(บทสัมภาษณ์ชีวิตอศาสนิก) สู่ปีที่12ของการไม่นับถือศาสนา by มือกลอง กบฏ


A : เอาล่ะครับ นี่คือ คุณ มือกลอง กบฏ เจ้าของ Storylog นี้นะครับ
B : สวัสดีครับ ผมมือกลอง กบฏ เอง
A : ทำตัวตามสบายนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ
B : กูก็ไม่เคยเกรงใจมึงอยู่แล้วล่ะ
A : ไอ้สัส นี่เผยแพร่ลงโชว์เสี้ยวมีเดียน่ะเว้ย สุภาพหน่อย เสียภาพพจน์หมด
B : กูไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
A : งั้นรบกวนมีสาระนิดนึงละกัน
B : อ่อ ได้ครับๆ ขออภัยที่ไร้สาระ

A : เป็นปีที่ 12 แล้ว อยากถามว่าจุดเริ่มต้นมันเป็นยังไงมายังไงครับ 12 ปีนี่ก็นานอยู่ ถ้าเป็นชีวิตคน ๆ นึงนี่โตจนไปเตะปากมึงถึงเลยนะครับ

B : ขอบคุณสำหรับคำถาม...
ที่มีสาระ นะครับ คือ ผมเนี่ยเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ๆ เนื่องจาก ที่บ้านไม่ค่อยซื้อของเล่นให้ครับ แล้วก็ไม่มีเพื่อนบ้านด้วย (ไม่รู้เกี่ยวรึเปล่า) 

ข้างบ้านฝั่งขวาจะเป็นร้านต่างๆ เวียนกันไป บ้างก็เป็นร้านอาหาร บ้างก็เป็นผับ ปัจจุบันเป็นร้านหมอฟัน ส่วนฝั่งซ้าย จะเป็นโรงเรียนอนุบาลฯ ผมเลยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือครับ

A : น่าสงสารนะครับ...

B : ...ครับ ทีนี้ผมก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป คือ เริ่มอ่านหนังสือการ์ตูนก่อน ขายหัวเราะ มหาสนุก ไรงี้ครับ ต่อมาก็ลามไปอ่านพวกหนังสือที่ไม่มีภาพไรงี้ครับ ตอนนั้นผมยังประถมต้นเอง ไม่มีตังค์ไปซื้อการ์ตูนญี่ปุ่นมาอ่าน ก็เลยอาศัยอ่านหนังสือที่พอมีในบ้านครับ ซึ่งก็คือหนังสือธรรมะของแม่ผม

A : ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าโตมาจะเป็นคนชั่วแบบนี้
B : เออ ใช่มะ ผมก็งงอยู่เหมือนกันนะครับ

A : แล้วไงต่อครับ

B : ผมก็อ่าน ๆ ไป ก็จากเถรวาท ไปมหายาน ไปเซน เต๋า จริงๆ หนังสือธรรมะนี่มันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดซะหมดนะครับ มีอยู่เล่มนึงผมตอนประถมชอบมาก คือ "เที่ยวเมืองนรก กับ พระอรหันต์ จี้กง" ครับ มันส์มาก ผมอ่านจบไป 3 รอบ เอาไปแนะนำให้เพื่อนที่โรงเรียนอ่านด้วย

A : มันสนุกยังไงครับเล่มนี้
B : ผมว่ามันแฟนตาซีดีครับ
 เป็นโลกในจินตนาการ มีอะไรเว่อ ๆ วัง ๆ เยอะ ตามประสาเด็กก็ชอบครับ

A : ออ ยังงี้นี่เอง 

B : พออ่านพวกเรื่องแนวๆ นี้ มันก็เลี่ยงไม่ได้ ที่จะเกิดคำถามเรื่อง "ความตาย และ ชีวิต" กับตัวเอง เพราะศาสนามันพูดถึงเรื่องนี้บ่อย ๆ ไง ผมก็ถามตัวเองนะ ว่า "กูเกิดมาเพื่ออะไร-อะไรคือความหมายของชีวิต" 

