แม่เฒ่าผู้ทำพิธีหย่า
“เราเลิกกันเถอะ” ทันทีที่หลุดปากออกไป ก็เหมือนหัวใจหล่นลงมาด้วย ทั้งที่รู้สึกว่าเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่อยากทำ ทว่า...ฉันก็ตัดสินใจทำมันลงไป

เขานิ่งเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ก่อนจะพูดออกมา “ได้สิ แต่คุณรู้ใช่ไหม ว่าถ้าจะหย่ากัน เราต้องไปที่บ้านเกิดของผม ไปทำพิธีหย่า”

‘เรา’ หรือ เขายังใช้คำว่าเราได้อีกหรือ ทั้งที่ต่อจากวันนี้ไป ไม่มีคำว่าเราอีกแล้ว มีแต่เขาและฉันเท่านั้น

“ได้ ฉันจะไป”

เราเจอกันเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขามาจากพื้นที่อันห่างไกลกลางป่าเขาของภาคเหนือ แถบพื้นที่ซึ่งติดกับประเทศเมียนมาร์ เขาได้ทุนจากองค์กรอิสระ เรียนด้านกฎหมาย นัยว่าเรียนเพื่อนำวิชากฎหมายไปใช้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกทางรัฐรังแกอย่างไม่เป็นธรรม เรารู้จักกันที่ชมรมดนตรี ฉันรู้สึกรักเขาตั้งแต่แรกเห็น เขาเป็นนักร้องนำที่มีเสียงไพเราะ ผิวขาวสะอาดเนียนเกลี้ยงเกลาตามแบบชาวเหนือ ดวงตาเปล่งประกายแจ่มใสและเฉลียวฉลาด แค่ได้ยินเสียงร้องเพลงอันไพเราะจากเขา ฉันก็ตกหลุมรักของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว และน่าแปลกที่เรากลับเข้ากันได้ดี และในที่สุด เขาก็เอ่ยปากสารภาพรักฉันก่อน เราคบกันตั้งแต่ช่วงเรียนปี 3 จนกระทั่งเรียนจบ แต่งงานกันเมื่อต่างฝ่ายต่างพร้อม และสุดท้าย 5 ปีให้หลัง เราก็เลิกกัน

มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับชีวิตครอบครัวของเราเลย เราแต่งงานกันแล้ว และพบว่ายิ่งนานวันยิ่งเข้ากันไม่ได้ เรามีชีวิตที่เหินห่างกัน ตลอดชีวิตการแต่งงาน เขาเฝ้าทำงานเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากภาครัฐ ขึ้นเหนือ ล่องใต้ ในแต่ละเดือนฉันเจอกับเขาน้อยมาก และสุดท้าย เราก็ค่อยๆ ห่างกันไป

เรารักกัน และเคยรักกันมากเมื่อตอนที่เป็นวัยรุ่น แต่เราค่อยๆ เติบโตขึ้น และเติบโตขึ้น เพื่อจะพบว่ายิ่งเราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเท่าไร ต่างฝ่ายต่างเปลี่ยนแปลง แม้แต่ตัวเราเองก็ยังไม่ทันรู้ตัว เราเติบโตขึ้น และกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ความสนใจต่อกันน้อยลง ทัศนคติในการดำเนินชีวิตยิ่งห่างไกล ฉันไม่อยากให้เขาทุ่มเทเพื่อสังคมขนาดนั้น ชีวิตของเรา ทำไมต้องเสียสละขนาดนั้น ในขณะที่เขากลับคิดว่า เขามีทุกวันนี้ได้เพราะองค์กรนั้น และเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อชาวบ้าน เขาต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนจะรับทุน

ฉันไม่อยากให้เราแต่งงานแล้วแยกกันอยู่แบบนี้ เสนอว่าฉันขอชดใช้เงินทุนให้ทั้งหมด แต่เขากลับโกรธมาก วันนั้นเขาลั่นปากออกมาว่าไม่รู้ว่าหลงแต่งงานกับคนเห็นแก่ตัวเช่นฉันได้อย่างไร

