โชคชะตา (2)
การพบกันครั้งแรกของฉันกับคุณเจ้เป็นการพบกันแบบต่อหน้า แต่หลังจากนั้น เราก็ได้คุยกันผ่านทวิตเตอร์เสียเป็นส่วนใหญ่ (ส่วนใหญ่ในที่นี้แปลว่าเดือนละสองสามประโยค)

การเมนชั่นมาพูดคุยในเรื่องที่สนใจร่วมกันทำให้ฉันรู้สึกว่าพี่คนนี้ก็ดูอัธยาศัยดีนะ แต่พอผ่านไปสักพัก คุณเจ้ก็ค่อยๆ แสดงออกมากขึ้นว่าสนใจฉันอยู่ ซึ่งนั่นทำให้ฉันรู้สึกเกร็งมากกว่าจะรู้สึกดี คงเพราะเรายังเป็นคนแปลกหน้ากัน แล้วฉันก็ไม่ได้รับรู้ด้วยว่าเธอประทับใจอะไรฉัน ทำไมจู่ๆ ถึงได้ดูสนใจฉันในเชิงชู้สาวขึ้นมาได้ ประกอบกับว่าช่วงนั้นฉันยังปลื้มผู้หญิงคนอื่นอยู่ เรียกว่าหลงรักเลยดีกว่า ก็เลยไม่มีแก่ใจจะไปสนใจใคร

ที่เคยเล่าไปว่าฉันเขียน storylog บ่นอยากมี romantic relationship เพื่อให้แต่งนิยายได้สมจริงมากขึ้น พอบล็อกนั้นขึ้น staff picks ฉันก็เลยแชร์ลงไปในทวิตเตอร์ พี่เขาก็เมนชั่นมาบอกตรงๆ แล้วว่า 'ขอสมัคร' แต่ฉันก็ยังเลี่ยงแล้วเลี่ยงอีก เพราะไม่คิดว่าเราสองคนจะเข้ากันได้ ขนาดมีกองเชียร์มานั่งพูดให้ฟังว่าคุณเจ้มีความดีสารพัดอย่าง ฉันก็ยังไม่เปิดใจเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะคุณเจ้ในภาพจำของฉันคือผู้หญิงหน้าง่วงวัย 29 ที่มีนิสัยเป็นผู้ใหญ่เหมือนคนอายุ 35 แต่ก็มีมุมคุณป้าด้วยในตัว (อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ฟังมาจากกองเชียร์เช่นกัน)

ดูเหมือนโชคชะตาจะเริ่มทำงานในวันนั้น...

วันที่ฉันตั้งอกตั้งใจ จะไปดูหนังเรื่อง Maleficent ให้ได้

วันนั้นฉันมีพรีเซนต์ครั้งสำคัญ เลยแต่งหน้าแต่งตัวสวย ตั้งใจว่านำเสนอเสร็จจะไปดูหนังเป็นการให้รางวัลตัวเองสักหน่อย แต่ปรากฏว่า... ฉันถูกเพื่อนเท ทักไปถามคนนั้นคนนี้ ก็ไม่มีใครว่างไปดูกับฉันเลยสักคน ฉันพยายามมากจริงๆ นะในการหาเพื่อนไปดูหนัง ถามไปเป็นสิบคนได้ แต่ก็ไม่มีใครตอบตกลงเลย จนฉันต้องบ่นลงทวิตเตอร์ด้วยความเซ็ง

แล้วคุณเจ้ก็มาเมนชั่นตอบว่า "อยากดูด้วย"

มันก็ตีความได้สองแบบเนอะ คือเขาอยากดูเหมือนกัน หรือว่าเขาอยากไปดูกับฉัน ฉันเดาว่าเขาน่าจะหมายความแบบแรก

ตอนนั้นก็ไม่คิดหรอกว่าจะไปดูกับพี่เขา แต่เพราะตอนบ่ายดันมีงานเข้า ต้องกลับบ้านไปทำงาน อดดูหนังแน่แล้ว ทีนี้จะไม่ชวนไปด้วยกันมันก็ยังไงอยู่ เลยลองถามไปตามมารยาทว่า "ไปดูด้วยกันมั้ยคะ" เพราะที่พี่เขาเคยหยอดๆ มา ฉันก็ดันไปตอบรับไมตรีจิตเอาไว้ครั้งหนึ่งด้วยความเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ แม้จะไม่ได้สานต่อ แต่ก็จำได้แหละว่าเคยไปรับปากเอาไว้ว่าจะลองคุยกันมากขึ้นดู