แต่ในศาสนาก็จะมีคำตอบให้อยู่แล้วว่า เราเกิดมาทำไม ถ้าพุทธก็เรื่องกรรม เราเกิดมาใช้บาป ไรงี้ แล้ว ความหมายในชีวิต คือ การทำความบุญ (ทำความดี) มันสำเร็จรูปมาให้เราอยู่แล้ว เหมือนกินจะกินมาม่าก็ใสน้ำร้อน รอ กิน ได้เลย ไม่ต้องนั่งคิดให้ปวดหัวปวดใจ

A : ถ้างั้นแล้วจุดเปลี่ยน คือ อะไร

B : จุดเปลี่ยนผมอยากจะแบ่งเป็น 2 เวฟ นะครับ เวฟแรกผมสัก ม.ต้นได้มั้ง ก็ได้มารู้จักกับกลุ่มเฟชThai Humanist Atheist Irreligious Society (T.H.A.I.S.) ก่อนหน้านั้นจะสิงที่ ศาสนศาสตร์สัมพันธ์ (กรุ๊ปเฟส) ก่อน ซึ่งต่อมาชาวเอธีสต์แพ้สงครามครูเสด เลยโดนศาสนิกชนยึดห้อง (เป็นแอดมินแล้วไล่พวก Radical atheists ออก)  ผมก็เลยรู้ว่า อะ อะ อ้าว เราไม่ต้องมีศาสนาก็ได้นี่หว่า ก็เลยสมาทานความไม่มีศาสนาครับ + กับความรำคาญพิธีีรีตอง และ ความเชื่อแบบ พุทธ+พราหมณ์+ผี ไทย ซึ่ง..ก็นะครับอย่างที่เราทราบกัน
ปัจจุบันกลุ่มโตขึ้นเยอะมาก ตอนผมเข้ามาใหม่ๆ สมาชิกมีหลักร้อยเองมั้ง มันก็ตามกาลเวลา ผมก็ได้รับเลือกเป็นแอดมินกลุ่มแบบงง ๆ


A : เป็นแอดมินคนเดียวหรอครับ แล้วได้ทำอะไรบ้าง

B : เป็นกันหลายคนครับ หน้าที่ผมคือคอยแสกนเวลามีคนกดขอเข้ากลุ่ม แต่เอาจริงๆ ผมก็อู้งานครับ ต้องขออภัยแอดมินคนอื่น ๆ และสังคมชาวเอธีสต์ - irreligiuos มา ณ ที่นี่ด้วย 555

A : การจอยกลุ่มทางสังคมแบบนี้ส่งอิทธิพลทางความคิดต่อมึงไหมครับ

B : ผมว่าส่งมาก ช่วง 3-4 ปีแรก ๆ นี่ผมก็เป็น Atheist war boii ไปท่องจำ Fallacies ว่ามีกี่ข้อ อะไรบ้าง แล้วเอาไปดีเบทกับพวกศาสนิกชน แรก ๆ ก็มันส์ปนรำคาญครับ แต่ก็เลิกไป7-8 ปีแล้ว พอมาคุยกับคนที่เป็นเอธีสต์รุ่นโน้นเหมือนกัน (และแก่กว่าผม) เขาก็ว่า เดี๋ยวนี้ขี้เกียจละ ไม่หนุก ไม่รู้จะทำไปทำไม ฝ่ายเขา (ศาสนิกชน) ก็ไม่ได้จะละทิ้งศาสนาแค่เพราะมีคนไปดีเบทชนะอยู่แล้ว

A : แต่ก็ยังมีคนเอ็นจอยกับการทำสิ่งนี้อยู่ใช่ไหมครับ

B : มีสิครับ มีแน่ๆ ผมว่านัยนึงมัน คือ การยืนยันตัวเองผ่านขั้วตรงข้าม เป็นภาคปฏิบัติทางอุดมการณ์แบบนึงครับ มนุษย์เรามันต้องการตอบตัวเองอยู่เสมอว่า "สังกัด" ในกลุ่มสังคมแบบไหน เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม


A : แล้วจุดเปลี่ยนจุดที่ 2 ล่ะครับ
B : ก็น่าจะช่วง ๆ ม.ปลายมังครับ มาสมาทานมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์
A : "Communism begins where atheism begins "อย่างที่ karl Marx บอกแม่นบ่ครับ
B : แม่นแล้วบักหล่าเอ๋ย ... ศาสนาคือยาฝิ่นของมนุษย์ ยาฝิ่นในที่นี้ไม่ใช่ในแง่ของการเมาอย่างเดียว แต่คือการบรรเทาปวด
A : ลดไข้ ด้วยไหมครับ
B : ไข้พ่อมึงอ่ะครับ
A : ขออภัยครับ ๆ กำลังซีเรี่ยวเลย

B : อันนี้ซีเรียสนะครับ เพราะคนชอบตีความผิด(ไปนิดนึง) ตัวเต็มมัน คือ
"Religion is the sigh of the oppressed creature, the heart of a heartless world, and the soul of soulless conditions. It is the opium of the people".

