ฮาวทูทิ้ง : วัตถุ ตัวตน ความทรงจำ



      ภาพยนตร์ชุดนี้เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอภาพของ ‘คน’ กับ ‘สิ่งของ’ ในมุมที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะหนังนั้นบอกกับเราว่า “วัตถุ” เกี่ยวพันธ์กับ ‘คน’ อย่างไร


       เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่อง “How To ทิ้ง” นำเสนอชีวิตของ ‘จีน’ หญิงสาวผู้ต้องการรื้อของที่อยู่ภายในบ้านของเธอออกไปให้หมดให้เหลือเพียงแค่ห้องว่างเปล่า ๆกับเฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้น

      ดังที่หนังได้บอกกับเราว่า จีน หญิงสาวผู้เป็นตัวละครหลัก อยากที่จะมีบ้านโล่ง ๆ พื้นที่ใช้สอยเยอะ ๆ หลังจากที่จีนตัดสินใจขายของเหล่านั้นออกไปหมด ภาพยนตร์ก็ได้นำเสนอภาพของ ‘จีน’ ซึ่งจู่ ๆกลับลำเปลี่ยนใจไม่ขายของเหล่านั้นออกไป และนำเสนอเรื่องราวของจีนและตัวละครในเรื่องว่าแต่ละตัวละครนั้นมีปฏิสัมพันธ์ต่อ 'สิ่งของ' เหล่านั้นอย่างไร



                 ในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนวิเคราะห์ไปที่ประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง
 'คน' กับ 'วัตถุ' หลัก ๆ 2 ประเด็น 

  1. สิ่งของที่เรารับมาจากคนอื่น-และได้กลาย       มาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเรา
 
   2. ความทรงจำที่เรามีต่อสิ่งของ


หลังจากนั้นจะนำสิ่งที่สังเคราะห์ได้จาก 2 ประเด็นนี้มาวิเคราะห์เรื่องราวของภาพยนตร์ 'ฮาวทูทิ้ง' โดยจะยกตัวอย่างในกรณีของ จีน, จีนและเอ็ม, แม่ของจีน, คู่รักที่เป็นเพื่อนของจีน 
   

1. สิ่งของที่มาจากคนอื่น--และได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเรา
         ทำไมพวกเราถึงต้องมีของปัจฉิมให้กันและกันยามเมื่อเรียนจบไม่ว่าจะเป็น จบ ป.6 จบ ม.3 จบ ม.6 หรือจบมหาลัย ไม่ใช่เพียงแค่ของปัจฉิมเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึง การเขียนเฟรนด์ชิบให้กัน ที่เราทำกันมาจนเป็นวัฒนธรรมแบบหนึ่ง ก็นับได้ว่าเป็นสิ่ง ๆหนึ่งที่เรามอบให้แก่กันและกัน

    นี่แสดงให้เห็นว่า สิ่งของบางสิ่งนั้นเป็นสิ่งของที่ไม่ใช่สิ่งของทั่ว ๆไปที่เราสามารถแค่ไปซื้อมาจากร้านขายของชำเพื่อเอามาเก็บไว้กับตัวเองแล้วชื่นชมดื่มด่ำกับมันเพียงลำพัง 
           
         แต่ทว่าสิ่งของบางสิ่งนั้นมาจาก ‘คนอื่น’ โดยที่เราไม่ได้ซื้อ ซึ่งในแง่นี้จึงกล่าวได้ว่าของบางอย่างเป็นสิ่งที่ “เคยเป็น” ของ ๆ ‘คนอื่น’ ก่อนที่มันจะกลายมาเป็น ‘ของเรา’ ซึ่งก็เป็นสิ่งของที่ ‘คนอื่น’ ซื้อมาเหมือนกัน 

          แล้วมันสำคัญยังไงเล่าว่าสิ่งของชิ้นนั้นจะถูกซื้อโดย ‘ตัวเราเอง’ หรือ ‘คนอื่น’ ? แน่นอนว่าต่างกันตรงที่ ถ้าเราซื้อเองมันคือ ‘ของเรา’ ในทันที แต่ถ้ารับมาจากคนอื่นแสดงว่าต้องเป็น 'ของคนอื่น' มาก่อนและย่อมมีพันธะบางอย่างที่คนให้กับคนรับมีร่วมกันหรือ ‘ความของคนอื่น’ อยู่ไม่มากก็น้อย 

