“ยู วิล ออลเวย์ส บี เพาเวอร์ฟูล, ลัคคี่, แฮพพี่ แอนด์ เฮลทิ่
ฝุ่นจางๆในอากาศเดือนพฤศจิกายนจับกับกลิ่นความเก่าของตู้โดยสารรถไฟสาย กรุงเทพ-อยุธยา แวะมากับสัมผัสจมูกทักทายเราเป็นครั้งครา บวกกับจำนวนคนที่ถือว่าหนาแน่นพอสมควรชวนให้อึดอัดเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ดี การเดินทางครั้งนี้มันก็ไม่ได้ตั้งใจไปตามที่คาดหมายตามแต่แรกอยู่แล้ว การเดินทางมันก็คงต้องขลุกขลักบ้างเป็นธรรมดา อย่างที่เขาว่ากัน

ที่นั่งฝากตรงข้ามเรา มีนักเรียนภาพยนตร์สาวปีสาม สองคนกำลังนั่งทอดอารมณ์ไปกับ การเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆของรถไฟ ถัดข้ามไปอีกจากพนักฝั่งตรงข้าม ก็ยังมีเหล่าหนุ่มสาวนักเรียนภาพยนตร์สามสี่คน ยืนโหนห่วงจับ หรือนั่งเบียดเสียดไปกับคนแปลกหน้าอยู่

จุดเริ่มต้นการเดินทางที่ตั้งใจไว้ของการเดินทางครั้งนี้ออกจะผิดจากจุดหมายปลายทางไปหน่อย แค่กาญจนบุรี กลายมาเป็นอยุธยา จากความเข้าใจผิดของพวกเราเรื่องสถานีรถไฟเล็กน้อย แต่ช่างมันประไร นั่งรถไฟ นั่งไปไหนก็ได้บรรยากาศนั่งรถไฟเหมือนกัน ข้าพเจ้าเพียงติดสอยห้อยตามเพื่อนกลุ่มนี้มานั่งรถไฟเล่นก็เท่านั้น หากแต่พวกเขาตอนแรกตั้งใจจะมา สะเก็ตชิ่ง สะพานข้ามแม่น้ำแควซะมากกว่าซากปรักหักพังของอยุธยา

พอผ่านตัวเมืองชั้นนอกของมหานครแห่งความวุ่นวายออกไปได้สักพัก บทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น เพื่อแก้อาการเบื่อจากการทอดอารมณ์มาสักระยะ ข้อดีอย่างนึงของการเดินทาง (ในกรณีที่ไม่ได้ก้มหน้าดูแต่โทรศัพท์) เรามักจะได้คุยเรื่องที่ในชีวิตประจำวันปกติเราคงไม่ได้คุยกันนัก ใครจะไปรู้ว่าเพื่อนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอยู่ในครอบครัวที่มีกิจการโรงพิมพ์ (แต่ก็คงไม่ได้เกินจากที่จะเดาไปได้) หรือเพื่อนอีกคนหนึ่งเป็นลูกสาวของนางพยาบาลข้าราชการ ผู้มีอาชีพเสริมคือการปล่อยเงินกู้ (นี่สิน่าตื่นเต้นที่แท้จริง) หรือพวกเราก็คงไม่ได้มานั่งถกกันถึงความคิดอ่านของเด็กรุ่นเรา ที่ไม่ได้เข้าใจชีวิตอย่างถ่องแท้ทำให้ทำหนังไมได้ลึกซึ้งอย่างที่ใจหวังสักที ซึ่งมันก็ไม่แปลก เพราะเราก็เพิ่งจะใช้ชีวิตกันมาเพียงแค่หนึ่งในสี่ ของอายุมาร์ติน สกอเซซี่ เองด้วยซ้ำ แม้นำมารวมกันสามคนก็ยังขาดไปอีกยี่สิบปี พอดิบพอดี แล้วเราจะไปเข้าใจชีวิตอะไรเท่านั้นได้ยังไงกัน

