นับหนึ่ง (1)
เมื่อคืนนี้ฉันได้อ่านคอลัมน์หนึ่งจาก adaymagazine เกี่ยวกับเรื่องราวความรักของคุณหมึกและคุณปริน ซึ่งเป็นคู่รักที่คบกันมายาวนานกว่า 17 ปี 
 
ถึงแม้กฎหมายจะไม่ได้อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ แต่ทั้งสองก็แทบจะไม่มีอะไรต่างจากคู่สมรสทั่วไป เพราะนอกจากความรักและการร่วมชีวิตกันแล้ว พวกเขาก็ยังได้หาวิธีการอุดช่องโหว่ทางกฎหมายต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหากมีอะไรเกิดขึ้น

ฉันไม่อยากจะสปอยล์เนื้อหาอื่นๆ ในบทความ เพราะอยากให้ทุกคนได้ลองไปอ่านกันเอง มันมีทั้งเรื่องราวที่น่ารัก น่าซึ้งใจ สนุกสนาน ดราม่า ครบรสจนเหมือนหนังรักดีๆ เรื่องหนึ่งเลยหละ แถมยังได้เกร็ดความรู้ที่เป็นประโยชน์อีกหลายประการ
 
ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากได้อ่านบทความนั้นคือ 'ความกลัว'

ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นคนขี้กังวล ขี้กลัว กลัวความผิดหวัง กลัวความไม่แน่นอนต่างๆ 
 
แม้มันจะลดน้อยถอยลงไปตามการเติบโตที่เพิ่มขึ้น แต่ในเรื่องความรัก ฉันมองว่าตัวเองยังอ่อนประสบการณ์ เพราะไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่จริงจังในแบบคนรักเลยสักครั้ง
 
เรื่องแต่งงานน่ะ ฉันไม่เคยนึกถึงหรอก แค่จะมีแฟนยังมองว่าไกลตัวเลย
 
ทว่าเมื่อคืนนี้ ฉันกลับรู้สึกเหมือนความยุ่งยากทั้งหมดที่เคยมองว่าไกลตัว ได้ขยับเข้าใกล้ตัวฉันขึ้นมาอีกก้าวหนึ่ง

ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าตัวเองกำลังมีความรัก 

การมีคนรักดูจะเป็นเรื่องหนักหนาเกินกว่าที่คนขี้ขลาดอย่างฉันจะกล้านึกถึง แม้ที่ผ่านมาจะร่ำร้องอยากมี แต่ก็บอกไว้ชัดเจนแล้วนี่ว่าฉันแค่อยากได้ข้อมูลมาแต่งนิยาย ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตฉันมันขาดอะไรไปสักหน่อย

ฉันไม่กล้าจะเขียนเรื่องราวความรักครั้งนี้ลงในสตอรี่ล็อก เพราะกลัวว่าหากผิดหวังขึ้นมา ฉันจะทนย้อนกลับไปอ่านได้ไหม ฉันจะรู้สึกแย่กับตัวเองไหม ที่ในปีนี้เพียงปีเดียว ฉันเขียนถึงผู้หญิงตั้งหลายคน ที่ผ่านมาและผ่านไป เหมือนฉันเป็นคนล้มเหลวที่รักษาใครไว้ไม่ได้เลยสักคน
 
มันเป็นการต่อสู่กันภายในจิตใจ ทุกครั้งที่เกิดความกลัวแบบนี้ขึ้น ฉันจะผลักไสทุกคนที่เข้ามาให้ออกห่างจากชีวิต คนแล้วคนเล่า
 
แต่ครั้งนี้ ถึงจะกลัวขนาดไหน ฉันก็ไม่รู้สึกอยากจะทำแบบนั้น
 
คงเพราะได้เจอคนที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย มากยิ่งกว่าใครที่ผ่านมาละมั้ง

ฉันตัดสินใจแล้วหละ ว่าฉันจะ "กล้า" เขียนถึง "ความรักของฉัน" ลงในบันทึกเล่มนี้

ถือว่าเป็นการเริ่มต้นเดือนใหม่ที่ต่างไปจากเดิมละกันเนอะ
 
ไม่ว่ามันจะจบอย่างไร แต่การเริ่มต้นครั้งนี้ก็สวยงามเพียงพอที่จะเขียนเก็บไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไปจากความทรงจำ

 
ใครสักคนกล่าวไว้ว่าถ้าเจอกันครั้งที่หนึ่งคือเรื่องบังเอิญ ครั้งที่สองคือโชคชะตา ครั้งที่สามคือความตั้งใจ 

ประโยคนี้ ผู้พูดคือคู่รักที่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร พวกเขาบอกว่าความรักของพวกเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ฉันที่นั่งอ่านอยู่ กลับเผลอยิ้มออกมาและแคปเจอร์ประโยคนี้เก็บไว้ เพราะฉันคิดว่ามันตรงกับชีวิตฉันนะ

เมื่อสามเดือนก่อน ฉันบังเอิญได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง จะเรียกพี่เขาว่า "คุณเจ้" ละกัน เพราะทุกวันนี้ก็เรียกแบบนั้นจนติดปาก