         อย่างไรก็ดี ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครเป็นคนซื้อ” แต่อยู่ที่ “ใครให้อะไรกับใคร” มากกว่า และวัตถุแต่ละชิ้นที่ตอนนี้เป็น 'ของเรา' นั้นเป็นสิ่งที่เราเกี่ยวข้องกับมันโดยตรงไม่มากก็น้อยตราบใดที่ ณ ปัจจุบันมันคือ ‘ของเรา’ กล่าวได้ว่า ‘วัตถุสิ่งของ’ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ตัวตน’ (self) ของเรา

A man’s Self is the sum total of all that he can call his 
- William James (The Principles of Psychology, 1890)   

2. ความทรงจำที่เรามีต่อสิ่งของ
 
               วัตถุที่ตอนนี้กลายมาเป็น 'ของเรา' จึงไม่ใช่แค่วัตถุเฉย ๆ แต่มันได้ถูกบรรจุไปด้วย 'ความเป็นตัวตน' ซึ่งรวมไปถึง 'ความทรงจำ' ของเราที่มีต่อวัตถุอันนั้นไม่ว่าจะเป็น 
‘วันที่ได้รับวัตถุชิ้นนั้น’ ‘บรรยากาศตอนได้รับวัตถุชิ้นนั้น’ ‘อารมณ์ความรู้สึก ณ ตอนได้รับของชิ้นนั้น’ รวมไปถึงสิ่งใดก็ตามที่เราจะสามารถนึกเกี่ยวกับวัตถุชิ้นนั้นได้ ตั้งแต่เจ้าของคนเดิมเป็นใคร บรรยากาศ วันเวลา อารมณ์ความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้น 
              จึงกล่าวได้ว่าวัตถุชิ้นที่เป็น 'ของเรา' อยู่ ณ ตอนนี้นั้นสามารถเรียกคืนความทรงจำที่เรามีต่อวัตถุชิ้นนั้นได้ นั่นคือฟังชั่นก์ของ 'สิ่งของ' ซึ่งเราอาจจะเรียกมันได้ว่า 'ของที่ระลึก
 
อย่างไรก็ตาม ฟังชั่นก์ 'การเรียกคืนความทรงจำ' ของวัตถุนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อเราได้เห็นสิ่งของที่คล้ายกัน ๆกันไม่ว่ามันจะเป็น 'ของเรา' หรือไม่ก็ตาม

1. จีน--ตัวตนของจีนกับสิ่งของ 
         
        หนังแสดงให้เห็นภาพของจีนซึ่งต้องการจะโละทุกอย่างทิ้ง โดยนำเสนอภาพของจีนสนทนากับแม่ของเธอเรื่องที่เธอต้องการจะจัดบ้านใหม่และรื้อของที่ไม่ได้ใช้แล้วทิ้ง “มินิมอลลิสต์มันก็พุทธ ๆ อะม้า เหมือนการปล่อยวางอ่ะ” "อันไหนไม่ใช้ก็ทิ้ง ๆไป"
           ในแง่นี้ ‘จีน’ จึงเสมือนบุคคลคนที่ได้ปล่อยวางจากสิ่งของเหล่านี้ ถึงกับอาจกล่าวได้ว่าจีน ‘ไม่ได้ยึดติดอะไร’ กับสิ่งของเหล่านี้ตั้งแต่แรก และต้องการละทิ้งสิ่งต่าง ๆ เพราะเหตุผลหลายอย่างเช่น ของเยอะเกินไป ใช้สอยไม่ค่อยได้ 
   
           ซึ่งการที่จีนสามารถทิ้งของพวกนั้นได้แบบไม่รู้สึกอะไรนั่นก็เพราะจีนไม่ได้รู้สึกมีพันธะผูกพันธ์กับของเหล่านั้นมากมายถึงกับต้องเก็บไว้ และเหตุผลของจีนคือเพียงแต่ต้องการทิ้งของเพราะมันรก ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน 
  
        แต่หลังจากฉากที่ขายของให้กับคุณตารับซื้อของเก่า เธอดันวิ่งตามคุณตาคนนั้นเพื่อเอาของคืนเนื่องจากมีอะไรสักอย่างไปดลใจให้จีนตัดสินใจไม่ทิ้งของเหล่านั้น ซึ่งกล่าวได้ว่า จีน ยังไม่ได้ปล่อยวางกับของเหล่านั้นจริง ๆ

