปกติไปญี่ปุ่นมีแต่ความทรงจำดี ๆ แต่ไปรอบนี้ไม่ไหว ไม่เอาแล้วรู้สึกเบื่อจนไม่อยากกลับไปอีก ไม่ได้รู้สึกชอบคนญี่ปุ่นอีกเลยและไม่ได้ปลาบปลื้มกับความทันสมัยและมีวินัยจ๋าของที่นี่อีกต่อไปแล้วโดยเฉพาะโตเกียวพอกันทีลาก่อน

โบกมือหยอย ๆ ลาละนะญี่ปุ่นลาก่อนจริงๆ  
SHARE
Writer
KCstory
Writer
แค่อยากเขียนอะไรก็ได้

Comments