วันนั้นฉันนัดไปกินข้าวกับพี่ๆ ผู้หญิงอีกสามคน ที่รู้จักกันผ่านทวิตเตอร์ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนเพราะเป็นแฟนคลับวงเดียวกัน (ขอเรียกว่าพี่หนึ่ง พี่สอง และพี่สาม) 

พี่หนึ่งฉันเคยเจอแล้ว ส่วนอีกสองคนยังไม่เคยเจอ แต่วันนั้นไม่ได้มีเราแค่สี่คน เพราะมีน้องอีกคนที่รู้จักกันมากินด้วย แล้วพี่สามก็พาแฟนสาวกับพี่สาวมาด้วย เลยกลายเป็นเจ็ดคน

 
ภาพความทรงจำแรกที่มีต่อคุณเจ้ก็คือ 'ความงง'


ตอนนั้นฉันเจอพี่หนึ่งแล้ว ยังต้องรอคนอื่นๆ ให้มาถึงก่อนจึงจะไปร้านได้ แต่จู่ๆ เราก็เดินไปเจอผู้หญิงคนนึง ที่ดูเหมือนจะรู้จักกับพี่หนึ่ง ฉันก็ยกมือไหว้สวัสดีด้วยความเคยชิน อาจเพราะท่าทีที่ดูเกรงอกเกรงใจ เหมือนพามาเจอญาติผู้ใหญ่ของพี่หนึ่งด้วยมั้ง ส่วนคุณเจ้แกก็หน้านิ่ง ดูเป็นคนเฉยๆ ง่วงๆ ไม่ได้เป็นมิตรสักเท่าไหร่

ตอนนั้นก็งงว่าคนพี่อยู่นี่ แล้วคนน้องไปไหน แล้วคุณเจ้ก็เดินหายไป ฉันก็งงอีกว่า อ้าว เดินไปไหน แล้วพี่คนนี้จะมากินข้าวกับเราหรือเปล่า มารู้ทีหลังว่าคุณเจ้เข้าใจผิด นึกว่าฉันเป็นแฟนพี่หนึ่ง เลยเดินเลี่ยงไป ปล่อยให้ได้ใช้เวลาส่วนตัวกัน (เอ็นดูนางเนอะที่มโนไปเอง)

ระหว่างที่นั่งรอกันอยู่ พี่หนึ่งก็เล่าว่าคุณเจ้เป็นเพื่อนสมัยเรียนของพี่หนึ่ง บ้านอยู่ใกล้กันเลยสนิทกัน ฟังแล้วก็งง เป็นเพื่อนกันแต่ทำไมเรียกพี่ ตอนนั้นฉันก็ยังมึนงงอายุของแต่ละคนอยู่เลย พี่หนึ่งบอกว่าคุณเจ้เป็นหมอ กำลังจะสอบเฉพาะทาง ฟังแล้วฉันก็มึนงงอีกว่าหมอเขาสอบเฉพาะทางกันตอนอายุเท่าไหร่นะ ในหัวบวกเลขไม่ทัน แต่ดูจากหน้าตากับข้อมูลที่บอกว่าเป็นเพื่อนสมัยเรียนของพี่หนึ่ง ฉันก็คิดว่าคุณเจ้คงอายุสัก 26 มั้ง

ในร้านอาหารเราสองคนนั่งกันคนละมุมโต๊ะเลย ตอนนั้นก็คิดว่าคุณเจ้ดูเป็นคนเรียบร้อย สงบนิ่ง ไม่เหมือนพี่สามผู้เป็นน้องสาว ที่กระตือรือล้น เปี่ยมไปด้วยพลังงาน ยิ้มเต็มที่ หัวเราะเสียงดัง ดูเข้ากับคนง่าย ต่างกันจนคิดว่านี่พี่น้องกันจริงเหรอเนี่ย หน้าตาก็ไม่ได้คล้ายกันเท่าไร

ความทรงจำในวันนั้นของฉันก็คงจบลงและหายวับไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หากว่าเย็นวันนั้นคุณเจ้ไม่ได้ตามมา follow ทวิตเตอร์พวกเราทุกคน ทั้งที่ก่อนหน้านี้พี่แกไม่ได้ follow น้องสาวตัวเองด้วยซ้ำ แล้วก็แปลกอีกที่พี่เขามีการพูดแซวฉันในทวิต เพราะในช่วงที่เจอกัน เราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย แทบไม่ได้มองหน้ากันเลยด้วยซ้ำ แล้วพี่แกก็ดูไม่ใช่คนขี้เล่นเลยด้วย

มันก็มีแต่ความงงเท่านั้นแหละ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นน่ะ

ฉันไม่คิดว่าชีวิตของตัวเองจะได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับคุณเจ้อีก
 
จนกระทั่ง...

 
 

ไม่คิดว่าจะเล่าได้ยาวขนาดนี้ เดี๋ยวว่างๆ มาเล่าต่อเรื่องการเจอกันครั้งที่ 2 และ 3 นะ :D
 



SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments