คนบาปหนาและดินแดนพันธสัญญาของพระเจ้า (ตอนที่ 4 จบ)
เรารอเวลากันอยู่ประมาณซักเกือบ 10 วันได้นับจากวันที่ไปขอวีซ่าจนถึงวันกำหนดไปรับตามที่ระบุไว้ในเอกสาร วันกำหนดไปรับมาถึงเราก็เดินทางไปสถานทูตเพื่อรับพาสปอร์ต แน่นอนว่าผ่านกรรมวิธีทุกอย่างใหม่หมด เดินหอบความหวังและแผนต่างๆขึ้นไปด้วยจิตใจร่าเริง แต่อาจจะด้วยเราเป็นผู้มีอาการ Resting Bitch Face (หน้าตาไม่เป็นมิตร) หลังจากพาร่างขึ้นไปพี่พนักงานก็ปรี่เข้ามาถามว่า ยูโอเคมั้ย หงุดหงิดอะไรรึเปล่า นึกในใจว่านี่เป็นหน้าตากูนี่สร้างปัญหาอีกแล้วไง เลยส่งยิ้มละไมและตอบไปแค่ว่า โอเคค่ะ ไม่เป็นอะไร แค่ร้อนเฉยๆ หลังจากนั้น กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยก็เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ผ่านทุกด่านตรวจด้วยจิตใจกระหยิ่มยิ้มย่องว่า เดี๋ยวกูก็จะได้ไปเที่ยวแล้วโว้ย วางแผนต่างๆนานาไว้ในใจ เช่น ตอนกำลังจะไปถึงเยรูซาเลมจะฟังเพลง Viva Lavida ของ Coldplay สร้างความฮึกเหิมเสมือนนักรบครูเสดเดินทัพ (เดี๋ยว! มึงจะไปรบกับใคร?!) ตอนจบทริปจะถ่ายรูปด้วยท่าพระเยซูแล้วตั้งแคปชั่นว่า “เราเป็นคนใหม่แล้ว บัดนี้จงเรียกเราว่า Saint Patchara ผู้ผ่านการเดินทางอันศักดิ์สิทธิ์” (แน่สิไปแต่โบสถ์ มัสยิด เซนาก็อก สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ล้วน) จะไปถ่ายรูปงานของแบงค์ซี ในขณะที่คิดเพ้อเจ้ออยู่นั้น พี่เจ้าหน้าที่คนเดิมคนดีคนที่รับคำขอวีซ่าเราไปนั่นแหละก็เรียก คิว เราก็ยื่นใบรับวีซ่าให้ แล้วบอกว่ามารับค่ะ พี่เค้าก็ค้นอะไรกุกกักๆอยู่พักนึง แล้วก็บอกเราว่า “ยังไม่ได้นะ”

เดี๋ยวดิพี่ อะไรคือยังไม่ได้ก็บอกให้มารับวันนี้ไม่ใช้เหรอเนี่ยใบเนี่ย พี่เค้าก็กางกระดาษแล้วบอกว่านี่ๆ ดูดิ ขีดคำว่า Delivery ออก แล้วเขียนคำว่า Call คือหมายความว่าให้โทรมาถามวันนี้ ไม่ได้ให้มารับเลย โอ๊ยยยยยยยยยย นี่ใครผิดล่ะเนี่ย ชั้น หรือเขา เราหรือเธอ เอาเหอะ ไม่รู้จะต่อล้อต่อเถียงไปทำไม เดินลงมาจ๋อยๆ โทรบอกเพื่อนร่วมทริปว่าวีซ่ายังไม่ได้ แล้วนั่งรถไฟฟ้ากลับไปทำงานต่อ

วันนั้นเรามีประชุมช่วงบ่ายสี่โมงกว่าจะเสร็จก็นู่น เกือบหกโมงละ ออกมาจากห้องประชุม ยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูปรากฏว่า เพื่อนร่วมทริปโทรมาหาอย่างคลั่ง และก่อนเพื่อนร่วมทริปจะโทรมาก็มีเบอร์ 02 โทรมาเบอร์หนึ่ง ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร คิดว่าน่าจะบัตรเครดิต ไม่ก็ประกัน เราก็รีบโทรกลับหาเพื่อนบี้ขนาดนี้มึงต้องมีอะไรแน่นอน ซึ่งก็มีจริงๆ เว้ย คำแรกที่เพื่อนรับสายคือ “ชั้นโดนรีเจควีซ่าว่ะ”

เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยย ใช่ค่ะ นี่เป็นคำแรกที่หลุดออกจากปากเราคือจะให้พูดอะไรได้ มันไม่น่าจะมีคำอุทานไหนที่เหมาะมากไปกว่านี้แล้วนะเอาจริงๆ

เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เขาแค่โทรมาบอกว่าเราไม่ได้วีซ่ากัน ส่วนเหตุผลนั้นเขาไม่ได้ให้ ซึ่งเราก็เลยบอกเพื่อนว่าเค้าก็โทรมาหาเราแล้วเหมือนกัน แต่เราไม่ได้รับสายเพราะติดประชุม และแน่นอนว่า เราก็น่าจะโดนรีเจคเหมือนเพื่อนนั่นแหละ เพื่อนถามว่า แกไม่คิดบ้างเหรอวะว่าแกจะได้ เลยตอบเพื่อนไปว่าไม่มีเหตุผลที่เราจะได้แล้วมันจะไม่ได้นะ เพราะประวัติการเดินทางคล้ายกัน (ไปเหยียบอิหร่านมาทั้งคู่) (ถ้าอยากรู้ว่าอิหร่านมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ก็ตามไปอ่านตอนก่อนๆ กันนะพวกเธอ) ประกอบอาชีพการงานก็สายเดียวกัน รายได้เราสองคนก็ไม่ได้ต่างกัน สรุปเราก็ไม่น่าจะรอด ซึ่งแน่นอนค่ะ ว่าก็ไม่รอดจริงๆ หลังจากเช็คในเวลาต่อมา ตอนกลับไปเอาพาสปอร์ตคืนก็เลยถามพี่เจ้าหน้าที่เรื่องเหตุผลและระยะเวลาการแบน พี่เค้าก็บอกว่าทางนั้นเค้าก็ไม่อธิบายว่าเพราะอะไร ส่วนระยะเวลาก็ไม่ได้กำหนดว่าแบนเท่าไหร่ แต่เค้าก็แนะนำว่าถ้าอยากไปจริงๆ ให้ซื้อทัวร์จากที่อิสราเอล และให้บริษัททัวร์ขอวีซ่าให้ที่นั่นเลย หรือไม่ก็ไปขอวีซ่าประเทศแถบยุโรปมาเยอะๆ ก่อน แล้วค่อยกลับมาใหม่

ขอสารภาพว่าฟังแล้วก็ถอดใจเพราะหลังจากโดนรีเจคมาความพยายามจะเริ่มใหม่ก็ลดฮวบ แถมบอกให้เราไปขอวีซ่าประเทศแถบยุโรปมาเยอๆนี่ก็ไม่น่าจะช่วยอะไรเพราะพาสปอร์ตเก่าเราก็มีเชงเก้น และยูเคแปะอยู่ตั้งหลายอัน มันไม่ช่วยหรอก ต่อให้มีเยอะกว่านี้ก็โดนรีเจคสาเหตุที่พอจะเดาได้คือเพราะเคยเข้าอิหร่านมา แถมประกอบอาชีพที่จัดได้ว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงอีก นี่ไงเข้าไม่ได้เพราะ “เขาหาว่าหนูเป็นสายลับ”

ในที่สุดแผนการไปดินแดนพันธสัญญาก็ล่มลงอย่างไม่เป็นท่า และที่ผีห่ากว่านั้นคือการแคนเซิลตั๋วเครื่องบินที่ต้องโทรไปอิสราเอลเท่านั้น ไม่สามารถติดต่อทางอื่นได้ (โอ๊ย มึงไม่มีอีเมลเหรอคะอิบ้า) หลังจากโทรไปสี่รอบ ทุกครั้งต้องฟังเพลงรอสายเกินสามสิบนาทีกว่าจะได้คุยกับคนครั้งสุดท้ายที่โทร หลังจากให้เช็คเรื่องแคนเซิลตั๋วไปเสร็จ ก็รู้สึกว่าโทสะและความเดือดร้อนของเราแม่งต้องได้ระบายออก เลยถามพนักงานว่า บทสนทนานี้ถูกบันทึกไว้ใช่มั้ย ต่อไปนี้คือการคอมเพลนบริการแล้วนะ แล้วฉันก็พรั่งพรูทุกสิ่งทุกอย่างออกมา แต่แม้จะได้โทรไปจิก และคอมเพลนกับที่สำนักงานที่อิสราเอลแล้ว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เพื่อนจึงได้วิงวอนออฟฟิศกรุงเทพให้ช่วยดำเนินการให้ซึ่งพนักงานก็น่ารักมาก กรุณาส่งอีเมลไปแจ้งสำนักงานที่เทลอาวีฟให้ว่าลูกค้าตามเรื่องแคนเซิลนะจัดการด้วย อยากขอบคุณพนักงานสาขากรุงเทพฯ มา ณ ที่นี่ค่ะ

เราและเพื่อนเปิดอีเมลจากสำนักงานสาขากรุงเทพฯ อ่านด้วยความตื้นตันและสายตาก็เหลือบขึ้นไปมอง email address ของผู้รับ ก็อุทานออกมาว่า “เชี่ย! (ใช่ค่ะ คำเดิมที่เหมาะสมคำนั้น) แม่ง@hotmail.comว่ะมึง!” เฮ้ย มึงเป็นสายการบินแห่งชาติอิสราเอล ก็มีแอดเดรสที่ถูกต้องเหมาะสมหน่อยดิวะ ไม่ใช่บริษัทห้องแถวปริ๊นท์ตั๋วจากเครื่องปริ๊นท์แบบเข็มนะเว้ย (เอ๊ะ! หรือจะใช่) หลังจากรออีเมลตอบกลับจากสำนักงานที่เทลอาวีฟอย่างใจจดจ่ออยู่พักนึง นางก็ตามกลับมาว่า “ok” จบ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น และจนถึงปัจจุบันนี้ไม่ต้องพูดถึงค่าตั๋วที่แคนเซิลไปหรอก แค่อีเมลคอนเฟิร์มว่าเราทำเรื่องแคนเซิลไปแล้วกูเนี่ยยังไม่ได้ซักฉบับเลย!

นี่มันบทลงโทษคนบาปหนาด้วยบัญชาของพระเจ้าชัดๆ แม่ง!
SHARE

Comments