เสียงกรนใครในเต็นท์ 2
     กลับถึงศาลาสภาพทุลักทุเล ผมกับพี่บอบประคองสติผูกมุ้งให้ไอ้ฟาง ผลักตัวมันเข้าไป กลิ่นอวกอบอวลในมุ้ง ผมสะบัดผ้าห่มสีเหลืองตุ่นคลุมท่อนล่างให้มัน ดูเหมือนตอนนี้ความกลัว ความเศร้า ความทุกข์ของไอ้ฟางได้มลายสิ้นแล้ว ผมยืนคิดอะไรไปเรื่อยขณะรอเธอโทรมา พี่บอบถอดเสื้อออก ยกพัดลมเข้าในเต็นท์ ไม่ถึงห้านาที เสียงกรมของแกก็ดังขึ้นทั่วทั้งศาลา ผมนั่งสูบบุหรี่พลางรอโทรศัพท์ เสียงกรนประหลาดนั่นชวนให้ผมจินตนาการถึงเรื่องราวพิลึกพิลั่นเสียจริง

     บุหรี่หมดมวน เธอโทรมาพอดี วันนี้ผมมีเรื่องคุยกับเธอน้อยเหลือเกิน อาจเพราะผมเมา จึงได้แต่ฟังเธอเล่าเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน รวมถึงเรื่องแฟน

     ขณะถือสายรอเธอเข้าห้องน้ำ เสียงกุกกักดังมาจากเต็นท์ เสียงกรนกดต่ำเมื่อครู่เงียบหายไป เสียงรูดซิปดังขึ้น พี่บอบพาร่างอ้วนตันของแกออกมาเดินวนเวียน แล้วคว้าเสื้อตัวเก่งมาสวมใส่ หยิบกางเกงยีนส์พร้อมกระเป๋าสตางค์ ผมซุ่มมองอยู่ในความมืด คิดอยู่ว่าจะถามแกดีรึเปล่า แกเดินไปทางเดิม ผมยังถือสายโทรศัพท์ค้างอยู่ เห็นแกลงศาลาอย่างรวดเร็ว ผมถือโทรศัพท์เดินไปที่มุ้งไอ้ฟาง เขย่าตัวให้มันตื่น แต่ไม่เป็นผล ผมจึงเดินตามไปดู เสียงหมาเห่าหอนขึ้นอีกระลอก พี่บอบเดินดุ่ม ๆ ไปทางนั้น ป่าช้า.. มีความคิดมากมายวกวนตอนนี้ แต่แรงกายเหลือน้อยเต็มที เธอขอวางสายเพราะแฟนมาหา ผมบอกฝันดี ทั้งที่น่าจะฝันร้าย...

     แล้วผมก็ฝันร้ายจริง ๆ เสียงกรนพี่บอบเข้าไปหลอกหลอนถึงในฝัน มันน่ากลัวจนผมสะดุ้งตื่น พลิกตัวอีกที พบว่าพี่บอบนอนถอดเสื้ออยู่ ผมปวดหัวตึบแต่พอไหว เปิดเต็นท์ออกไป ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ในมุ้งไม่พบไอ้ฟาง แต่เสียงเพลงแผ่วเบาพร้อมกลิ่นบุหรี่ทำให้ผมรู้ว่ามันอยู่ไหน

     “ตื่นเช้าจังวะ” ผมนั่งลงข้างมัน แล้วควักบุหรี่จุดสูบ
     “หิวน้ำว่ะ ว่าจะกลับไปนอน เออ... แล้วจะเริ่มงานกันกี่โมงวะ”
     “ถ้าสภาพนี้กูว่าสาย ๆ โน่นแหละ”เรานั่งสูบบุหรี่กันไปโดยมีเพลงจากมือถือไอ้ฟางสร้างบรรยากาศ ช่างเป็นเช้าที่เงียบเหงาสิ้นดี

     วัดแห่งนี้มีขนาดกว้างขวางพอสมควร คณะกรรมการวัดต้องการให้ศาลาที่พึ่งสร้างเสร็จหลังนี้มีภาพเขียนพุทธประวัติบนฝาผนัง ด้วยความที่พี่บอบเคยบวชอยู่ที่นี่มาก่อน เจ้าอาวาสจึงตอบตกลง ผนังตรงนี้ยาวร่วมสิบเมตรและกว้างร่วมห้าเมตร เห็นพี่บอบบอกว่างานนี้รับมาสองแสนกว่าบาท แกจ่ายผมเป็นรายเดือน เดือนละหมื่นสาม ส่วนไอ้ฟางถ้าจะทำจริง ๆ คงได้เท่าผม หรือถ้ามาทำเป็นช่วง ๆ แกก็จ่ายรายวัน อยู่ที่นี่ข้าวปลาแทบไม่ต้องซื้อ จะเปลืองก็ค่าเหล้า เบียร์ บุหรี่ หนักเข้าก็เที่ยวผู้หญิง ซึ่งช่วงนี้พี่บอบสนใจเป็นพิเศษ ผมสงสัยว่าสองคืนที่ผ่านมาแกแต่งตัวไปไหนดึก ๆ ดื่น ๆ เรียกถามก็ไม่ตอบ ตื่นเช้ามายังบอกไม่รู้เรื่องอีก ผมว่าจะไม่คิดเรื่องนี้แล้ว แต่อดไม่ได้ ผมเก็บไว้คนเดียวอึดอัดแย่ เช้านี้ผมเลยเล่าให้ไอ้ฟางฟัง