ศาสนา เป็นสัญญะ ที่สื่อว่า "มนุษย์เรายังถูกกดขี่ (oppressed)" ศาสนาเป็นหัวใจใน โลกที่ไร้หัวใจ เป็นวิญญาณ ใน(โลกภายใต้)เงื่อนไขที่ไร้วิญญาณ ..

ศาสนาคอยปลอบโยนเรา ในโลกที่เต็มไปด้วยความแปลกแยก และ การกดขี่นี้ จริงอยู่ที่คนที่ผ่าตัดโดยไม่ใช้มอร์ฟีนระงับปวด เป็นคนที่ใจแข็งมาก แต่จะมีสักคนที่ทนพิษบาดแผลนั้นได้ หลายคนก็ได้ตายไป จากการฆ่าตัวตายทางตรง.. ไม่ก็ทางอ้อม


A : แสดงว่าศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นมาก
B : ถูกต้องครับ ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นพอ ๆ กับมอร์ฟีนหรือยาสลบในการผ่าตัด ชีวิตมนุษย์เรา โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ มันทรมานมาก อัตราการฆ่าตัวตายนับวันมีแต่จะสูงขึ้น ๆ พอ ๆ กับความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

A : ตกลงจุดเปลี่ยนที่ 1 กับ 2 นี่มันต่างกันยังไงนะผม งงๆ

B : อืม... ผมว่าจุดที่ 1 คือ ผมเลิกนับถือในแง่ความรำคาญพิธีรีตอง เรื่องเล่าอะไรที่มันขัดหลักวิทยาศาสตร์น่ะครับ เอาจริง ๆ ผมว่าแรงจูงใจมัน คือ ฟีลของการกบฏต่อค่านิยมสังคมไทยแบบอนุรักษ์นิยม แล้วมาสมาทานลัทธิเสรีนิยม เหตุผลนิยม วิทยาศาสตร์ ซึ่งผมมองว่าเป็นอะไรที่ก้าวหน้ากว่าแทนน่ะครับ

A : ออ อารมณ์แบบ พระพุทธเจ้าทำไมเดินได้ 7 ก้าว ไรงี้ปะครับ

B: ใช่ครับ นั่นก็ส่วนหนึ่ง .... ส่วนในจุดที่ 2 มันเป็นฟีลแบบ เห้ย ศาสนาทำให้เรา "โอเค" กับสภาวะปัจจุบัน ซึ่งมันก็ดีใจต่อใจเราแหละ แต่สภาวะปัจจุบันมันเป็นสภาวะที่เหลื่อมล้ำและกดขี่ไง ดังนั้น เราเลยต้องก้าวออกจาก การหมกมุ่นกับตัวเอง และ ความคิดในหัวตัวเอง ออกมาสู่โลกภายนอก ผมเลยมักบอกคนที่จะเลิกนับถือศาสนาว่าให้คิดดี ๆ ลองศึกษาศาสนาดูสักหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจดีกว่า

A : งั้นทำไมไม่กลับไปนับถือศาสนาล่ะครับ

B : สำหรับผม ผมคิดว่าพอผมได้ Learn อะไรแล้วมัน Unlearned ไม่ได้ครับ มีดดาบแห่งตรรกะเหตุผลที่ผมเคยใช้ฟาดฟันกับศาสนิกชน บัดนี้จ่ออยู่ข้างหลังผมให้ไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้ ถ้าเลือกได้ ผมก็อยากเป็นศาสนิกชน , มีโลกหลังความตาย ผมจะได้นั่งคุยกับพ่อผม (ที่เสียชีวิตไปแล้ว) ว่าในชีวิตผม ผมไปเจอ ไปทำอะไรมาบ้าง ผมจะได้สังสรรค์กับเพื่อนผมที่ตอนนี้เขาเสียชีวิตไปแล้ว แต่ในปัจจุบัน ผมรู้ ว่ามันเป็นจริง...เพียงในความทรงจำเท่านั้น


