《แท้ที่จริงแล้ว, แผ่นดินมาตุภูมิล้วนแต่อยู่รอบๆกายฉันตลอดมา》

      วันนี้เราเอาบทความส่งประกวดเวอร์ชั่นจีนของเราเอง มาแปลเป็นเวอร์ชั่นไทย ได้รางวัลดีเด่นมาจ้า รางวัลนี้ขอมอบให้กับอากง อาม่า  บรรพบุรุษของฉัน และผู้ร่วมสนับสนุนของฉันทุกคน  ❤ นี่เป็นความฝันเล็กๆของฉันอีกอย่างที่อยากเป็นนักเขียน ตอนนี้เป็นมือสมัครเล่น แต่ก็แอบฝันนะอยากเป็นนักเขียนมืออาชีพบ้าง อิอิ ก้าวต่อไปทาเคชิ  2019/12/03 01.49น. บันทึก😁

《แท้ที่จริงแล้ว, แผ่นดินมาตุภูมิล้วนแต่อยู่รอบๆกายฉันตลอดมา》


         ฉันเชื่อว่า ในชีวิตของทุกๆคนล้วนแต่ต้องผ่านช่วงเวลาแห่งการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “แท้ที่จริงแล้ว เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร? เราควรเลือกเดินไปในทิศทางไหนในการดำเนินชีวิตของตัวเอง? เราควรเลือกเรียนคณะอะไร? จบมาแล้วจะทำงานอะไร? คำถามเหล่านี้เหมือนที่นักแสดงคนหนึ่งได้พูดไว้ในละครว่า “อย่าหยุดตั้งคำถามว่า มีชีวิตไปทำไม แล้วมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพราะทันทีที่เราหยุดตั้งคำถามในใจเหล่านี้ ความโรแมนติกในชีวิตของเราก็จะจบลงเช่นกัน......” ฉันว่าจริง เพราะเมื่อนึกย้อนกลับไปในแต่ละฉากและทุกๆภาพความทรงจำมักจะมีภาพของฉันและพวกเขาอยู่ในภาพความทรงจำเหล่านั้นเสมอ นี่แหละที่เรียกว่า ความโรแมนติกของชีวิต       ปีนั้นในช่วงวันเชงเม้ง เป็นวันรวมญาติที่คนในครอบครัวต่างมารวมตัวกัน เพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษ วันนั้นฉันจำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นลุง ป้า น้า อา หรือแม้แต่ลูกพี่ลูกน้องของฉัน ทุกคนก็ล้วนแต่ถามฉันว่า “ถ้าเรียนจบม.ปลายแล้ว คิดไว้หรือยังว่าอยากเข้ามหาวิทยาลัยอะไร เลือกเรียนคณะอะไร” ฟังดูมันอาจเป็นคำถามง่ายๆนะ แต่สำหรับในช่วงชีวิตของวัยรุ่นรวมถึงตัวฉัน คำถามนี้มันไม่ง่ายเลยที่จะค้นหาคำตอบเจอว่า แท้ที่จริงแล้ว เราอยากเรียนอะไร และการที่จะค้นหาคำตอบสักคำตอบหนึ่งให้กับชีวิตของตัวเอง อาจจะใช้เวลาเพียง 1 นาที หรือ 1 ชั่วโมง หรือ 1 วัน หรืออาจจะต้องใช้ทั้งชีวิต เพื่อค้นหาคำตอบนั้น และเพื่อค้นหาคำตอบนั้นก่อนที่จะไปเผชิญหน้าในการตอบคำถามของทุกคนอีกครั้ง ฉันก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิดอยู่นาน ในการพยายามคิดค้นหาคำตอบให้กับตัวเองว่า แท้จริงที่แล้วเราต้องการอะไร ในระหว่างที่คิด ภาพเหตุการณ์ต่างๆที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็ได้ปรากฎขึ้นในหัวของฉันอีกครั้ง        ภาพแรกที่ปรากฏขึ้น คือ ภาพญาติๆที่มารวมตัวพร้อมหน้ากันเพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษ รวมไปถึงป้ายภาพของอาม่า อากง เหล่ากง เหล่าม่าด้วย ในระหว่างที่คิดอยู่นั้น ฉันพูดกับตัวเองว่า “อากง เป็นคนจีนแท้ที่อพยพจากจีนมาอยู่ไทย เราซึ่งเป็นลูกหลานของอากงกลับไม่สามารถพูดภาษาจีนได้เลย ตอนรุ่นพ่อแม่ของฉัน พวกเขาก็เพียงแต่ใช้ภาษาจีนพูดเกี่ยวกับตัวเลข เพื่อใช้ในการค้าขายเท่านั้น พอมาถึงรุ่นของพวกฉันกลับไม่มีใครเลยสักคนที่สามารถพูดภาษาจีนได้เลย สำหรับฉันแล้ว ฉันรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าเสียใจมาก ที่ฉันเองก็เป็นลูกหลานชาวจีนคนหนึ่ง แต่กลับฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาจีนไม่ได้เลย” ในขณะเดียวกันภาพของอาม่า อากงก็ยังคงปรากฏขึ้นในสมองฉันไม่หยุด จนเกิดคำถามขึ้นและถามตัวเองว่า “เหม่ยซู, เธออยากให้ตระกูลที่อากงสร้างมา เหลือไว้เพียงแต่ชื่อเหรอ ทั้งที่เราได้ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกหลานชาวจีนแท้ๆ แต่กลับไม่รู้ ไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับภาษาจีนและประเทศจีนเลย แบบนี้ ดีแล้วเหรอ”
       ภาพ 2 ที่ปรากฏขึ้น ทำให้ฉันนึกย้อนไปในช่วงวัยเด็ก มันคือภาพบ้านเกิดของฉันนั่นเอง บ้านเกิดของฉันอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ แม้เป็นเพียงจังหวัดเล็กๆ แต่ที่นี่ก็มีลูกหลานชาวจีนอาศัยอยู่ไม่ได้น้อยไปกว่าเยาวราชและจังหวัดภูเก็ตเลย แม้แต่คำขวัญประจำจังหวัดก็ยังมีสัญลักษณ์สัตว์ประจำชาติของประเทศจีนปรากฏอยู่นั่นคือ “มังกร” และเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการขจัดภัยพิบัติ ในทุกๆปีช่วงเทศกาลวันตรุษจีน จังหวัดนครสวรรค์ จะมีการแห่เจ้าพ่อ - เจ้าแม่ปากน้ำโพ เนื่องจากในปีคริสต์ศักราช 1916 ณ ชุมชนปากน้ำโพ (ปัจจุบันคือ จังหวัดนครสวรรค์) ได้เกิดภัยพิบัติรุนแรง ผู้คนล้มตายจำนวนมากจากโรคไข้ทรพิษระบาดและโรคอหิวาตกโรค คนจีนที่อาศัยอยู่ที่นี่จึงได้จัดพิธีไหว้ขอพรเจ้าพ่อ - เจ้าแม่ปากน้ำโพ เพื่อขอพรให้ท่านช่วยปกปักษ์คุ้มครองรักษาให้ผู้คนปลอดภัย หายจากโรคภัย ในที่สุดโรคระบาดก็สามารถควบคุมและขจัดภัยพิบัติผ่านพ้นไปได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเป็นต้นมา ในทุกๆปีชาวจีนที่อาศัยอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้จะจัดงานไหว้เจ้าพ่อ - เจ้าแม่ปากน้ำโพ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันกราบไหว้ขอพรให้ชีวิตพบแต่ความสุข สงบ ปลอดภัย อีกทั้งภายในงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และเพื่อสร้างสัมพันธ์มิตรภาพไทย - จีน ภายในงานยังมีการจัดขบวนแห่เจ้าพ่อ - เจ้าแม่ปากน้ำโพรอบเมือง ประกอบไปด้วย ขบวนวงดุริยางค์ ขบวนแห่เอ็งกอ ขบวนแห่ตีกลองและฆ้อง ขบวนนางฟ้า ขบวนแห่เจ้าแม่กวนอิม ขบวนแห่สิงโตและมังกรทอง เป็นต้น ฉันยังคงจำได้ดีเมื่อถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกๆปีเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขมากที่สุด เพราะนอกจากจะได้อั่งเปาแล้ว ที่นี่ยังมีการจัดงานเจ้าพ่อ - เจ้าแม่ปากน้ำโพแบบ 12 วันเต็ม ซึ่งบรรยากาศจะครึกครื้นมาก ฉันจำได้ดีว่า ช่วงเวลานั้นฉันจะมานั่งรอหน้าบ้านตั้งหน้าตั้งตารอคอยดูขบวนแห่ และปีนี้การจัดงานแห่เจ้าพ่อ - เจ้าแม่ปากน้ำโพนี้ได้จัดต่อเนื่องยาวนานมาเป็นเวลา 113 ปีแล้ว