     หลังเล่าจบ สีหน้ามันตื่นตระหนก มันถามซ้ำไปมาหลายรอบ

     “ไอ้เหี้ย!!! ป่าช้าเลยเหรอวะ วัดนี้มีป่าช้าด้วยเหรอ”

     เราสองคนไปด้อม ๆ มอง ๆ ตรงทางเข้าป่าช้าหลังวัด ภาพตรงหน้าทำเอาผมกับไอ้ฟางต้องยืนชิดกัน แม้จะเช้าแล้วก็ตาม แต่ซากปรักหักพังของเจดีย์เก็บกระดูกที่เรียงรายกันอยู่ตรงหน้านั้นชวนให้อดคิดถึงความลึกลับสยดสยองไม่ได้ ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางนำสายตาให้มองลึกเข้าไป เห็นเนินดินมากมายอยู่ไกล ๆ มีป้ายไม้ปักไว้เอนเอียง ในนั้นถูกปกคลุมด้วยร่มเงาของไม้ใหญ่ เรียกได้ว่าแสงแดดไม่อาจส่องทะลุลงถึงพื้นดินได้เลย และลึกเข้าไปอีกน่าจะเป็นเงาทะมึนของต้นไทรขนาดใหญ่ ผมไม่รู้ว่าบริเวณของป่าช้าแห่งนี้กว้างเพียงใด แต่เท่าที่ดูมันลึกลับไร้อณาเขต ชวนให้จินตนาการแล่นไหลไปเรื่อย

     “อ้าว!!!! ช่างศิลป์ มายืนทำอะไรตรงนี้” พวกเราสะดุ้งตกใจกับเสียงแหบพร่านั้น หันไปเจอตาแก่ ๆ ขาเป๋ สวมเสื้อเชิตเก่า ๆ คีบยาสูบใบจาก ใบหน้ายับย่น ดวงตากลิ้งกรอก โยกร่างเอนเอียงไปมา ขณะรอคำตอบจากเรา
     “เปล่าครับ” เรารีบขอตัวกลับศาลา
     “ใครวะ” ไอ้ฟางถามเสียงสั่น
     “เป็นเหี้ยไร ฉิบหาย สัปเหรอไง เออ.. มึงพึ่งมา แกชื่อไรนะ กูจำไม่ได้ว่ะ”
     “ตาวัตร”
     “อ้าวพี่บอบ ตื่นตอนไหนวะพี่”

     ท่าทางไอ้ฟางดูลุกลี้ลุกลน พี่บอบคงสังเกตเห็น ไอ้ฟางสกิดผมยิก ๆ ผมทนไม่ไหวเลยตัดสินใจเล่าให้แกฟัง

     “ไปไหนเหี้ยไร กูนอนก่อนพวกมึง ตื่นมาก็ไม่เจอใครแล้ว กูว่ามึงเมาเปล่าวะ ไอ้อาม” ผมหันหาไอ้ฟาง มันเงียบไม่พูดอะไร ใช่!! มันต้องเงียบ เพราะผมเห็นคนเดียว จะว่าผมเมาก็ไม่ใช่ คืนก่อนผมก็เห็น แต่แกยังยืนยันว่าแกไม่รู้เรื่องอะไร
     “กูจะไปไหนกูก็ต้องบอกดิวะ ดึกดื่นขนาดนั้น แล้วนี่เสือกเห็นกูเดินไปทางป่าช้าอีก”
     “ผมว่าหน้าพี่ดูหมอง ๆ ลงนะ” ไอ้ฟางพูดขึ้นในที่สุด ผมมองหน้าพี่บอบ ด้วยความที่ผิวแกคล้ำอยู่แล้ว ผมจึงมองไม่ออกว่ามันหมองลงตรงไหน
     “มึงจะพูดอะไรวะไอ้ฟาง มึงคิดอะไรอยู่ พูดมาเลยดีกว่า”