       หลังจากนั้นเธอจึงเอาของเหล่านั้นส่วนหนึ่งมาคืนเพื่อนของเธอ ปรากฏว่าไปเจอกล้องของแฟนเก่าซึ่ง ‘กล้อง’ ที่เป็นวัตถุนี่เองมันก็ได้เรียกความทรงจำ (evoke memories) ของจีนกลับคืนมาตั้งแต่ เรื่องราวเหตุการณ์ว่าได้กล้องมาอย่างไร ทำไมถึงได้มา ใครเป็นคนให้ เรื่อยไปจนถึงความทรงจำที่ตัวเองมีต่อคนรักเก่า สิ่งที่ตัวเองกระทำไว้ ฯลฯ ก่อนที่จะตัดสินใจเอากล้องไปคืนพร้อมกับกล่าวคำขอโทษคนรักเก่า 

   จึงกล่าวได้ว่า 'กล้อง' ได้ไปดึงเอา 'ความทรงจำ' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 'ตัวตน' (self) ของจีนกลับคืนมา

2. คู่รักที่เป็นเพื่อนของจีน--กับรูปภาพของพวกเขา


    การที่เพื่อนของจีนที่กำลังจะแต่งงานวานขอให้จีนหารูปภาพที่จีนเคยถ่ายไว้เมื่อสมัยเป็นนักเรียนมหาลัยอยู่หลายครั้ง ก็เป็นเครื่องยืนยันเป็นอย่างดีว่า ‘รูปภาพ’ (ซึ่งมีฟังก์ชั่นบันทึกภาพเสมือนเป็นกระจกสะท้อนอดีต) นั้นมีค่าอย่างมากต่อคู่รักโดยมีฟังก์ชั่นสามารถเรียกคืนความทรงจำที่คู่รักมีต่อรูปภาพนั้นซึ่งสำหรับคู่รักคู่นี้เป็นความทรงจำที่ควรค่าแก่การจำ รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้นึกถึง
     
      สำหรับคู่รักคู่นี้ ‘รูปภาพ’ ของเขาเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่พวกเขาใช้เพื่อเรียกคืนความทรงจำในยามที่ต้องการ

3. แม่ของจีน--ตัวตนของแม่กับสิ่งของ


      กรณีที่น่าสนใจไม่น้อยคือกรณีของแม่ที่ไม่ต้องการให้จีนมาเคลื่อนย้ายสิ่งของของตัวเองที่อยู่ภายในห้องชั้นล่าง และไม่ต้องการย้ายข้าวของของตัวเองขึ้นไปชั้นบนตามคำขอของลูก 

      นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตัวแม่นั้นมีความผูกพันธ์กับฉากภายในห้องซึ่งก็คือ ‘สภาพแวดล้อม’ ภายในห้อง โดยตัวแม่เองนั้นไม่ต้องการที่จะลืมอดีตที่สามีของตัวเองนั้นยังไม่ทิ้งครอบครัวไป

         กล่าวได้ว่า แม่ต้องการให้สภาพแวดล้อมในห้องนั้นอยู่ในสภาพเดิมเพราะอย่างน้อยนั่นก็เรียกความทรงจำเดิม ๆกลับคืนมาได้
 
      ‘เปียโน’ เป็นตัวอย่างที่ดีของวัตถุหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของแม่ 
ในห้องของแม่มีเปียโนอยู่ตัวหนึ่ง เปียโนเปรียบเสมือนเครื่องเตือนความจำ (Reminder) ที่สามารถเรียกคืนความทรงจำ (evoke memories) ของแม่ ซึ่งเป็นความทรงจำของแม่ที่มีเกี่ยวกับพ่อในครั้งที่ทั้งคู่ยังอยู่เป็นครอบครัวสุขสันต์อยู่ (ก่อนที่พ่อจะทิ้งครอบครัวไป) 

     เหตุผลหนึ่งที่แม่ไม่ต้องการให้จีนทิ้งวัตถุชิ้นนี้เพราะว่ามันสามารถดึงความทรงจำที่แม่ 'อยากจำ' และ 'ไม่ต้องการลืม' ของแม่ให้กลับมาได้ และตัวเปียโนนี่เองที่มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนแม่ไปแล้ว 