       ภาพที่ 3 ที่ปรากฏขึ้น คือ ภาพภายในบ้านของฉัน ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ล้วนแต่มีภาษาจีนติดอยู่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตี่จูเอี๊ยะ หรือแม้แต่ป้ายคำกลอนคู่ “新正如意”、“恭喜发财”、“福”......。ที่แปะอยู่ที่ฝาผนังบ้าน ณ เวลานั้น ตัวอักษรจีนสักตัว ฉันก็ล้วนแต่อ่านไม่ออก ส่วนเรื่องความเข้าใจความหมายของคำเหล่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในใจของฉันรู้เพียงว่า คำเหล่านั้นเป็นคำที่แสดงถึงความเป็นศิริมงคลที่ทุกๆบ้านควรมีสิ่งที่ติดไว้
       พอมาถึงภาพที่ 4 เหมือนกับฉันจะค้นพบคำตอบให้กับใจตัวเองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตอนนั้นฉันอายุ 11 ขวบ ในทุกๆวันตอน 5 โมงเย็น ฉันกับเพื่อนๆจะหยุดเล่นและมานั่งที่หน้าจอทีวีตั้งตารอคอย เพื่อรอดูซีรี่ย์จีนเรื่อง “ปึงซีเง็ก หักด่านมนุษย์ทองคำ” สำหรับคนทั่วไป เวลาดูทีวีก็เพื่อความสนุก ความบันเทิง และเพื่อความผ่อนคลาย แต่ว่าฉันมักจะสนใจดูซับคำบรรยายภาษาจีนที่อยู่ที่หน้าจอทีวีมากกว่า ฟังไปดูไป และเปรียบเทียบตัวอักษรจีนเหล่านั้นกับเสียงพากย์ไทย นี่เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันรู้สึกมีความสุขมาก และซีรี่ย์เรื่องนี้ยังทำให้ฉันได้รู้จักและยิ่งเข้าใจประเทศจีนมากขึ้น สำหรับฉันมองว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัว ภายในซีรีส์ยังมีอีกหลายฉากที่น่าสนใจ ที่ทำให้ฉันยิ่งตกหลุมรักประเทศจีนมากยิ่งขึ้น
       เมื่อมองย้อนคิดภาพเหล่านี้ตั้งแต่เล็กจนโต ฉันไม่สามารถหยุดคิด หรือไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า แท้ที่จริงแล้ว ภาษาจีนล้วนแต่อยู่รอบๆตัวฉัน และแผ่นดินมาตุภูมิก็ล้วนแต่อยู่รอบๆกายฉันตลอดมา ไม่เคยห่างไปจากฉันเลย! ในใจฉันได้พบคำตอบให้กับตัวเองแล้วนั่นคือ “ฉันอยากเรียนภาษาจีน” เนื่องจากเวลานั้น ภาษาจีนในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยม ตอนที่ฉันบอกกับใครๆว่า ฉันเลือกเรียนภาษาจีนธุรกิจ นอกจากพ่อแม่ของฉันแล้ว ก็ไม่ค่อยมีใครเข้าใจหรือสนับสนุนฉันเลย ฉันจำคำพูดของพ่อแม่ได้ดี พวกเขาพูดว่า “ถ้าหากหนู ใจชอบจริงๆ ตัดสินใจดีแน่แล้ว ก็ลุยยืนหยัดที่จะเรียนต่อไป ไม่ว่าหนูอยากเรียนอะไร ป๊ากับแม่ก็จะอยู่ข้างๆหนู เป็นกำลังใจ เป็นพลังสนับสนุนให้หนูทุกอย่าง” แม้ว่าจะเป็นเพียงประโยคสั้นๆเพียงไม่กี่คำ แต่สำหรับฉันแล้วกลับเป็นคำที่ให้กำลังใจที่ยิ่งใหญ่มาก ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจที่พ่อแม่เชื่อใจและสนับสนุนฉัน พอมาถึงวันนี้ภาษาจีนในประเทศไทยได้กลายเป็นภาษาต่างประเทศที่สองแล้ว และเวลาที่ฉันต้องเผชิญหน้าตอบคำถามคนอื่นๆอีกครั้ง ฉันก็รู้สึกภาคภูมิใจมากที่จะตอบพวกเขาเหล่านั้นว่า “ฉันเรียนจบคณะ ภาษาจีนธุรกิจ”
       ในช่วงที่ฉันยังเรียนอยู่นั้น ฉันยังมีอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้ฉันได้เกิดการกลับมานั่งคิดและตั้งคำถามขึ้นอีกครั้งนั่นคือ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เสาร์ - อาทิตย์ ฉันได้มีโอกาสทำงานพาร์ทไทม์เป็นครูสอนภาษาจีนให้กับเด็กๆชั้นประถมศึกษา ทุกครั้งที่ฉันได้ไปสอนภาษาจีนให้กับพวกเด็กๆ แล้วได้มองเห็นแววตาที่เป็นประกายและรอยยิ้มของพวกเขา ฉันรู้สึกมีความสุขมากเป็นพิเศษ จนทำให้ฉันหันกลับมาถามตัวเองขึ้นอีกครั้งว่าที่จริงแล้ว ถ้าจบไปเราอยากจะเป็นนักธุรกิจจริงๆใช่มั้ย แล้วตอนนี้ฉันก็ได้ค้นพบเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองแล้ว นั่นคือฉันอยากเป็นครูสอนภาษาจีนมากกว่าเป็นนักธุรกิจ แม่ชีเทเรซาได้กล่าวไว้ว่า “ฉันไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ แต่ฉันสามารถโยนหินลงไปในน้ำให้มันกระเพื่อมได้”  ฉันรู้สึกเห็นด้วยกับความคิดของท่านอย่างยิ่ง นั่นคือ “ฉันไม่สามารถเปลี่ยนให้ทุกคนหันมาเรียนภาษาจีนได้ แต่ฉันหวังว่า ฉันจะสามารถทำให้พวกเขาเหล่านั้นตกหลุมรักภาษาจีน และหลงเสน่ห์ประเทศจีนไปพร้อมๆกันกับฉันได้” ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีความฝันยิ่งใหญ่ นั่นคือ ฉันอยากเป็นครูสอนภาษาจีนที่ดีคนหนึ่ง ที่นำความรู้ด้านภาษาจีน ประวัติศาสตร์จีน วัฒนธรรมประเพณีมาสอนถ่ายทอดให้กับนักเรียน และยิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ ทำให้พวกเขาตกหลุมรักภาษาจีนเหมือนที่ฉันชอบ และตกหลุมรักประเทศจีนเหมือนที่ฉันตกหลุมรัก ดังนั้น หลังจากที่ฉันเรียนจบ ฉันก็ได้กลายมาเป็นครูสอนภาษาจีน
       ในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาของการเป็นครู ฉันได้รับประสบการณ์สิ่งต่างๆมากมายเกินที่ฉันวาดฝันหรือคาดฝันไว้เยอะมาก ก่อนที่ฉันจะเดินทางมาเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศจีน มีเด็กนักเรียนผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับฉันว่า “คุณครูคะ ครูเป็นครูภาษาจีนคนแรกที่ทำให้หนูเข้าใจภาษาจีน และทำให้หนูค้นพบว่า แท้ที่จริงแล้วภาษาจีนไม่ได้ยากเลย ทุกครั้งที่ได้เข้าเรียนวิชาของครู หนูจะมีความสุขมากๆ ขอบคุณครูมากๆนะคะที่ทำให้หนูตกหลุมรักภาษาจีน และหนูก็รักครูมากๆด้วย” คำพูดของเด็กนักเรียนหญิงคนนั้นทำให้ฉันหยุดคิดถึงคำพูดของแม่ชีเทเรซาไม่ได้ นั่นคือ “ฉันไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ แต่ฉันสามารถโยนก้อนหินลงไปในน้ำให้มันกระเพื่อมได้” ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกซาบซึ้งและดีใจมาก เมื่อมีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งส่งข้อความมาบอกฉัน ซึ่งตอนนี้ฉันได้มาเรียนอยู่ที่ประเทศจีนแล้ว เด็กนักเรียนคนนั้นพิมพ์ส่งมาบอกฉันว่า “ครูครับ ผมเรียนภาษาจีนติดท็อบหนึ่งในสิบของคนเรียนภาษาจีนที่เรียนดีที่สุดด้วยครับ ผมได้ที่สามครับ ต่อไปผมจะตั้งใจเรียนให้มากขึ้น ครั้งหน้าผมจะเอาที่หนึ่งมาฝากครูนะครับ” ตอนที่ฉันอ่านข้อความนี้ ในใจของฉันรู้สึกดีใจมาก และยิ่งรู้สึกดีใจมากขึ้นไปอีกเพราะเด็กนักเรียนคนนี้ตอนที่นั่งเรียนในวิชาของฉัน เขาพูดกับฉันน้อยมาก แต่มาวันนี้กลับส่งข่าวดีมาบอกฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขมากๆ และเรื่องนี้เป็นกำลังใจที่สำคัญมากสำหรับฉัน เขาทำให้ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังเรียนอยู่ สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่มันไม่ได้สูญเปล่า และทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงคนเดียว พวกเขาทำให้ในใจของฉันเข้มแข็งขึ้น เป็นพลังที่ทำให้ฉันยืนหยัดที่จะต่อสู้ต่อ ไม่ละทิ้งเป้าหมาย และต้องทำวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แล้วกลับไปหาพวกเขาอีกครั้งอย่างภาคภูมิใจ
      เมื่อปิดเทอมช่วงฤดูหนาวปีที่ผ่านมา ฉันได้กลับไปที่ประเทศไทย และได้ไปกราบไหว้คุกเข่าต่อหน้าบรรพชนอีกครั้ง ฉันพูดกับพวกเขาว่า “อาม่า อากงคะ วันนี้หลานคนนี้เดินทางมาไกลอีกก้าวหนึ่งแล้ว หนูภูมิใจที่ตอนนี้หนูสามารถอ่านป้ายชื่อบรรพชนเหล่านี้ออกแล้ว หนูจะนำความรู้ด้านภาษาจีน ประวัติศาสตร์จีน วัฒนธรรมจีนและประเพณีต่างๆถ่ายทอดให้ทุกๆคนต่อไป หนูจะทำให้ตระกูลที่อากงสร้างมาไม่เหลือเพียงแต่ชื่ออีกต่อไป หากแต่จะขอเป็นลูกหลานชาวจีนที่สืบทอดภาษาจีนเหล่านี้ไปสู่คนรุ่นหลังต่อไป ขอให้อาม่า อากงมอบพลังกาย พลังใจให้กับหลานคนนี้ด้วยนะคะ”
      อนาคตข้างหน้า คนทุกคนต่างไม่รู้อนาคต แต่เราทุกคนสามารถเลือกอนาคตและกำหนดทางเดินชีวิตของตัวเองได้ บางครั้งอาจจะต้องพบประสบและผ่านประสบการณ์ต่างๆมากมาย ผ่านการลองผิดลองถูก เหมือนกับฉันที่ตอนแรกที่รู้เพียงว่าชอบภาษาจีนและได้เลือกเรียนภาษาจีนธุรกิจเพราะตอนนั้นรู้เพียงว่าถ้าเลือกเรียนคณะนี้จะสามารถหางานได้ง่าย แต่แล้ว นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของฉัน แต่ฉันรู้สึกโชคดีมาก ที่ในสุดฉันก็สามารถค้นพบทิศทางเดินของชีวิตและเป้าหมายที่จริงของตัวเองได้เร็ว นั่นคือ ฉันเป็นลูกหลานชาวจีนคนหนึ่ง ที่จะขอทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาจีนที่ดี ที่นำความรู้ด้านภาษาจีน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของจีนถ่ายทอดให้กับผู้อื่นต่อไป จนกว่าฉันจะหมดลมหายใจ เรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมด ทำให้ฉันค้นพบว่า “แท้ที่จริงแล้ว, แผ่นดินมาตุภูมิล้วนแต่อยู่รอบๆกายฉันตลอดมา......” นั่นเอง
SHARE
Writer
hope7312
Writer
If you try, I trust it to success.😁😙

Comments