     สุดท้ายมันก็ไม่พูด ผมไม่รู้ว่าไอ้ฟางคิดอะไร และไม่รู้ว่าพี่บอบจะรู้สึกยังไง ส่วนผมมีแต่ความสับสน อธิบายกับตัวเองไม่ได้ หรือผมจะตาฝาดไปจริง ๆ แต่ความเงียบของไอ้ฟางชวนให้ผมสงสัย มื้อเที่ยงผ่านไป ผมชวนมันออกมายืนคุยนอกศาลา

     “ไอ้อาม มึงพูดจริงดิวะ ทำไมพี่บอบแม่งไม่รู้เรื่องเหี้ยไรเลยวะ”
     “ไอ้ห่า มึงคิดว่าพูดเล่นเหรอ เรื่องแบบนี้ใครแม่งพูดเล่นกันวะ ไม่เชื่อคืนนี้มึงรอดูเปล่าล่ะ” ไอ้ฟางยิ้มเจื่อน ๆ เราทั้งสองนิ่งคิดอะไรไปเรื่อย อยู่ดี ๆ ผมรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา หันไปเจอตาวัตรยืนมองมาทางเรา สีหน้าแกเหมือนต้องการอะไรสักอย่าง
    “โดนดีแล้วพวกมึง โดนดีแล้ว” เสียงแหบแห้งนั้นสั่นไหวใจผม
     “อะไร อะไรโดนดี พูดเรื่องไร ตาวัตร” ผมขยับเข้าไปใกล้ ไอ้ฟางดึงแขนผมไว้
     “เขาฝากมาบอก ถ้าพี่มึงอยากหาย มึงพาพี่มึงไปหาเจ้าแม่เดี๋ยวนี้” พูดจบแกก็เดินหายไปทางป่าช้า ผมกับไอ้ฟางยืนมองหน้ากัน
     “ไอ้เหี้ยเอ้ย เป็นอย่างกูคิดเลย พวกมึงมาทำงานที่นี่นานยังวะ ไปลบหลู่อะไรไว้เปล่า กูว่าพี่บอบแม่งโดนของว่ะ”
     “ลบหลู่เหี้ยไร แม่งมั่วกันใหญ่แล้ว”
     “กูว่าเราไปบอกพี่บอบดีกว่าว่ะ” ไอ้ฟางเสนอ
     “ไอ้สัตว์ อย่านะมึง ถ้าพี่บอบเชื่อ แล้วเลิกทำงานที่นี่ กูไม่ฉิบหายกว่านี้เหรอวะ”

     ผมกับมันเดินคอตกกลับมาที่ศาลา เห็นพี่บอบนั่งเขียนรูปอยู่บนนั่งร้าน เสียงเพลงล่องลอยจากโทรศัพท์ นี่แกไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลยเหรอ ถ้าเราเอาเรื่องนี้ไปบอกแก แกจะคิดยังไง ไม่ด่าว่างมงาย ก็กลัวจนเลิก แล้วถ้าแกเลิกทำงาน เงินที่แกจะต้องจ่ายให้ผม แกจะเอามาจากไหน แล้วถ้าแกไม่จ่ายให้ ทางนั้นต้องตามมารังควานที่บ้านผมอีก

     ทั้งวัน พี่บอบยังร่าเริง พูดสองแง่สองง่ามตลอดเวลา ทั้งที่ในมือกำลังเขียนภาพพระพุทธเจ้าเดินบนดอกบัว ผมกับไอ้ฟางคอยหัวเราะเออออ

     “แตกปากแม่งที่สุดว่ะ มึงว่าไหมไอ้ฟาง ยิ่งกลืนด้วยนะ มึงเอ้ย” แกทำท่าทางประกอบ พร้อมเชิญชวนให้เราดึงประสบการณ์คาว ๆ ออกมาเล่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมไม่ยอมแพ้แน่ แต่ตอนนี้ผมพูดเรื่องพวกนั้นไม่ออก ไอ้ฟางได้แต่หันมายิ้มให้ผมแปลก ๆ
     “กูว่าไอ้อามแม่งโหดสุดแล้ว ดงกล้วยแม่งยังไม่เว้น ได้ข่าวว่าเขาอมน้ำเย็นแล้วโมกให้มึงเลยเหรอ ฉิบหาย โครตโหด ฮา ๆ” ผมยิ้มให้แก แต่ไม่พูดอะไร ลงจากนั่งร้าน หยิบบุหรี่มาสูบ ไอ้ฟางตามลงมา พักหนึ่งพี่บอมก็ตามมา เราสามคนนั่งเงียบ ปล่อยให้ควันลอยเคว้งคว้างบิดเบี้ยว

     อาทิตย์ตกดินตอนพวกเราล้างพู่กันพอดี พระรูปหนึ่งมาตามให้เราไปกินข้าวที่งานศพ ไอ้ฟางส่ายหัวเงียบ ๆ ผมไม่พูดอะไร พี่บอบทำท่าว่าจะไป แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ พวกเราเดินออกมาก่อนเสียงสวดศพจะดังขึ้น ไม่มีใครพูดอะไรขณะเดิน หมาตัวหนึ่งหอนขึ้น

     พวกเราสั่งเหล้ามากลมหนึ่งพร้อมโซดาน้ำแข็ง ผมเพิ่มบุหรี่อีกซอง ไอ้ฟางเริ่มชงเหล้าแจกจ่าย ยังไม่มีใครพูดอะไรกันมาก ผมมองเหม่อออกยังแม่น้ำ เกิดคิดถึงเธอขึ้นมา ไม่รู้ว่ากินอะไรหรือยัง แวบความคิดหนึ่ง ผมเห็นภาพเด็กทารกน่ารักน่าชังบิดตัวไปมาในเปล ผมส่ายหัว พร้อมอัดบุหรี่เข้าเต็มปอด

     “น่าจะมีเพลงฟังหน่อยว่ะ” ไอ้ฟางพูดขึ้น
     “เพลงรักไม่เอานะ” ผมปราม
     “เออ เพลงรักน่าเบื่อ” พี่บอบพูดขึ้นในที่สุด
     “ทำไมพี่” ไอ้ฟางถามด้วยความสงสัย
     “ความรักแม่งไม่มีจริงหรอก มีแต่ความใคร่เว้ย พวกมึงว่าจริงเปล่า คนแม่งแค่อยากเอากัน แล้วมาอ้างเรื่องความรัก ไอ้อาม มึงน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี” ผมชะงักกับประเด็นที่แกโยนมา
     “สำหรับผมเหรอ ผมว่าแม่งเป็นของคู่กัน ถ้าไม่รักกันก็เอากันไม่ได้”
     “ใช่เหรอวะ ไปตีกระหรี่ มึงต้องรักกระหรี่ก่อนเหรอวะ” พี่บอบจ้องหน้าผมเขม็ง
     “คนละอย่างพี่ อันนั้นเป็นงานเขา มันงานบริการ แต่อาจจะมีคนหลงรักกระหรี่จริง ๆ ก็ได้” “เห็นไหม ก็ยังไม่ได้คำตอบ รักแม่งไม่มีจริงหรอก ดูอย่างไอ้ฟางดิ กูถามหน่อย มึงรักน้องเขาจริง ๆ หรือว่ามึงติดหอยเขาวะ”
     “รักดิวะพี่ แต่ก็ติดหอยน้องเขาด้วยแหละ”
     “แล้วตอนพี่เลิกกับแฟน ทำไมร้องไห้ขนาดนั้นล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะรัก” ผมถามแกบ้าง แกนิ่งไปพักหนึ่ง ไอ้ฟางชงเหล้าให้ทุกคน
     “ตอนนั้นกูคิดว่าแม่งคือความรักไง พวกมึงเข้าใจไหม คิดว่าเป็นความรัก พอคิดว่าเป็น มันก็เหมือนกดดันให้เชื่อ ให้เราทำ แม่งมีคนนิยามไว้เว้ย ว่ารักคืออะไร หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่ละนิยามแม่งเสือกไม่เหมือนกันอีก คนแม่งทำให้ดูสวยหรูไปงั้นแหละ มึงคิดดูถ้าคนเป็นแฟนกัน บอก เธอ ๆ เราอยากเอาเธอทุกวันเลย แทนที่จะบอก เรารักเธอทุกวันเลย มึงว่าความหมายเหมือนกันเปล่าล่ะ” ผมคิดตามที่แกพูด แต่เรื่องนั้นยังวกเข้ามาในหัว
     “ไอ้ฟางมึงจะมาทำงานยาวเลยเปล่า” พี่บอบเปลี่ยนเรื่อง
     “ยังไม่รู้เลยพี่ งานสักก็พอมีอยู่ แต่เบื่อ ๆ เซง ๆ”
     “เออ ยังไงมึงบอกด้วย กูจะได้คำนวณเงินถูก ไอ้อามของมึงเหมือนเดิมนะ”
     “ครับพี่”
     “ตอนนี้กูเบิกเจ้าอาวาสมางวดหนึ่งแล้วเหลืออีกสามงวด อีกสองเดือนต้องเอาให้เสร็จนะเว้ย ยิ่งอยู่นานยิ่งเข้าเนื้อ รีบ ๆ หางานใหม่ นี่กูก็ดู ๆ วัดแถว ๆ นี้ไว้อยู่ อีกแปปเดียวมึงก็ไปทหารแล้วดิ ไอ้อาม”
     “ใช่พี่ อีกไม่นาน”
     “เออดี จะได้เป็นผู้เป็นคน” ใบหน้าแกสดชื่นขึ้น และพลาดไม่ได้ เมื่อพูดถึงทหาร พี่บอบมักจะเล่าเรื่องตอนฝึกให้ฟัง แม้จะเคยเล่ามาแล้วหลายรอบ ก่อนบวช แกดื่มเหล้าหนักมาก พอจับได้ใบแดงก็สึกออกมาเที่ยวต่อพักหนึ่ง จำได้ว่าตอนแกฝึกเสร็จออกมา พวกเราจำแทบไม่ได้ แกผอมลงเยอะ แต่หลังจากปลดประจำการไม่นาน แกก็กลับมาอ้วนขึ้นเหมือนเดิม ผมไม่แปลกใจอะไร แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ตอนแกปลดออกมาใหม่ ๆ ผมไม่น่ายุแกให้เที่ยวผู้หญิงเลย ถึงขั้นเคยหมดเงินคืนเดียวหลายหมื่นเพราะเรื่องนี้มาแล้ว บางครั้งก็เลี้ยงผมด้วย
     “ให้มันผ่าน ๆ ไปว่ะพี่ ปลดมาจะได้หางานหาการทำจริงจัง”
     “ดีแล้ว ถ้ามึงอยากสอบนายสิบหรือนายร้อยต่อก็ได้นะ อาจจะทางมึง”
     “ไม่ดีกว่าพี่ เดี๋ยวฟลุกเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมา จะบ้าอำนาจ เที่ยวไปยึดอำนาจคนอื่นเขาอีก” ผมพูดปนขำ แต่สีหน้าพี่บอบดูเคร่งเครียด “ถ้าทำแล้วแม่งดีกับประเทศ กูว่าไม่เห็นผิดอะไร บางทีหลักการแม่งก็แค่เพ้อฝันเว้ย” เมื่อวกเข้ามาเรื่องนี้ ผมไม่ค่อยอยากพูดเท่าไหร่