เราก็นัดวันกันเรียบร้อย แต่ทีนี้นักจิตวิทยาประจำตัวฉันดันโทรมาขอเลื่อนวันนัด ไปชนกับวันที่นัดคุณเจ้ดูหนังพอดี ฉันเลยกะว่าดูหนังเสร็จแล้ว จะไปพบนักจิตต่อเลย ไม่เผื่อเวลาไปไหนต่อกับคุณเจ้ทั้งสิ้น เพราะหนึ่งคือพี่เขาไม่ได้นัด สองคือฉันกะจะหนีอยู่แล้วด้วย เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะอยากใช้เวลากับพี่เขาต่อ

เดทแรกของเรา(?) เป็นการพบกันครั้งที่สอง ซึ่งห่างจากการพบกันครั้งแรก 3 เดือนพอดี

ฉันน่ะแสนจะแย่ คืนนั้นก็เข้านอนเสียดึก ช่วงนั้นมีปัญหากับชีวิตการเรียนอยู่ด้วยแหละ งอแงไปหมดทุกอย่าง ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้อยากมีแล้ว เพราะยุ่งมากจนต่อให้มีความรักไป ก็ไม่มีเวลาแต่งนิยายอยู่ดี มันเป็นช่วงที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองประสาทจะกินตลอดเวลา ควรอยู่คนเดียว ไม่ควรให้ใครเข้ามาอยู่ในชีวิตเลย ไม่งั้นอาจจะโดนลูกหลงได้ เพราะบางครั้งฉันก็เผลอใช้คนใกล้ตัวเป็นสนามอารมณ์

เช้าวันนั้นก็เลยตื่นสาย ทักไปบอกพี่เขาว่าจะช้าสักหน่อย แต่สรุปก็เลทไปครึ่งชั่วโมง ยอดเยี่ยมมั้ยล่ะเดทแรก แต่ฉันก็แอบคิดนะว่า ดีแล้วหละ ไม่ต้องทำให้เขาประทับใจในตัวเรา เขาจะได้เลิกสนใจเราสักที ตอนนั้นคุณเจ้แกก็ซื้อตั๋วหนังเรียบร้อยแล้ว มีการบอกฉันว่าอย่่าวิ่ง ให้ค่อยๆ เดินมาอีกต่างหาก

ฉันก็รีบเดินขึ้นไปถึงชั้นโรงหนัง

วินาทีแรกที่เจอหน้าคุณเจ้อีกครั้ง 

มันเป็นยังไงน่ะเหรอ...

เหมือนจะเจอในจังหวะที่ไม่ทันตั้งตัว เลยตกใจนิดหน่อย

ฉันยกมือไหว้พี่เขารึเปล่านะ จำไม่ได้แล้ว

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ

ฉันเขิน

คราวก่อนไม่เห็นจำได้เลยว่าพี่เค้าสวยขนาดนี้!?

แล้วสิ่งที่ตามมาเป็นลำดับต่อไปก็คือ

ฉันกลัว
ก็อย่างที่บอกว่าพี่แกเป็นคนหน้านิ่ง ฉันมาสายตั้งครึ่งชั่วโมง ก็กลัวน่ะสิว่าอีกฝ่ายจะโกรธ อารมณ์เสีย หรือฉันอาจโดนเกลียดเข้าให้แล้ว 

แต่ความกลัวนั้นก็ค่อยๆ หายไป เพราะระหว่างที่เราเดินหาร้านอาหารด้วยกัน คุณเจ้ก็ดูสบายๆ ไม่ได้มีร่องรอยความโกรธในสีหน้าแววตา มีรอยยิ้มให้ได้เห็นบ้าง ถึงพี่แกจะมาสารภาพทีหลังว่าตัวเองเกร็งแทบตาย แต่ภายนอกเราดูเขาไม่ออกหรอก เขาซ่อนความรู้สึกเก่ง

ตอนนั้นฉันก็รู้สึกประทับใจในตัวคุณเจ้มากขึ้น เพราะที่เคยคิดว่าเป็นคนเงียบๆ ก็ไม่เห็นจะเงียบอย่างที่คิด วันนั้นคุณเจ้คุยเก่งมาก เล่าอะไรให้ฉันฟังเยอะแยะ ไม่ว่าจะเรื่องไปงานแต่งเพื่อนมาเป็นยังไง ชีวิตวัยมัธยม งานในโรงพยาบาล ฯลฯ ไม่ว่าฉันจะถามอะไร พี่เขาก็ตอบให้อย่างตั้งใจและครบถ้วน ดูไม่แปลกใจสักนิดเลยกับความช่างซักช่างถามเกินเหตุของฉัน ทั้งที่ที่ผ่านมาในชีวิต ฉันก็เคยโดนทักหลายครั้งอยู่นะว่าช่างถามอย่างกับนักข่าว ไม่ก็กรรมการสัมภาษณ์งาน

ฉันน่ะชอบคนคุยเก่งอยู่แล้ว ก็เลยคิดขึ้นมาในใจว่าผู้หญิงคนนี้น่ารักจังเลยนะ แต่พี่เขาก็เพิ่งมาสารภาพทีหลังอีกแหละว่าปกติตัวเองไม่ได้คุยเก่งขนาดนั้น แต่จะพูดมากเวลาตื่นเต้น ฟังแล้วก็ขำดี ไม่ยักรู้ว่ามีคนเป็นแบบนี้ด้วย

ครั้งนั้นที่เจอกัน คงเป็นครั้งที่ฉันเกร็งน้อยสุดแล้วหละเวลาอยู่กับคุณเจ้ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้รู้สึกชอบในเชิงชู้สาวขนาดนั้น แค่ดีใจที่ได้รู้จักพี่ที่น่ารักเพิ่มอีกคนหนึ่ง วันนั้นเราแค่ไปกินข้าวกลางวันและดูหนังกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปเพราะฉันมีนัดกับนักจิตวิทยาต่อ

จำได้ว่าวันนั้นฉันใส่เสื้อสีแดงเลือดนกกับกางเกงผูกเอวสีครีมยาวกรอมเท้า ตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นลุคหวานๆ และค่อนข้างจะดูเป็นสาวกว่าสไตล์การแต่งตัวปกติของฉัน เพราะคราวก่อนที่ไปพบนักจิตตัวเองสภาพเยินโทรมมาก ไปนั่งร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร คราวนี้รู้สึกเข้มแข็งขึ้นแล้ว ก็เลยแต่งตัวดีๆ หน่อย อยากจะกู้คืนภาพลักษณ์ที่ดีให้ตัวเอง พอคิดย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าบังเอิญดีจัง เหมือนฉันตั้งใจแต่งตัวไปเดทเลย ตอนที่พี่นักจิตทักว่า 'วันนี้แต่งตัวเต็มยศเลยนะ' ฉันก็ยิ้มๆ บอกพี่เขาไปเพียงว่า 'นัดเจอเพื่อนมาค่ะ' แต่จริงๆ ไปเจอสาวมาต่างหาก

จำได้ว่าหลังแยกจากคุณเจ้ ฉันทักไปโวยวายใส่เพื่อนตุ๊ดว่า พี่เขาน่ารักจัง ฉันแย่เองที่รีบด่วนสรุปเอาว่าตัวเองไม่น่าจะชอบเขาได้ เลยไม่เคยพยายามจะทำความรู้จักสนิทสนมกัน ทั้งที่อีกฝ่ายเขาเปิดทางให้มานานแล้ว เหมือนสวรรค์จะอยากให้บทเรียนเลยเนอะ ฉันมันดื้อ ใครบอกก็ไม่ฟังว่าพี่เขาดี พี่เขาน่ารัก พี่เขาไม่ได้สนใจใครง่ายๆ เหมือนฉันเป็นผู้ถูกเลือก แต่กลับโยนโอกาสนั้นทิ้งเสียเอง

ตอนนี้เขาคงจะเกลียดฉันไปแล้วแหละ เพราะฉันไปสาย ที่คิดมากแบบนั้นเพราะเดิมฉันก็เป็นคนรักษาเวลา ถ้าเป็นตัวเองนัดใครแล้วเขามาช้าครึ่งชั่วโมง ฉันก็ตัดคะแนนยับเหมือนกัน ตอนนั้นก็ทำใจแล้วว่า ช่างเถอะ เราไม่ได้อยากจะมี relationship กับใครสักหน่อย คร่ำครวญใส่เพื่อนตุ๊ดไปพอประมาณ แล้วฉันก็ลองเปิดเข้าทวิตเตอร์ดู

ปรากฏว่า...

คุณเจ้ก็พูดถึงฉันนิดหน่อย ใจความว่าไงไม่รู้หละ แต่จุดสำคัญคือมีคำว่า "น่ารัก" กับ "เขิน" อยู่ในนั้น

ฉันน่ะนะ รีบกลับไปหวีดใส่เพิ่ลตุ๊ดรัวๆ เลย เหยยยย แกร๊ พี่เค้าชมว่าชั้นน่ารักอะ! เค้าเขินชั้น! แกได้ยินมั้ยว่าเค้าเขินช้านนนน กรี๊ดดดดดดด

ตอนนั้นมันเป็นความตื่นเต้น เพราะคิดดูสิว่า คุณหมอคนสวย หน้าเด็ก หน้าใสปิ๊งๆ แถมยังดูสุภาพ ใจเย็น สุขุมลุ่มลึก น่าเคารพนับถือสุดๆ ดูด้วยตาเปล่ายังไงก็ดูไม่ออกหรอกว่ารู้สึกยังไงกับเรา แต่ภายในเขากำลังเขินเราอยู่ โอ้ย น่ารักเป็นบ้า!

ใจมันก็ป๊อบแป๊บขึ้นมานิดหน่อยแหละนะ เหมือนมีรุ่นพี่ที่เราแอบปลื้ม แสดงออกว่าก็สนใจเราอยู่ แต่ในด้านความคิด ฉันก็ยังไม่ได้คิดจะสานสัมพันธ์ต่อ เหมือนยังตกใจอยู่ ว่าทำไมผู้หญิงที่ดูสวยหวานแบบคุณเจ้ถึงมาสนใจฉันได้นะ ยังไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เขาสนใจฉันจริงๆ น่ะ

ภายนอกฉันก็ดูเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ถ้าใช้คำที่คนอื่นบรรยายฉัน ก็คือดูบอบบาง สุภาพเรียบร้อย น่ารัก ยิ้มหวาน พูดจาดูมีสาระความรู้ตามแบบฉบับสาวอักษร อะ พอก่อน วันนี้ฉันไม่ได้มาเพื่ออวยตัวเอง555

การพบกันครั้งที่สองของเรา เลยเหมือนเป็นโชคชะตาเสียมากกว่าความตั้งใจ

เพราะฉันไม่ได้อยากดูหนังบ่อยๆ ปกติฉันก็ไม่ค่อยจะขาดเพื่อนเสียด้วย ส่วนคุณเจ้ก็ไม่ได้มากรุงเทพฯ บ่อยนัก คราวนั้นเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่พี่เขาจะมาดูงานในโรงพยาบาลที่นี่ ก่อนจะไม่มีเหตุให้ลงมาอีกยาวๆ และฉันเองก็หลีกเลี่ยงจะสานสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนี้มาตั้งนาน คนใกล้ตัวฉันบอกว่าฉันกำแพงสูง วิ่งหนีเก่ง ต้องจับล่ามโซ่ การเปรียบเปรยนั้นก็ไม่ผิดจากความจริงนัก

ถ้าโชคชะตาไม่ช่วยไว้ เราสองคนก็คงไม่ได้เริ่มเดินเข้ามาหากันสักที

และเพราะความประทับใจในครั้งนี้ ก็เลยนำไปสู่การพบกันในครั้งถัดไป ซึ่งคราวนี้เป็นความตั้งใจของฉันจริงๆ

เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังต่อในตอนหน้านะคะคุณสมุดบันทึก









SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

annn
2 months ago
อยากอ่านบันทึกต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ 😄
Reply
Shallot
2 months ago
😁💗