             เราจะเห็นได้ถึง ‘ความเข้มข้น’ ของ ‘พันธะความรู้สึกผูกพันธ์’ ระหว่างตัว ‘แม่’ กับ ‘เปียโน’ ดังที่เราจะเห็นได้จากฉากที่ ‘จีน’ ขอให้แม่ขายเปียโนตัวนั้นออกไปแล้วแม่โกรธมาก และหลังจากนั้นเป็นฉากที่จีนนั้นได้วางแผนให้น้องชายพาแม่ไปเที่ยวแล้วแอบขายเปียโนออกไป พอแม่รู้จึงโกรธและเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก

      นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการถูกพรากสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเรา (selfhood) ในวัตถุไป เราจะเห็นตัวอย่างของการพรากสิ่งของในลักษณะนี้ได้ในภาพยนตร์ชุด Hacksaw Ridge ในฉากที่พระเอกถูกเพื่อนในกองร้อยแกล้งโดยการสิ่งของที่นางเอกเคยให้พระเอกไป ทำให้พระเอกโกรธมาก

one of the most dehumanising aspects of prison and hospitalisation in many countries is the removal of one's personal possessions, as if this were to deprive the person of part of their very selfhood that is located in objects
- Darian Leader (Why Can't We Sleep, 2019)



หนึ่งในรูปแบบที่ลดทอนความเป็นมนุษย์มากที่สุดของคุกและการรักษาทางการแพทย์ (อาจกินความถึงการรักษาอาการทางจิต) ในหลาย ๆประเทศคือการพรากเอาสิ่งของส่วนตัวของคน ๆหนึ่งไป ซึ่งนั่นเปรียบเหมือนกับการพรากเอาส่วนหนึ่งของตัวตนของเขา (ซึ่งผูกติดอยู่กับสิ่งของนั้น) ไปด้วย
- Darian Leader (Why Can't We Sleep, 2019)  


      ดังที่เราได้เห็นได้จากกรณีของแม่ ไม่เพียงแต่ตัว 'วัตถุ' ที่เก็บไว้ซึ่งความทรงจำเท่านั้นที่สามารถทำให้เราระลึกถึงความทรงจำที่แวดล้อม วัตถุชิ้นนั้นได้ แต่ยังรวมไปถึง 'สภาพแวดล้อมแบบเดิม' ซึ่งหมายรวมไปถึง ตำแหน่งที่วัตถุชิ้นต่าง ๆวางอยู่ สถานที่ บุคคล เสียง 
ซึ่งถ้าหากรวมกันก็มากพอที่จะทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสู่ ‘เหตุการณ์’(event) ในความทรงจำของเรา 

         นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงมีอาการเดจาวู (Deja Vu) ในบางครั้งที่อยู่ในสภาวการณ์ที่เต็มไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิ่งแวดล้อมที่เรา ‘เคยอยู่’ ซึ่งนั่นไปดึงความทรงจำของเรากลับมา 


3. จีนกับเอ็ม--ex-คู่รักและสิ่งของ


        หลังจากจีนค้นเจอกล้องที่เอ็มผู้ซึ่งเป็นแฟนเก่าของจีนเคยให้ไว้ จีนจึงตัดสินใจเอากล้องกลับมาคืนเอ็มพร้อมกับขอโทษเอ็มในสิ่งที่ไม่ดีที่จีนเคยทำไว้

      ในภาพยนตร์นั้นฉายให้เห็นภาพการที่จีนเอากล้องที่เอ็มเคยให้จีนไว้เมื่อครั้งทั้งสองคนยังเป็นคนรักกันอยู่ ไม่เพียงแค่ข้าวของเครื่องใช้อย่าง 'กล้อง' เท่านั้นที่เรียกความทรงจำของเอ็มกลับคืนมา แต่ยังรวมไปถึง ‘จีน’ ตัวเป็น ๆอีกด้วย และยังรวมถึง ‘เสียง’ ของจีนด้วย

        ดังที่ปรากฏให้เห็นผ่านฉากที่ทั้งสองคุยกันและฝ่ายชายชวนฝ่ายหญิงเข้าเล่นข้างในที่อพาร์ตเมนต์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดรวมกันเป็น ‘สภาพแวดล้อม’ ที่มีอานุภาพมากพอที่จะเรียกความทรงจำ (ทั้งดีและไม่ดี) ของเอ็มให้กลับคืนมา 
 