     เหล้าจวนหมดกลม ผมเริ่มมึน ๆ จึงหยุดสักพัก ไอ้ฟางกับพี่บอบนั่งคุยเรื่องลีลารักกันเพลิดเพลิน ค่ำคืนนี้เธอคงอยู่กับแฟนอีกเช่นเคย

     พี่บอบกับไอ้ฟางเดินส่ายเซเกือบล้มเอาหลายรอบ ผมต้องคอยพยุงพลางห้ามปราบเวลาพี่บอบตะโกนร้องเพลง หมาสองสามตัวนั่นวิ่งเข้ามาใกล้ ผมทำท่าจะเตะ มันวิ่งหายไปในความมืด พระจันทร์สาดแสงสว่างไสวชวนให้คิดถึงใครบางคน จู่ ๆ สายลมพัดมาปะทะรุนแรงจนส่ายเซ แล้วเสียงโหยหวนชวนขนลุกของหมาเวรนั่นก็ระงมขึ้นต่อเนื่อง ไอ้ฟางหันซ้ายแลขวา ผมพยุงให้มันเดินไปต่อ พี่บอบก้าวขึ้นศาลาไปแล้ว แสงไฟบนนั้นสว่างพรึบ ผมกับไอ้ฟางตามขึ้นไปอย่างทุลักทุเล

     ผมรีบแปรงฟัน เดินไปเปิดกระปุกยา เทใส่มือกรอกน้ำลงคอ มองดูนาฬิกา ปิดโทรศัพท์ไว้ดีกว่า จะได้ไม่คิดให้เสียเวลา คืนนี้ผมอยากพักผ่อนให้เต็มที่ แต่เสียงกรนกังวานนั้นก็แผดคำรามขึ้นมาตามเคย ผมเปิดเต้นเข้าไป พัดลมส่ายลูบไล้ผิวกาย ผมนอนหันหลังให้แก ยาเริ่มออกฤทธิ์ ผมพยายามไม่ฟังไม่คิดอะไร เกือบ ๆ จะเคลิ้มหลับอยู่แล้ว พี่บอบดันพลิกตัวมาโดนผม ผมลุกขึ้นนั่งทันที เงาร่างของแกขยับไปมามองไม่ค่อยชัด เสียงรูดซิปเต้นดังขึ้น ดวงตาผมเพ่งไปตามเสียงนั้น อีกแล้ว ผมคิด คราวนี้ต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมตัดสินใจคว้าแขนพี่บอบไว้ แกสะบัดออกรุนแรงจนผมเกือบล้ม

