Answer
ช่วงเวลาที่ผ่านมาหลังจากการกลับมาของ เขา
นับเป็นช่วงที่ ผม ได้กลับมาดำดิ่งในห้วงความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง

ความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้น
ตลอดเวลาที่ผมนึกถึงเขา
มันพุ่งพรวดเข้ามาปะทะกับตัวผม
ให้รู้สึก เหมือนวันก่อน ๆ

ความรู้สึกกระวนกระวาย
เวลาที่เขาลงสตอรี่ในอินสตาแกรมของเขา

ในหัวนี่คอยคิดจะหาคำตอบตลอดว่า
ที่ไหน ทำอะไร กับใคร

กับใคร
น่าจะเป็นประเด็นหลักที่ผมสนใจที่จะหาคำตอบอยู่เสมอ



ผมเคยพยายามปกป้องตัวเองอยู่ครั้งหนึ่ง
ด้วยวิธีการวิ่งหนี

บล็อก
คือ ท่าไม้ตายที่ผมเชื่อว่าใครหลาย ๆ คน
คงจะมีประสบการณ์ในการกีกกันใครสักคนออกจากชีวิต
มันเป็นเหมือนวิธีที่ฉีกความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ลง


เราติดตามเรื่องราวของเขาไม่ได้เหมือนแต่ก่อน

ในขณะเดียวกัน
เขาก็ไม่สามารถรับรู้เรื่องราวของเราได้เช่นกัน



ผมพยายามถ่ายทอดความรู้สึกและเรื่องราวต่าง ๆ
หลังจากที่พบกับเขาในโรงหนัง ลงบน Storylog
ที่ผมได้เล่าในตอนแรก และอีกหลาย ๆ เรื่องที่ผมลบทิ้งไป


แต่พอลองกลับมาย้อนอ่าน
ผมกลับรู้สึกว่า


"ผมพยายามซ้ำเติมตัวเองอยู่ตลอดเวลา"


เรื่องราวเหล่านั้นดูเวิ่นเว้อ
และเหมือนจะไม่สิ้นสุด


พล็อตเรื่องหลัก ๆ 
คือความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา


ที่เหมือนกับการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ได้นับ

แต่ต่อให้อ่านอีกกี่ครั้ง
ตอนจบก็ไม่เปลี่ยน

มันเริ่มต้นที่การที่ คิด ถึง เขา
ในสถานที่ที่เราเคยไป

ความทรงจำที่ปรากฎในหัวของผม
ทำให้เห็นภาพของเขาอย่างชัดเจน

จบลงด้วยการโอดครวญ
ร้องขอความชัดเจนในความสัมพันธ์ระหว่างเรา
และภาวนาให้วันหนึ่ง
ผมจะลืมเขา


ผมใช้เวลาอยู่นาน
กับการฉุดรั้งตัวเองให้หลุดพ้นจากความรู้สึกเหล่านั้น

ตลอดเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
พูดตามตรงว่า ผมผ่านมันไปได้ค่อนข้างยากลำบาก

มันเหมือนกับแผลที่กำลังจะตกสะเก็ด
แต่แล้วสะเก็ดนั้นก็ถูกแกะออกด้วยมือของผมอีกเช่นเคย

ปลายทางของแผลที่ว่า
อาจจะกลายเป็น แผลเป็น
หรือความเจ็บปวดที่ฝั่งรากลึกในจิตใจ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว หากเราไม่ไปพยายามแกะสะเก็ดเลือดออก
แผล มันก็น่าจะค่อย ๆ จางลงได้ดีขึ้น




ใช่ครับ ตอนนี้ผมเหมือนจะตรัสรู้แล้ว
ถ้าเห็นภาพของผมตอนนี้อาจจะเห็นแสงบางอย่าง
แผ่ออกเป็นรัศมีจากหัวของผม
...

ผิด

ไม่ใช่ครับ



ผมเริ่มต้นด้วยการเขียนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ถ้ายังจำกันได้ ก็ตั้งแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในโรงหนังนั้นนั่นแหละ


ถามว่าการเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันช่วยได้ยังไง?