     'เอ็ม' ซึ่งบอกว่าตัวเองสามารถ move on ได้แล้ว แต่ความจริงแล้วตัว 'เอ็ม' นั่นแหละที่ยัง move on ไม่ได้   ดังที่เราจะเห็นได้จากคำพูดของเอ็มซึ่งเขากล่าวว่า "ตอนนั้นก็ดูเป็นรูปธรรมดานะ ตอนนี้กลายเป็นล้ำค่าขึ้นมาเลย" นั่นหมายความว่า 'รูปนั้น' อย่างน้อยที่สุดคือมีความหมายกับ 'เอ็ม' 
         ทั้งนี้ทั้งนั้น 'มีค่า' สำหรับเอ็มอาจจะหมายความไปในทิศทางใดก็ได้เช่น ความทรงจำดี ๆที่เคยมีให้คนรักเก่า ซึ่งตอนนี้อยู่ในฐานะ 'เพื่อน' โดยที่เจ้าตัวไม่ได้คิดอะไรแล้ว ก่อนที่หนังจะบอกกับเราว่าแท้จริงแล้ว 'รูปนั้น' มีความหมายกับเอ็มไปฐานะที่เป็น 'ความทรงจำที่ดี' ที่ลึก ๆแล้วเอ็มต้องการที่จะให้ความสัมพันธ์ของเขากับจีนกลับมาเป็นเหมือนเดิม และในขณะเดียวกัน เอ็ม ผู้ซึ่งมี 'แฟนใหม่' แล้วนั้นทำให้เอ็มตระหนักดีว่า 'ความทรงจำที่ดีก่อนที่จะถูกทิ้ง' นั้นไม่สามารถจะเกิดขึ้นซ้ำอีกได้เนื่องจากกำลังคบกับแฟนใหม่อยู่ 

   เมื่อเอ็มรู้ตัวว่าตัวเองยัง move on ไม่ได้ แถมกำลังคบอยู่กับแฟนใหม่ซึ่งก็เอ็มเองอยู่ในสถานะที่ต้อง 'ให้เกียรติ' แฟนใหม่ เอ็มจึงอยู่ในสถานะ
 'อยากลืมกลับจำ' 

      เอ็มจึงมีความทรงจำสองอันที่กำลังซ้อนทับกันอยู่นั่นคือ "ความทรงจำที่ดี" ที่เอ็มอยากจะย้อนเวลากลับไป และ "ความทรงจำที่ไม่ดี" ที่ตัวเอ็มนั้นถูกจีนทิ้งไป บัดนี้ เอ็มซึ่งยัง move on ไม่ได้จากคนรักเก่าและยังจมปลักกับความทรงจำทั้งสองความทรงจำอยู่ในขณะที่ตัวเองก็มี 'คนรักใหม่' จึงเกิดอาการกระอักกระอ่วนและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี 

     หลังจากนั้น การที่เอ็มเอาของที่จีนเคยให้ไว้ในยามที่ทั้งสองยังเป็นคู่รักกัน อย่างน้อยที่สุด ‘การที่เอ็มเอาของที่จีนเคยให้ไว้มาคืน’ นั้นก็สื่อเป็นนัยแล้วว่า “กูไม่ต้องการจำอะไรเกี่ยวกับตัวมึง” โดยที่เอ็มเองก็เป็นฝ่ายที่ move on ไม่ได้

 ซึ่งนั่นก็สามารถหมายความได้ว่าคนที่ move on ได้แล้วจะไม่รู้สึกพิเศษอะไรใด ๆกับของที่เคยเป็นของคนรักเก่า เช่น สามีภรรยาที่ไม่ค่อยรักกัน (หรือไม่รักกันเลย) แต่อยู่ด้วยกันด้วยเงื่อนไขอะไรบางอย่างก็ไม่ได้ซาบซึ้งไปกับวิดีโอโรแมนติกที่เคยเอามาฉายตอนงานแต่ง หรือสิ่งของที่เคยให้กันและกัน ถึงมันจะเรียกคืนความทรงจำที่คู่รักเคยมีร่วมกันกลับมาได้ แต่คู่รักก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีพันธะที่ลึกซึ้งอะไรร่วมกันแต่อย่างใด หรือในกรณีที่มีความรู้สึกเกลียดกันไปเลย คู่รักก็อาจจะรู้สึกว่าความทรงจำเหล่านั้นมันเป็น 'เรื่องตลก' และไม่ได้ก่อให้เกิดความเครียดจนต้องหาทางกำจัดความทรงจำนั้นแต่อย่างใด < นี่คือตัวอย่างของการ move on ได้



