ปฏิโลกาภิวัตน์
ปฏิโลกาภิวัตน์ Anti-globalization หรือ mundialism

ปฏิโลกาภิวัตน์ หรือ การต่อต้านโลกาภิวัตน์ (Anti-globalization) เป็นคำปฏิเสธที่ใช้กับท่าทีทางการเมืองของบุคคลและกลุ่มที่ต่อต้านเสรีนิยมแนวใหม่

เราอาจได้ยินคำว่า โลกาภิวัตน์ และหลายๆคนตื่นเต้นกับเรื่องนี้ แต่กลายเป็นว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้เป็นแค่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลก แต่มันกลายเป็น1ในหลายๆเหตุผลที่ระบอบทุนนิยมและเผด็จการวอลสตรีทเจริญเติบโต

เหตุผลของการต่อการต่อต้านโลกาภิวัตน์หรือ ปฏิโลกาภิวัตน์
1. ประเทศยากจนบางครั้งเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเป็นความจริงในขณะที่โลกาภิวัตน์สนับสนุนการค้าเสรีในประเทศต่างๆ ในระดับนานาชาติ ก็ยังมีผลต่อเนื่องทางลบเนื่องจากบางประเทศพยายามที่จะรักษาตลาดของตนเอง สินค้าส่งออกของประเทศยากจนส่วนใหญ่คือสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นการยากมากที่จะสู้กับประเทศที่แข็งแรงกว่าที่ให้เงินอุดหนุนเกษตรของตน เนื่องจากเกษตรกรในประเทศยากจนไม่สามารถแข่งขันได้ จึงพากันขายผลผลิตในราคาต่ำกว่าที่ตลาดควรจ่าย

2.การเอารัดเอาเปรียบ ผู้ใช้แรงงานต่างด้าว: ความเสื่อมโทรมในการปกป้องประเทศอ่อนแอโดยประเทศที่เข้มแข็งทางอุตสาหกรรมเป็นจากการเอารัดเอาเปรียบผู้คนที่แรงงานในประเทศของตนอยู่ในอัตราต่ำ เนื่องจากการขาดมาตรการปกป้อง บรรษัทจากชาติอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งสามารถให้ค่าจ้างที่เพียงพอสำหรับการทำงานที่มีชั่วโมงยาวนานในสภาพงานที่ไม่ปลอดภัย แรงงานราคาถูกที่มีจำนวนเหลือเฟือทำให้ประเทศที่แข็งแรงไม่ให้สัตยาบันเกี่ยวกับความไม่เสมอภาคระหว่างชาติ หากชาติเหล่านี้ได้พัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมแล้ว แรงงานราคาถูกเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปพร้อมกับระดับการพัฒนา ขณะที่โลกกำลังอยู่ในขั้นตอนนี้ จึงยากที่คนจนที่ถูกเอาเปรียบจะหนีความยากจนไปได้ เป็นความจริงที่ว่าคนงานสามารถออกจากงานได้อย่างเสรี แต่ในประเทศที่ยากจนกว่าย่อมหมายถึงการอดตายซึ่งอาจโยงถึงครอบครัวด้วย

3.การเคลื่อนย้ายสู่งานภาคบริการ ค่าแรงงานที่ถูกในประเทศโพ้นทะเลชักนำให้หน่วยการผลิตของบริษัทย้ายไปตั้งในต่างประเทศ คนงานไร้ฝีมือที่ถูกปลดออกจากงาน จึงถูกบังคับโดยปริยายให้ไปทำงานในภาคบริการซึ่งมีค่าจ้างไม่สูงและถูกให้ออกจากงานได้ง่ายกว่า ปรากฏการณ์นี้ทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างคนงานฝีมือและคนงานไร้ฝีมือถ่างห่างออกจากกันมากขึ้น ในสหรัฐฯ การถูกออกจากงานลักษณะนี้ยังทำให้อัตราการเพิ่มคนชั้นกลางค่อยๆ ลดลงทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจห่างกันมากขึ้น ครอบครัวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนของชนชั้นกลางถูกกดดันให้เข้าสู่ตำแหน่งที่ต่ำลงที่เนื่องมาจากการปลดคนงานครั้งละมากๆ เพื่อหันไปใช้ บริการนอกประเทศ (outsourcing) ซึ่งถูกกว่า ซึ่งหมายความว่าคนที่อยู่ในระดับล่างจะมีความยากลำบากมากในการกระเสือกกระสนให้พ้นความยากจนเพราะคนชั้นกลางที่เคยเป็นบันไดให้ไต่ขึ้นได้หายไป