A : อืม... แล้วทีนี้คุณทำยังไงต่อไปล่ะ

B : พอไม่มีศาสนาแล้ว มันว่างเปล่านะ ชีวิตของเรา .. มันไม่ได้มีสูตรสำเร็จมาแล้วว่า เราควรทำอะไร เพื่ออะไร ชีวิตมีความหมายได้เพราะอะไร เราต้องทำอะไรถึงจะบอกกับตัวเองได้ว่า "เราเป็นคนดี"

A : มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอครับ การบอกตัวเองได้ว่ากำลังเป็นคนดี

B : สำคัญนะครับ ถ้าเราคิดว่าตัวเองเป็นคนเหี้ย เราเกลียดตัวเองไปนาน ๆ เข้า เราก็ไม่อยากใช้ชีวิตต่อไปนะครับ รกโลก เปล่าๆ เปลืองทรัพยากรโลก เป็นภาระแก่คนที่เราแคร์

A : ก็จริงนะครับ

B : แล้วลำพังแค่การ "ทำตามกฏหมาย" มันก็พอบอกได้ว่า เออ เราเป็นคนดีนะ แต่ผมว่าคุณคงไม่เคยเห็นใครจอดรถให้คนข้ามทางม้าลาย แล้วรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเหมือนตอนชาวพุทธใส่บาตรแล้วประนมมือรับพรจากพระ ถูกไหมครับ

A : ใช่ครับ เรื่อง "ทำตามกฏหมายแล้วจึงเป็นคนดี" นี่ก็เป็นประเด็นที่ดีเบทต่อได้อีกยาวเลยนะครับ

B : ใช่ครับ แต่เดี๋ยวแปะไว้ก่อน อันนี้ผมยกตัวอย่างเพราะผมชอบเห็นประโยคที่ว่า "ไม่ต้องมีศาสนาก็ได้ ขอแค่ทำตามกฏหมายคนก็เป็นคนดีได้" อะไรแบบนี้บ่อยๆ น่ะครับ

A : แปลว่าเลิกนับถือศาสนาแล้ว เราก็ยังต้องต่อสู้กับปัญหาทางจิตวิญญาณต่อ ?

B : แน่นอนครับ เหมือนที่ Michel Foucault เปรีบเทียบไว้ว่า คนเราก็เหมือนปลาทองในโหล น้ำ คือ วาทกรรม (ชุดความคิด,ความเชื่อ,อุดมการณ์,ศาสนา) เต็มที่ คือ เรา "ย้าย" โถ จากโถเดิม ไปอีกโถนึง แต่เราไม่มีทางเป็น "ปลาบินได้" ที่ไม่ต้องอาศัยในน้ำครับ

A : แต่ผมไม่มีศาสนา ผมก็ยังไม่ตายนีี่ครับ
B : ก็แปลว่าคุณกำลังอยู่ในโถปลาทองอันใหม่ไงครับ

A : ถ้างั้นแล้วคุณจัดการยังไงกับเรื่องนี้ครับ ?

B : สำหรับผม ผมก็เลือก "ทำเพื่อผู้อื่น" ครับ แต่การ "ทำเพื่อผู้อื่น" ของผมมัน คือ การพยายามขุดคุ้ยรากของการกดขี่ อันนำมาซึ่ง ความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่ "ทุกข์ของผู้อื่น" แล้วก็ทำสิ่งที่ทำได้เพื่อให้สังคมไปสู่จุดนั้น การที่ผมได้ลงมือ ก็ทำให้ผมสามารถรู้สึกกับตัวเองได้ว่า "เรากำลังทำความดี" จะได้เขียน "ความหมายของชีวิตตัวเอง" ลงบน "ผืนผ้าอันว่างเปล่า"จะได้ไม่รู้สึกเหี้ยกับตัวเองมากจนเสียดุลย์ครับ


A : แสดงว่าการสมาทานอุดมการณ์ของคุณ มันไม่ใช่คุณชี้นิ้ว เอาโน้น เอานี่ เอานั่น เลือก

B : มันเป็นผลมาจาก "สิ่งภายนอก" ที่กระทำต่อผม แล้วกลั่นตัวออกมาเป็นแนวคิดในปัจจุบัน , และในอนาคตครับ

A : เราไม่ได้เลือกอุดมการณ์ แต่อุดมการณ์เลือกเรา ?
You did not choose Me, but I chose you.
And I appointed you to go and bear fruit— fruit that will remain—
so that whatever you ask the Father in My name,
He will give you. (17)This is My command to you:
Love one another
- John 15:16
--------------------
A : สุดท้ายอยากสั่งเสียอะไรกับ คนที่สนใจเป็นอศานิกชน (irreligious) ไหมครับ ?