มันช่วยได้ครับ
เพราะมันทำให้เราได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น

(แต่ก็ไม่ใช่จะต้องเขียนใน platform online อย่างเดียวนะครับ
คุณสามารถเขียนลงในสมุดหรือโทรศัพท์เป็น Diary ก็ย่อมได้)


ไม่ใช่เพื่อให้ความทรงจำทั้งหมดย้ายจาก Short-term mem.
ไปยัง Long-term memory นะครับ

แต่เพื่อลำดับความรู้สึกในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

และเมื่อไหร่ที่หน่วยตรรกะ ทำงานมากกว่าอารมณ์
ตอนนั้นแหละครับที่เราจะเริ่มเข้าใจ "ความรู้สึก" ที่เกิดขึ้น


เมื่อความเป็นเหตุเป็นผลเริ่มทำงาน

เราจะเริ่มคิดได้ว่า

ความรู้สึกเหล่านั้น

มันเกิดขึ้นได้อย่างไร


ผมอาจจะเคยโทษเขาที่เป็นสาเหตุ
ของความรู้สึกแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับผม

และเกลียดตัวเอง
ที่ลดคุณค่าของตัวเองลง


แต่คำตอบที่ผมได้รับ คือ

เราจะรู้สึกอย่างนั้นไปเพื่ออะไรกัน
ในเมื่ออีกฟากหนึ่ง

เขาไม่ได้รู้สึกร่วมอะไรกับเรา



ในคืนนั้นเองที่ผมแทบจะจมอยู่กับคำพูดของเขา
ภาพที่เห็นจากมุมที่ผมมองขึ้นไปบนผิวน้ำ

ก็คือเขาที่ยืนโดยไร้ซึ่งความพยายามที่จะช่วยเหลือผม




ผลลัพธ์ของการนั่งทบทวน
ถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปี
ระหว่างผมกับเขา

ก็คือ คำตอบ
ที่มันชัดเจนในทุกข้อที่ผมสงสัย


เขาเองคงอยากให้ผมเป็นแค่เพื่อน


และการกลับมาของเขา
ถึงแม้มันจะไม่ชัดเจนในแบบที่ผมหวัง
แต่ตอนนี้ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากเขาอีกแล้ว



แล้วความรู้สึกของผม ผมจัดการกับมันยังไง


ครั้งนี้ผมไม่หนีแล้วนะครับ
ผมไม่ได้บล็อคเขาเหมืิอนที่เคยทำ

เพราะผมพึ่งเข้าใจว่า

การหนีคือการแบกเขาไปในทุก ๆ ที่

มันคือการเอาปัญหาไปแก้ปัญหา
ที่เหมือนการผูกปมทับไปทับมา


แน่นอนว่าแค่วิ่งก็เหนื่อยแล้ว
แล้วถ้ามีอะไรอยู่บนแผ่นหลังของเรา
เราก็จะยิ่งเหนื่อย


ตอนนี้ผมเลือกที่ปล่อย
และเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ถึงแม้ประโยคเหล่านี้อาจจะฟังดูสวยหรู
แต่มันคือความเข้าใจใหม่ที่เกิดขึ้นกับผม

ถึงแม้ผม
ยังใจสั่นทุกครั้งที่เขาลงสตอรี่
และมีคำถามในหัวเสมอ


แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป
คือผมมีสติมากขึ้น


สติ ที่จะฉุดตัวเอง
ออกจากความรู้สึกเหล่านั้น
ได้อย่างรวดเร็วและฉับไว


มันเป็นก้าวสำคัญมากนะครับ
ที่เรารู้ทันความรู้สึกตัวเอง

เพราะก้าวต่อไปหลังจากนี้
ถึงแม้ถ้าในอนาคตจะยังรู้สึก
แต่ผมเชื่อว่า มันก็ไม่น่าจะหนักหนาอะไรอีกแล้ว


ผมอาจจะยังไม่พูดไม่ได้เต็มปากว่า
นี่่เป็นการ Move(-d) on



แต่เวลามันเยียวยาทุกอย่างจริง ๆ


ลองให้เวลากับตัวเอง

หยิบรองเท้าแล้วออกไปวิ่ง
กลับมากินอาหารอร่อย ๆ
ใช้เวลากับครอบครัว กับเพื่อน
ฟัง Podcast ฟังเพลงเกาหลีที่ชอบ
ดูหนังในโรงบ้าง Netflix บ้าง



ไม่ต้องภาวนาให้ลืมเขาได้หรอกครับ
เพราะในอนาคต

เราจะอยู่กับมันได้
โดยที่ไม่รู้สึก
แค่นั้น





วันหนึ่ง, ผมจะ
SHARE
Written in this book
One day, I will
เรื่องราวความรู้สึกของผมที่มีต่อเขา ผมมักจะจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้เสมอ มันมีทั้งช่วงที่มีความสุข ทุกข์ ผสมปนเปกันไป แต่ไม่ว่าจะมีความสุขยังไง สุดท้ายก็เอยที่เดิมคือ “ผมยังคงอยู่ที่เดิมอยู่ดี” ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผมจะออกจากห้วงความรู้สึกนี้ได้ แต่ผมสัญญา วันหนึ่ง, ผมจะ___
Writer
howtomoveon
Nisit
ผมจำเป็นต้องเก็บมันไว้ก่อน

Comments