     “อะไรวะพี่ จะไปไหน”
     “อย่ามายุ่งกับกู” ใจผมหล่นวูบ น้ำเสียงแหบพร่านั้นไม่ใช่เสียงพี่บอบที่เคยได้ยิน ผมนั่งสับสนอยู่ในเต็นท์ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งฟังเสียงรอบข้าง คำพูดบางอย่างของไอ้ฟางแวบเข้ามาในหัว ผมรวบรวมสติได้ จึงรีบลุกออกจากเต็นท์ เห็นหลังพี่บอบไว ๆ แกไปทางเดิมอีกแล้ว ผมเปิดไฟให้ทั่วทั้งศาลาสว่าง คว้ามือถือกดเปิดเครื่อง ผมออกแรงปลุกไอ้ฟางจนมันตื่นขึ้นมา ผมกระซิบบอกเรื่องพี่บอบ หน้าตามันตื่นตระหนกทันที

     พี่บอบเดินหายเข้าไปในป่าช้า ผมกับไอ้ฟางหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง มองหน้ากันเลิ่กลั่กในความมืด เสียงหมาหอนระงมขึ้น สายลมโชยวูบไหว เสียงใบไม้แห้งกรูกราวเกลื่อนกลาดไปกับพื้น ในที่สุดเราก็ได้ข้อตกลง เราจะตามพี่บอบเข้าไปในนั้น

     ผ่านพ้นซากปรักหักพังของเจดีย์เก็บกระดูกเข้ามา กลิ่นอับชื้นปะทะจมูก ความเยียบเย็นสงัดโอบล้อมจนต้องเดินชิดกัน ไอ้ฟางคอยถามว่าพี่บอบอยู่ไหน ผมชี้มือออกไป มันว่าไม่เห็น ผมจึงใช้แสงไฟจากโทรศัพท์ช่วย เหมือนไอ้ฟางเริ่มจะเห็นเหมือนผม มันตามติดผมมา คอยระวังซ้ายขวาไม่ห่าง พื้นดินบริเวณที่เราเดินอยู่ เต็มไปด้วยหลุมบ่อลึกบ้างตื้นบ้าง บางครั้งเราเกือบสะดุดล้มเพราะมัวแต่มองไปข้างหน้า เศษใบไม้แห้งทับถมกันแน่นหนา เนินดินมีป้ายไม้ปักเอนเอียงเรียงรายกันร่วมสิบ ผมพยายามไม่มองไม่คิด จดจ่อกับสิ่งเคลื่อนไหวตรงหน้า

     ประมาณสี่สิบนาที เราหยุดเดิน ผมได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งอยู่ไกล ๆ เราหยุดหันมองรอบข้าง พบว่ามีแต่ไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านตระหง่านแน่นิ่งในความมืด ผมพาไอ้ฟางเดินตรงไป เห็นพี่บอบหยุดยืน ใช่ ผมจำลักษณะแผ่นหลังแกได้ คืนนี้แกสวนใส่เสื้อยืดตัวเก่ง แต่นุ่งกางเกงขาสั้น ภาพตรงหน้าทำให้ผมต้องเพ่งมองเป็นพิเศษ ไอ้ฟางกระซิบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผมชี้ให้มันดู แต่มันกลับไม่เห็น ผมไม่กล้าฉายไฟ

     เท่าที่ผมเห็น แกหยุดยืนเฉย ๆ แล้วเดินต่อ ผมกับไอ้ฟางไม่รอช้า เสียงรถยนต์ดังใกล้เข้ามา ตรงหน้าเราคือถนน มีแสงไฟสลัวจากยอดเสา ผมเห็นหลังพี่บอบไว ๆ ขณะเดินข้ามถนนไป ไม่รู้ว่าคือที่ไหน รู้ตัวอีกทีก็พ้นเขตป่าช้ามาแล้ว เรากำลังเดินตามพี่บอบไปติด ๆ ทางที่เราเดินอยู่นี้ คล้ายกับทางลูกรัง มีรอยล้อรถสัญจรไปมา ไอ้ฟางถามผมตลอดทางว่าพี่บอบอยู่ไหน ผมพยายามชี้ให้มันมองไปข้างหน้า แต่มันกลับไม่เห็นอะไร ผมเริ่มแปลกใจ แต่ยังเดินต่อไป และแล้ว ผมกับไอ้ฟางก็ได้ยินเสียงเพลงดังมาจากเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏคือ บ้านไม้มุงหลังคาด้วยใบจากกั้นรอบข้างด้วยแผ่นยิปซั่มเรียบง่าย มีไฟหลากสีระยิบระยับตามมุมเสา และที่นั่งอยู่บนโต๊ะม้าหินอ่อนด้านหน้า เป็นหญิงสาวร่างอวบอัด นุ่งห่มเสื้อผ้าน้อยชิ้น ประมาณห้าถึงหกคน