B : ผมก็มิอาจเอื้อมจะแนะอะไรละเอียดนะครับ เพราะเงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนต่างกัน หลายคนก็ยังนับถือศาสนาเพราะจะได้ไม่ขัดกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว หลายคนไม่นับถือศาสนาโดยนัยที่ว่ากบฏต่อ Soft power หนึ่งของราชอาณาจักรไทย แต่อาจลืมฟังก์ชันของมันในทางจิตวิญญาณ

มันมีความจำเป็นว่าทำไมมนุษย์จึง "ประดิษฐ์" ศาสนา ไม่ใช่ว่าเห็นความไม่เมคเซ้นส์บางจุด ก็ตีขลุมไปเลยว่าศาสนาไม่ดี จริง ๆ มันมีข้อดีหลายข้อที่นำมาปรับใช้ได้ และ ผมก็ยังนำมาปรับใช้อยู่ แต่มันไม่สามารถเติมเต็มความต้องการทางจิตวิญญาณ ที่ไม่ใช่แค่ว่า การมีความสุข แต่คือการรู้สึกถึง "Being" ที่กว้างไปกว่าตัวเอง ของผมได้


ผมคิดว่าประโยค "ignorance is bliss" (ไม่รู้ ย่อมมีความสุข) เป็นความจริงระดับหนึ่ง เพราะหลายอย่างพอเรารู้แล้ว มันสร้าง Point of no return แก่เรา แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อในวาทะนึงของ Plato ด้วย-ว่า

Ignorance is the root of all evil
A : สุดท้ายนี้ขออีกคำถามนึง .. มึงคิดว่ามึงเป็นบ้ามั้ย
B : ทำไมรึ เรื่องไม่มีศาสนาหรอ ?
A : ไม่ เรื่องที่มึงคุยคนเดียวเนี่ย
B : เออ ว่ะ
A : มีแต่คนบ้าที่คุยกับตัวเองนะ มึงเคยได้ยินใช่ปะ
B : กูว่ามึงอ่ะบ้า
A : มึงนั่นแหละ คนเหี้ยอะไรเขียนบทสัมภาษณ์ตัวเอง มึงไม่อายหรอ

B : กูไม่มีอะไรจะเสียแล้ว



SHARE
Written in this book
2020
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,RappeR
Kalibut’s Drummer & Kabot Sabot’s Rapper --- "The Rebellion Writer" ----

Comments

Newchapter
6 months ago
ถ้าอยู่ในรุ่นที่โตมากับศาสนาแล้วมาเปลี่ยนเป็นไม่มีศาสนาทีหลังนี่จะยังพอจะมีศีลธรรมในใจจากศาสนาเดิมอยู่บ้าง แต่ถ้าสมมติว่าทั้งโลกไม่มีศาสนาเลย แล้วผ่านไปสัก2-3gen ตอนนั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะว่าจะเอาศีลธรรมตรงไหนมายึด ตอนนี้เรียกตัวเองว่าไม่มีศาสนาเหมือนกัน แต่ช่วงนี้รู้สึกว่าการไม่มีศาสนาก็ไม่ได้ตอบโจทย์ทุกคำตอบจริงๆเหมือนกันค่ะ พอนั่งไตร่ตรองดู ก็คิดว่าตัวเองแค่ไม่ชอบพิธีรีตองในศาสนาเท่านั้น แต่จริงๆตัวบทของศาสนาจริงๆก็ใช้ได้อยู่ อาจจะกำลังเข้าสู่wave2เหมือนกันค่ะ5555
Reply
K_Kabot
6 months ago
ขอเป็นกำลังใจในการไปสู่เวฟต่อไปครับ