ถกกันมากเท่าไรเวลาก็ผ่านไปเร็วเท่านั้น ไม่นานนักรถไฟก็เข้าเทียบชานชลาสถานีอยุธยา ให้เราได้ขยับยืดเส้นสายกันสักเล็กน้อยก่อนเดินทางต่อ เดินข้ามฝากถนนไม่ไกลนัก เพื่อเข้าไปยังตรอกที่มีปลายทางคือเรือข้ามฝาก ระหว่างแม่น้ำป่าสักไปยังเกาะอยุธยา ที่ขอเรียกว่าเกาะก็เพราะว่าด้วยลักษณะแล้ว พื้นที่รอบนั้นก็ถูกล้อมไปด้วยแม่น้ำทั้งหมด

ข้างๆท่าเรือขนาดย่อมเยา มีศาลเจ้าจีนเล็กๆตั้งอยู่ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยพวกเราจึง เดินไปเข้าไปเขย่าเซียมซีกันสักหน่อย เสียงเพื่อนที่เข้าไปก่อนตะโกนออกมา “ใบฉบับภาษาอังกฤษแปลตลกชะมัด”

“ยู วิล ออลเวย์ส บี เพาเวอร์ฟูล, ลัคคี่, แฮพพี่ แอนด์ เฮลทิ่” ใบในมือผมว่างั้น ก็คงจริงอย่างมันว่า แปลได้เชยจริงๆ แต่มันก็คงไม่มีผลอะไรกับชีวิตจริงๆอยู่และแหละมั้ง

เราเช่าจักรยานเป็นพาหนะเพื่อชมเมือง อันที่จริงกรุงศรีอยุธยานี่ก็เล็กพอที่เพียงแค่ถีบจักรยานไม่นานนักก็แทบจะเห็นได้หมดทุกอย่างเท่าที่จะเห็นได้แล้ว เรานั่งพักกันที่วัดชื่อดังที่มีเศียรพระอยู่ในรากต้นโพธิ์ แน่นอนว่า พวกเรา เด็กวัยรุ่นที่ไม่ได้อินอะไรไปกับประวัติศาสตร์ชาติ บ้านเมืองไทยนัก ก็มักจะมีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาให้คิดแทนเรื่องเกี่ยวกับโบราณสถานด้านหน้า เช่น “อยากกระซิบความลับฝากไว้ในรูเหมือนใน อินเดอะ มู้ด ฟอร์ เลิฟ โว้ย” อะไรทำนองนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าของประโยคได้ทำตามใจอยากหรือยัง เพราะมองไปทางไหนก็ไม่น่าจะมีสักรูในที่แห่งนี้ที่จะเก็บความลับจากนักท่องเที่ยวปริมาณมหาศาลได้เลย

และเราก็นั่งจับเจ่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆใต้ร่มของกำแพงอิฐโบราณ.. บ้างเขียนรูปอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก บ้างเดินถ่ายรูป หรือข้าพเจ้านั่งอ่านหนังสือเวลา ของชาติ กอบจิตติ

เหมือนเล่นตลกกับการอ่านหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องคนแก่และความตาย ฝั่งตรงข้ามก็มีแหม่มสูงอายุ ถ้าทางไม่ค่อยแข็งแรง สวมท่อให้ออกซิเจนอยู่ที่จมูก ส่วนสองข้างมือจับรถเข็นช่วยเดินเข็นมา ที่น่าสนใจคือ ดูสภาพเธอแล้ว คนทั่วไปในสภานี้คงได้แต่นอนรอความตายมาพรากไปจากบนเตียง กลับกันสีหน้า แววตา หรือท่าทางเธอที่แสดงออกมา มันช่างดูสนุกไปกับการเดินเที่ยวเหลือเกิน เดินไปพลาง หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายบ้าง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายบ้าง ช่างน่าชื่นชมในพลังของเธอจริงๆ และโชคดีของเธอที่ยังไหวอยู่