และในที่สุด เราก็หย่ากัน

ฉันบอกคุณหรือเปล่าคะ ว่าเขามาจากท้องถิ่นที่มีขนบธรรมเนียมเป็นของตัวเอง ตอนที่เราแต่งงานกัน ฉันนั่งรถราว 6 ชั่วโมงเพื่อไปพบพ่อและแม่ของเขา ทำพิธีแต่งงาน ในงานแต่งงานอันแสนเรียบง่ายท่ามกลางจันทร์เต็มดวง มีสุรากลิ่นหอมรสหวานที่หมักเอง มีข้าวตอกกลิ่นหอมเพื่อโปรยในพิธีซึ่งชาวบ้านมาช่วยคั่วตั้งแต่ช่วงเย็น ในพิธีโปรยกลีบดอกไม้ป่ากลิ่นหอม แสงจันทร์งดงามส่องสว่างสีเงินยวงตกต้องลานพิธีของหมู่บ้าน บรรยากาศงดงาม เปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ฉันไม่อาจลืมไปได้ชั่วชีวิต

และวันนี้ฉันต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง แต่เป็นการทำพิธีหย่า

แรกที่แต่งงานกัน เขาเคยเล่าให้ฉันฟังว่า “ที่หมู่บ้านของผม ไม่ได้ทำแต่พิธีแต่งงานเท่านั้น แต่เราจะมีพิธีหย่าด้วย ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะพวกเราไม่ได้มองว่าการหย่าร้างคือความโศกเศร้า แต่มันคือการที่ต่างฝ่ายต่างแยกกันเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ว่าในแง่ไหน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี”

ฉันกำลังนั่งรถเพื่อไปที่หมู่บ้านแห่งนั้น ถนนลูกรังขรุขระกับความเร็วที่ไม่ได้ลดลงทำให้รถกระดอนไปตามหลุมบ่อเหล่านั้น แต่ความสะเทือนกายที่ได้รับ ไม่เท่ากับความสะเทือนใจที่ฉันมีอยู่ในตอนนี้

ทำไมต้องจบลงแบบนี้ด้วย ฉันถามตัวเอง ในขณะที่รถแล่นผ่านแม่น้ำแห่งหนึ่ง เงาของอาทิตย์อัสดงสะท้อนลงผืนน้ำ ลมหายใจสุดท้ายของวันกำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว

ในที่สุด ฉันและเขาก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้มาที่นี่

พิธีหย่าไม่จำเป็นต้องรอคืนวันเพ็ญเหมือนพิธีแต่งงาน ที่นั่น ฉันได้รับการแนะนำให้รู้จักกับคุณยายคนหนึ่ง ที่นั่นเรียกเธอว่า “แม่เฒ่า” เธอเป็นคนทำพิธีหย่าประจำหมู่บ้าน ว่ากันว่า คนที่ทำพิธีนี้ได้จะต้องเกิดในวันจันทร์ที่ 8 เดือน 8 เดือนแรก ของปีที่มีเดือน 8 สองครั้ง

เธอเป็น “แม่เฒ่า” ที่มีใบหน้าสงบ และมีรอยยิ้มชวนให้ผ่อนคลาย หากแม้ว่าเธอไม่ได้มีเงื่อนไขตรงตามที่กำหนด เธอก็ยังเหมาะสมที่จะทำพิธีหย่านี้เช่นกัน

“อย่าเศร้าที่ต้องจากกัน แต่จงยินดีที่เธอจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่”

ทันทีที่เธอพูดคำนั้นจบ ฉันก็ร้องไห้ เขาจะว่าอย่างไร ฉันไม่ได้สังเกต ฉันเข้าใจ รู้ดีว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่เราจะมอบให้กันและกันได้ แต่ฉันยังรักเขาอยู่

“แล้ววันหนึ่งเธอจะดีใจที่ตัดสินใจแบบนี้”

แม่เฒ่าทำพิธีหย่าให้เรา ตัดเส้นเชือกที่เคยคล้องข้อมือเราสองคนในวันแต่งงานให้ขาดออกจากกัน จากนั้นนำเส้นเชือกเส้นนั้นไปลอยที่ลำธารของหมู่บ้าน

ในคืนนั้นมีพิธีเฉลิมฉลองไม่ต่างจากพิธีแต่งงานเลย พวกเขานำสุราหมักออกจากไห ดื่มกินราวกับไม่มีวันพรุ่งนี้ ฉันดื่มไปกับพวกเขาด้วย

“การหย่าไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง”

เขาบอกกับฉันสั้นๆ เราเดินทางออกจากหมู่บ้านด้วยรถคันเดียวกัน และก่อนจากกัน เขาสวมกอดฉันเอาไว้ พร้อมบอกให้ฉันโชคดี ขอให้ฉันเจอกับคนที่รักฉันและมีมุมมองชีวิตที่ไม่แตกต่างกันจากฉัน



เสียงโมบายกรุ๋งกริ๋งของร้านกาแฟดังปลุกให้ฉันตื่นจากภวังค์ และฉันตัดสินใจกดหยุดเทปเมื่อสัมภาษณ์หญิงสาวผู้นี้จบ

เธอเอ่ยปากถามฉันว่า “อาชีพสุดประหลาดอย่างแม่เฒ่าที่ทำพิธีหย่า สามารถลงคอลัมน์ของคุณได้แน่หรือคะ”

“ใช้ได้ทีเดียวค่ะ นอกจากเป็นอาชีพที่แปลกแล้ว ยังทำให้รู้จักกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของหมู่บ้านที่ห่างไกลนั้นด้วย ฉันขอบคุณคุณมากนะคะ ที่ส่งเรื่องราวมา และอนุญาตให้ฉันสัมภาษณ์คุณ”

“บางที ที่ฉันตัดสินใจเอาเรื่องนี้มาเปิดเผย คงเพราะว่าวันนี้ฉันเห็นด้วยกับแม่เฒ่าคนนั้นละมังคะ หลังจากที่ฉันหย่ากับเขา ฉันได้เจอกับผู้ชายที่รักฉัน และมีทัศนคติต่อชีวิตใกล้เคียงกันกับฉัน ฉันมีความสุขกับชีวิตในวันนี้ ไม่ทุกข์ทรมาน ห่วง รอคอย และกังวลเหมือนตอนที่อยู่กับเขาเลย และเขาเองก็เจอผู้หญิงที่พร้อมจะเคียงข้าง ขึ้นเหนือ ล่องใต้ไปกับเขาแล้ว”

“ถ้าเรายังไม่หย่ากัน ป่านนี้เราอาจจะทนอยู่ด้วยกันต่อไป ยิ่งอยู่กันนานมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเกลียดกันมากขึ้นเท่านั้นก็ได้ และที่สุดแล้ว เราก็จะไม่เหลืออะไรดีๆ ให้จดจำถึงกันเลย ถ้าฉันไม่ทำพิธีหย่าในวันนั้น วันนี้ชีวิตฉันจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้เลยนะคะ”

“แม่เฒ่าคนนั้นพูดถูก ‘การหย่าไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง’”

เธอเอ่ยเสริมประโยคท้าย และฉัน - ในฐานะผู้สัมภาษณ์เพื่อนำมาเขียนคอลัมน์ “อาชีพสุดประหลาด” ยิ้มให้เธอบางๆ อีกครั้งหนึ่ง

เธอเท่านั้นที่จะเข้าใจความหมายของคำนี้ได้ดีที่สุด

‘การหย่าไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง’ 


 
 ขอฝากเรื่องสั้นเรื่องที่หกใน "ซีรีส์เรื่องสั้นอาชีพสุดประหลาด" ด้วยนะคะ มีสำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องสั้นในซีรีส์อาชีพสุดประหลาดเรื่องอื่นๆ กดที่ #อาชีพสุดประหลาดได้เลยค่ะ ขอบคุณที่ติดตาม



ฝากเม้นท์ให้กำลังใจนักเขียนด้วยนะคะ ^_^ 


SHARE
Written in this book
อาชีพสุดประหลาด
เรื่องราวและเรื่องเล่าจากหลากหลายอาชีพ ที่มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา

Comments