     ขณะซุ่มมองสถานที่แห่งนี้ด้วยความสงสัย ผมเห็นพี่บอบโผล่ออกมาจากตรงไหนไม่ทันมอง แกเดินรีบเร่งเข้าไปด้านใน มีผู้หญิงร่างผอมคนหนึ่งเข้ามาทักทายแก พร้อมจูงมือกันหายเข้าไปในห้องสลัวแห่งนั้น ผมสะกิดไอ้ฟาง ปรึกษากันว่าจะทำยังไง ไอ้ฟางมีสีหน้าแปลกใจ มันไม่เห็นพี่บอบเหมือนที่ผมเห็น ผมพยายามอธิบายสิ่งที่ผมเห็นให้มันฟัง และยืนยันหนักแน่นว่าผมไม่ได้ตาฝาด สีหน้าไอ้ฟางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ผมจึงตัดสินใจลุกพรวดออกไป ไอ้ฟางรีบตามมา เราทั้งสองหยุดยืนอยู่หน้าสถานที่แห่งนี้ เสียงเพลงทำนองหวานละล่องเคล้ากับแสงไฟสลัวหลากสี หญิงสาวสองคนเดินตรงเข้ามา กลิ่นกายพวกเธอปลุกอารมณ์ของผมให้ตื่นตัว

     “เข้าไปดูก่อนได้นะคะ น้อง ๆ พึ่งมาใหม่เลย” เสียงอ่อนหวานแกมยั่วยวนของพวกเธอเล่นเอาผมกับไอ้ฟางชะงักงันไปชั่วขณะ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเรามานี่ที่ทำไม ผมจึงเอ่ยขึ้นกับเธอทั้งสอง
     “พอดีผมมาตามรุ่นพี่อ่ะครับ เห็นเข้าไปข้างในกับคนผอม ๆ เมื่อกี้”
     “อ๋อ พี่ศักดิ์หรือเปล่าคะ มาสองสามรอบแล้ว สงสัยติดใจน้องเก๋”
     “ไม่ใช่ครับ รุ่นพี่ผมชื่อบอบ ผิวคล้ำ ๆ หัวเกรียน ๆ ตัวอ้วน ๆ หน่อย เห็นพึ่งเข้าไป”
     “ที่ใส่เสื้อยืดสีน้ำเงินใช่เปล่า”
     “ใช่ครับ กางเกงขาสั้นด้วย”
     “ก็พี่ศักดิ์ไงคะ พี่แกเป็นผู้พัน พึ่งมาประจำการแถวนี้ ยังบอกเลยว่าวันหลังจะพาเพื่อน ๆ ทหารมาเที่ยว”

     ผมมองหน้าไอ้ฟางด้วยความงุนงง นี่มันอะไรกัน ผมคิด ทำไมพี่บอบต้องทำขนาดนี้ ถึงขั้นหลอกสาว ๆ พวกนี้ว่าเป็นผู้พันเลยเหรอ แล้วทำไมพวกเธอถึงเชื่อ ผมสับสนไปหมด ไอ้ฟางยืนมองซ้ายมองขวาคล้ายกำลังสนใจอะไรด้านใน

     “จะเข้าไปไหมคะ เข้าไปดูก่อนก็ได้ เผื่อเจอพี่ศักดิ์”
     “วันก่อนโน่น พี่แกก็มา ให้ทริปพวกเราตั้งเยอะแหนะ” สาวร่างเล็กพูดพลางเอื้อมมือมาเกาะแขน
     “เหรอครับ งั้นเดี๋ยวพวกผมรออยู่แถว ๆ นี้ก่อนดีกว่า” ผมถอยออกมา กลิ่นกายเธอยังอบอวล

     ไปกันใหญ่แล้ว นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ผมชักไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเห็นเสียแล้ว ไอ้ฟางรบเร้าเอาคำตอบจากผม ผมชักอารมณ์เสียขึ้นมา

     “ไอ้เหี้ย!!! ใจเย็นดิวะ รีบกลับทำเหี้ยไร รอดูให้มันรู้ว่าพี่บอบแม่งมาทำเหี้ยอะไรที่นี่กันแน่”
     “มึงมั่วเปล่าวะ กูไม่เห็นพี่บอบตั้งแต่เดินมาเลย มึงแม่งเห็นอยู่คนเดียว กูว่ากลับเถอะ มึงชักจะไปกันใหญ่ล่ะ” ไอ้ฟางกระแทกเสียงใส่

     ผมเงียบ ไอ้ฟางไม่พูดอะไรอีก เราสองคนยืนรอพี่บอบอยู่เกือบชั่วโมง ยังไม่เห็นวี่แววแกเลยสักนิด ผมคิดไปไกลเกินกู่กลับ เรื่องที่ตาวัตรพูด เรื่องที่ไอ้ฟางสงสัย และเรื่องที่ผมอาจตาฟาด สุดท้ายก็จนปัญญาจะหาเหตุผลมาอธิบาย ผมเลยชวนไอ้ฟางกลับ

     กลับถึงวัดด้วยความเหน็ดเหนื่อย แปลกที่บนศาลามืดสนิท ทั้งที่ก่อนออกไป ผมเปิดไฟไว้สว่างโร่ สงสัยพระหรือเณรเห็นเข้าเลยปิดให้ แต่เมื่อเดินขึ้นไป ใจผมกลับเต้นแรงจนก้าวขาไม่ออก ไอ้ฟางหันมามองหน้าผมเชิงตำหนิ เสียงที่ผมได้ยินคือเสียงกรน เสียงกรนกดต่ำของพี่บอบ มันดังมาจากในเต็นท์ที่ผมนอนกับแก อะไรกันผมสับสนไปหมด จากที่ร้อนจนเหงื่อชุ่มกลับกลายเป็นหนาวสั่นสะท้าน ผมรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก กลืนน้ำลายไม่ลงคอ ขนทั่วทั้งตัวลุกชัน ปากสั่นระริก เสียงกรนนั้นยังก้องกังวานทั่วทั้งศาลาเหมือนทุกคืน และที่ผมเห็นเมื่อกี้คืออะไรกัน ที่ผมออกเดินตามไปมันคือใคร พี่บอบยังนอนกรนอยู่ในเต็นท์หลังนี้ แกไม่ได้ออกไปไหน ผมทรุดตัวลงนั่ง ไอ้ฟางเข้ามาพยุง มันใช้มือตบแก้มผม ผมรู้สึกหนาวจนเผลอกอดตัวเอง ไอ้ฟางพยุงผมเข้ามุ้งไปกับมัน ผมเอนตัวลงนอน เสียงกรนนั้นยังคำรามแผดขึ้นต่อเนื่อง ผมไม่ไหวแล้ว ผมหนาวเหลือเกิน

     ไอ้ฟางปลุกผมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นกลัว “ไอ้อาม ไอ้เหี้ย เร็วเข้ามึง ลงมาเร็ว” ผมรวบรวมสติแล้วตามมันลงไป ด้านล่างศาลามีพระและชาวบ้านจับกลุ่มยืนมุงดูอะไรบางอย่าง ผมกับไอ้ฟางพยายามแหวกเข้าไป
     “อ้าวนี่ไง พวกช่างศิลป์ โดนดีแล้วคนนึง” เสียงของตาวัตร ทำให้ผมกราดสายตาไปยังต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า ขาผมอ่อนฮวบ ทรุดตัวลงกองกับพื้น ร่างเปลือยเปล่าของพี่บอบลอยเคว้งคว้างอยู่กับกิ่งไม้ใหญ่ ลำคอถูกรัดด้วยเชือก ลิ้นปลิ้น ตาถลน ตามตัวมีรอยฟกช้ำเต็มไปหมด
     “ไอ้สัตว์!!ใครทำพี่กู ไอ้เหี้ย!!” ผมลุกขึ้นโวยวาย ชี้หน้าใส่ทุกคนที่ยืนมุ่งอยู่ ไอ้ฟางพยายามห้าม      
     “โยม โยม ตื่น ๆ กับข้าวอยู่ในครัว รีบไปเอามากิน โยม” ผมสะดุ้งตื่น เหงื่อรินไหลทั่วทั้งร่าง หันไปไอ้ฟางหลับเป็นตาย ผมยกมือไหว้พระรูปนั้น จู่ ๆ รู้สึกปวดหัวเหมือนเป็นไข้ ผมพยายามลุกออกจากมุ้ง เสียงกรนจากเต็นท์หลังนั้นดังขึ้นเป็นระลอก เหตุการณ์เมื่อคืนและเรื่องราวในฝันผุดขึ้นในหัวจนหนักอึ้ง ผมประคองตัวเองเดินไปหน้าเต็นท์ ควานหาซิปจนเจอ ค่อย ๆ เปิดเต็นท์ออก ผมไม่เชื่อสายตาตัวเอง ด้านในเต็นท์นั้น ไม่!! ไม่!! ผมอื้ออึงสับสนไปหมด นี่มันอะไรกัน ผมหายใจไม่ออก รู้สึกหนาวสั่นไปทั่วร่าง หัวใจผมแทบหยุดเต้น น้ำตารินไหลออกมานองแก้ม ทิ้งตัวลงกองกับพื้น

     “พี่บอบ!!!!!!!!!!!!!!!!!!” ผมกรีดร้องสุดเสียง





SHARE
Writer
Darkendless
Writer
creative short stories

Comments

Freedomplus
17 days ago
ตกลงเขาตายไหมมมม
Reply
Darkendless
16 days ago
ให้ทาย

Reply