เรานั่งเตร่ไปเรื่อยเพราะอากาศเมฆน้อยเกินกว่าจะออกไปสู้กับมัน อันที่จริงคงต้องบอกว่าการเที่ยวกันครั้งนี้ความสนุกอยู่ตรงที่นั่งคุยเขื่อง กันไปเรื่อยมากกว่า ไม่ได้สนใจที่ทางอะไรมากนัก เพราะทุกคนเห็นตรงกันว่า “ก็เคยมากันตอนเด็กหลายรอบละนี่หว่า”

สุดท้ายทริปท่องเที่ยวก็ต้องจบอย่างรวดเร็วเพราะความร้อนเกินจะทน ต่างจากในจินตนาการตองรถไฟเคลื่อนออกมาจากกรุงเทพ ว่าจะได้หลบอยู่ใต้เงาเย็นของต้นไม่ใหญ่(ซึ่งแทบไม่มีเลย) นั่งสังเกตชีวิตและสถานที่ไปเรื่อยๆ จึงเกิดขึ้นเพียงแต่เท่าที่เล่าไปด้านบน



ขากลับด้วยความอ่อนล้า และเพลียแดด ต่างคนต่างเงียบอยู่ในความคิดของตนเอง…



ตู้เหล็กค่อยๆวิ่งกลับเข้าสู่จุดเริ่มต้นของการเดินทางขึ้นเรื่อยๆ ภาพเมืองปรากฏขึ้นภายในบานหน้าต่างที่เรามองออกไป กลิ่นอับบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ความแออัดของเมืองอย่างกรุงเทพเริ่มลอยมาพร้อมกับลมที่วิ่งสวนเราไป รถไฟวิ่งผ่านความแออัดของชุมชนบ้านสังกะสี คลองน้ำเน่าไหลส่งกลิ่นโชยลอยมาทางหน้าต่าง อบอวลราวกับเป็นส่วนหนึ่งอันแยกมิได้ของชุมชนสังกะสี เสื้อผ้า กางเกง ชุดชั้นใน ถูกแขวนไว้บนราวบ้าง บนหลังคาสังกะสีบ้าง มองไปแล้วก็ได้แต่คิด ในชุมนุมสังกะสีเหล่านี้เป็นที่อยู่ของมนุษย์เหมือนเราจริงๆหรือ สภาพการเป็นอยู่ช่างไม่น่าอภิรมย์เสียเลย (จากมุมมองชนชั้นกลางอย่างข้าพเจ้า)

รถไฟชะลอเพื่อหยุดจอดเตรียมเข้าสถานีย่อยเป็นครั้งคราว ทำให้เรามีโอกาสได้พินิจกับความเป็นอยู่ของชุมชนริมทางรถไฟมากขึ้น ทารกน้อยถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขนของมารดาอายุราว 20 ปลายๆ เมื่อเห็นแล้วก็ได้แต่คิด เด็กน้อยคนนึง ไม่สิ ไม่รู้กี่คนต่อกี่คนต้องเติบโตในสถานที่แบบนี้ หรือบางทีอาจต้องจมปลักอยู่กับที่แห่งนี้จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต

ชีวิตสำหรับบางคนนั้นช่างน่าสลดเหลือเกิน...เขาเหล่านั้นจะได้มีช่องว่างความคิดภายในซอกหับอันมืดมน ออกไปโลดแล่นอภิรมย์ กับรถไฟเหมือนอย่างเรามั่งมั้ยนะ

“ยู วิล ออลเวย์ส บี เพาเวอร์ฟูล, ลัคคี่, แฮพพี่ แอนด์ เฮลทิ่” หวังว่าประโยคนี้จากเซียมซีจะไปถึงพวกเขาบ้างก็คงดี
SHARE

Comments