    การไม่สามารถ move on ได้ของเอ็มก็เหมือนกับการไม่สามารถ move on ได้ของแม่ อย่างไรก็ตาม ในความขัดแย้งของจีนกับเอ็ม และของแม่นั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่ move on ได้หรือไม่ได้แต่อยู่ที่ตัว ‘สิ่งของ’ เป็นหลัก จุดประสงค์หลักของบทความชิ้นนี้ต้องการเพียงจะชี้ให้่เห็นว่า 'สิ่งของวัตถุ' นั้นมีฟังก์ชั่นอะไรและเล่นบทบาทอย่างไรบ้างในแต่ละความสัมพันธ์ของผู้คน ตามที่ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นตัวตน (self) ภายในสิ่งของต่าง ๆ 

    กล่าวโดยสรุป สิ่งของ (โดยเฉพาะสิ่งของที่รับมากจากคนอื่น) เมื่อมันกลายมาเป็น 'ของเรา' มันย่อมมี ‘ความเป็นคนอื่น’ ‘ความเป็นเรา’ รวมไปถึง 'ความทรงจำ' ด้วยเช่นกัน

 ดังที่ผู้เขียนได้ระบุเอาไว้ว่า กรณีเปียโนของแม่จีนนั้นเป็นกรณีหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเปรียบเสมือนการพรากเอาวัตถุที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของคน ๆนั้นด้วย
   
    การถูกพรากของบางอย่างไปจากเจ้าตัวไม่ว่าจะโดยวิธีไหนก็ตาม ( ในกรณีของแม่ในภาพยนตร์คือ ‘การขาย’ ) นอกจากจะถูกพรากทั้ง ‘ตัวตน’ ‘ความทรงจำ’ ซึ่ง ‘ความทรงจำ’ เกี่ยวกับสิ่งของชิ้นนั้นก็มีแนวโน้มว่าจะเลือนลางหายไปและในทางกลับกันก็อาจจะทำให้ความทรงจำมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นมาอีกเนื่องจากถูกกระตุ้นความทรงจำอันเดิมด้วย ‘เหตุการณ์ถูกพรากสิ่งของชิ้นนั้น’ ซึ่งเป็นความทรงจำอันใหม่

      เมื่อการพรากสิ่งของวัตถุนั้นสามารถพรากทั้ง ‘ตัวตน’ ซึ่งหมายรวมไปถึง ‘ความทรงจำ’ 
เราจะเห็นได้ว่า ‘การทำลายวัตถุ’ นั้นก็เป็นวิธีหนึ่งในกระบวนการทำลาย ‘ความทรงจำร่วม’(collective memory) รวมไปถึง ‘ตัวตนอัตลักษณ์  (identity) ของคนหมู่มากในปฏิบัติการทางการเมืองเช่นกัน


  ดังเช่นในกรณีของ “การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน” ซึ่งเป้าหมายอยู่ที่
การชำระล้างแนวคิดอุดมการณ์แบบเดิมออกไป  ส่วนหนึ่งของปฏิบัติการนั้น ผู้นำเหมาสั่งให้กองกำลังทหาร, เรดการ์ดทำลายสิ่งก่อสร้าง สถานที่ หนังสือ และ วัตถุอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมแบบเดิมในฐานะที่เป็นสิ่งสร้างของวัฒนธรรมเดิมซึ่งสามารถเรียกคืนความทรงจำของคน เพื่อเป็นการทำลายความทรงจำของคนที่มีแนวคิดวัฒนธรรมแบบเดิมออกไปให้หมด ในกรณีนี้คือความทรงจำร่วมของคนกลุ่มหนึ่ง (collective memory)

        และล่าสุดในความขัดแย้ง สหรัฐ-อิหร่าน การที่ทรัมป์ข่มขู่ว่าจะทำลายสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอิหร่านก็นับได้ว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของปฏิบัติการทางการเมืองในการทำลายความทรงจำ  ซึ่งการทำลายสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอิหร่านเหล่านี้ไม่ใช่แค่การทำลาย 'สิ่งก่อสร้าง' ที่เป็น 'วัตถุ' เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการทำลายตัวตนความเป็นชาติและความทรงจำร่วมของคนอิหร่านไปพร้อม ๆ กันด้วย






SHARE

Comments