4.ความอ่อนแอของสหภาพแรงงาน: แรงงานราคาถูกที่มีเหลือมากร่วมกับการเพิ่มจำนวนของบริษัททำให้สหภาพแรงงานในสหรัฐฯ อ่อนแอลง สหภาพสูญเสียความเข้มแข็งเมื่อจำนวนคนงานลดลง สหภาพจึงมีอำนาจน้อยกว่าบริษัททำให้บริษัทเปลี่ยนคนงานได้ง่าย เพื่อจ้างแรงงานที่จ้างได้ถูกกว่าที่สัญญาว่าจะไม่เข้าเป็นสมาชิกสหภาพ



ปฏิโลกาภิวัตน์เติบโตขึ้นในหมู่นักอนาธิปไตยและนักสังคมนิยม หรือแม้แต่พวกฝ่ายขวาอย่างฟาสซิสต์ เนโอนาซีที่ปราถนาต่อต้านแนวคิดเสรีนิยมใหม่ที่เอื้อต่อการปกครองทางเศรษฐกิจที่นำการเมือง การทุจริต และ เผด็จการทางเศรษฐกิจโดยกลุ่มทุนนิยมวอลสตรีท อย่างไรก็ตาม ด้วยบริษัทสื่อ และ ภาคเอกชน รัฐ ที่หนุนเสรีนิยมใหม่ และ เสรีนิยมประชาธิปไตย ทำให้ ภาพของปฏิโลกาภิวัตน์ กลายเป็นภาพของความรุนแรงและการถ่วงความเจริญ กระนั้นผู้คนไม่น้อยที่เริ่มเลือกที่จะเข้าร่วมกลุ่มปฏิโลกาภิวัตน์ อย่างไรก็ตามแม้กลุ่มฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวาหลายกลุ่มที่ประกาศเป็น ปฏิโลกาภิวัตน์ เหมือนกัน แต่ทว่าเป้าหมายและการเป็นปฏิโลกาภิวัตน์ของพวกเขาแตกต่างกัน พวกฝ่ายซ้ายต้องการสร้างความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่ฝ่ายขวาส่วนใหญ่กระทำเพื่อสนองชาตินิยม ศาสนาและวัฒนธรรมเสียมากกว่า



"ขบวนการปฏิโลกาภิวัตน์ก่อตัวขึ้นเพื่อต่อต้านแง่ลบของโลกาภิวัตน์ คำว่า “ปฏิโลกาภิวัตน์” เป็นคำที่ไม่ตรงเนื่องจากกลุ่มเป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่กว้าง แทนประเด็นและผู้คนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่สนับสนุนความเกี่ยวพันที่ใกล้ชิดระหว่างผู้คนและวัฒนธรรมที่หลากหลายในโลก ผ่านการเงินช่วยเหลือ การช่วยเหลือผู้อพยพ และประเด็นปัญหาด้านสภาวะแวดล้อมของโลก"
สไตกลิตส์ โจเซฟและแอนดรู ชาร์ลตันเขียนไว้



มีนักวิจารณ์วิจารณ์ช่วงกระแสโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจเมื่อเร็วๆ นี้ที่มองว่าเป็นการทำความเสียหายแก่ดาวเคราะห์โลกในแง่ของการสร้างอันตรายที่เกิดจากความไม่ยั้งยืน รวมทั้งยังมองว่าเป็นการทำความเสียหายแก่มนุษย์ เช่นการเพิ่มความยากจน สร้างความไม่เท่าเทียม ความอยุติธรรมและการผุกร่อนของวัฒนธรรม นักวิจารณ์ยืนยันว่าทั้งหมดเกิดจากการเปลี่ยนรูปแบบทางเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากโลกาภิวัตน์ พวกเขาท้าทายตัวเลข เช่น GDP ที่ใช้ชี้วัดความก้าวหน้าที่บังคับใช้โดยสถาบันเช่น ธนาคารโลก โดยให้มองมาตรการอื่นด้วย เช่น “ดัชนีความสุขของโลก" ( Happy Planet Index)ที่จัดทำโดย “มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่” (New Economics Foundation) ที่ชี้ให้เห็น “ความมากมายของผลกระทบที่อาจทำให้สังคมแตกสลาย การล่มของประชาธิปไตย การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในอัตราที่รวดเร็ว การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเชื้อโรค ความยากไร้และการลดคุณค่าของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น”ซึ่งนักวิจารณ์กล่าวว่าข้ออ้างนี้ไม่ใช้เป็นการเจตนา แต่เป็นตามมาที่แท้จริงของโลกาภิวัตน์
SHARE

Comments