เจ้านาย
25.11.19

🍃
ติดคำว่าเจ้านายมาตั้งแต่ทำงานกับคนอเมริกันเมื่อปี 2011 เรื่อยมาจนตอนนี้ ส่วนใหญ่เอาไว้เรียกเจ้านายที่เป็นฝรั่งมันติดปากเพราะเรียกตามคนในออฟฟิศ



🍃
ถือว่าเป็นคนโชคดีที่มีเจ้านายดีมาตลอด เล่าทีละคนเลยแล้วกัน

1. สตีฟ

เริ่มที่ สตีฟ หรือ สตีเฟ่น เป็นคนอเมริกันที่จริงจัง ดุ และพูดเร็วมากตอนสัมภาษณ์งานกัน สตีฟชอบการตอบคำถามเราและรับเข้าทำงานแบบเร็วมาก วันที่ทำงานด้วยสตีฟให้ทำงานชิ้นหนึ่งและเราทำไม่ถูกใจเขาเพราะเพิ่งทำด้วยกันครั้งแรก สตีฟซัดมาหนัก ๆ ด้วยคำว่า "ถ้ายูมัวแต่ทำงานในสิ่งที่ฉันไม่ได้บอกให้ทำ ฉันคงไม่มีวันได้ในสิ่งที่ฉันอยากได้❗" อยากตะโกนดัง ๆ ว่า Oh shit❗ เกิดมาไม่เคยถูกใครพูดตรง ๆ ขนาดนี้ สำหรับเราถือว่าแรงนะ ตบหน้ากันเถอะถ้าพูดขนาดนี้แต่ดีแล้วที่ไม่ตบไม่งั้นคงปากแตก 55

ภูมิต้านทานยังน้อยในตอนนั้น

หลังจากได้อีเมลที่มาพร้อมความคลางแคลงใจว่าเราจะทำงานให้เขาได้ไหม เสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที 55 เลยตั้งใจอ่านอีเมลคำสั่งใหม่อย่างละเอียด อ่านแล้วจดจากนั้นก็ทำตามที่เขาให้โจทย์มา งานแรกผ่านไปด้วยดี งานจากสตีฟยากขึ้นเรื่อย ๆ เดี๋ยวให้ทำนั่นทำนี่ที่ไม่เคยทำ ตื่นขึ้นมากลัวทุกวันว่าวันนี้จะทำได้ไหมวะ กล้า ๆ กลัว ๆ แต่ก็ทำเหมือนไม่กลัว ที่กลัวมากคือกลัวพูดกับเจ้านายไม่รู้เรื่อง 55 สตีฟพูดเร็วมากและพูดแบบไม่เคยเท้าความอยู่ ๆ อยากพูดอะไรที่นึกได้ขึ้นมาก็พูดโพล่งขึ้นมาต้องคอยตามให้ทัน

ข้อดีของสตีฟที่เราชอบมากคือ สตีฟเป็นคนที่แฟร์และใจป้ำมาก ทุกครั้งที่ทำงานให้สตีฟสำเร็จเขาจะเพิ่มเงินเดือนให้ครั้งละ 2000 เราได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทุก 2 เดือนตลอด 2 ปีที่ทำงานให้สตีฟ เจ๋งป่ะล่า แต่คุณต้องรอดให้ได้เพราะทุกเดือนสตีฟจะ challenge ตลอดต้องสำเร็จและเคลียร์เท่านั้น ไม่เคลียร์คือด่าแต่ถ้าสำเร็จคือชมให้ทุกคนฟังหน้าบานกันไปสิ

ทำงานกับสตีฟ 2 ปี ก็หางานใหม่เพราะไม่ไหวจะเคลียร์กับผู้จัดการที่วางตัวเหมือนเมียคนที่สองของเจ้านาย 55 ตอนเราส่งอีเมลลาออก สตีฟยังไม่อ่านเลยยังไม่รู้ว่าฉันจะไปแล้วนะ สตีฟบอกว่า เอ้ยฉันมีโปรเจ็คใหม่ให้ทำ มันต้องสนุกแน่ ๆ เราสวนกลับไปว่า "I quit❗" สตีฟหน้าเจื่อนเขาไม่อยากให้เราออกจำได้ว่าเขาลากเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ แล้วถามว่าจะไปทำงานอะไรต่อ ถ้าเราไม่ออกเขาจะย้ายเราไปนั่งอีกออฟฟิศหนึ่งแต่คนจะออกเอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ สตีฟเห็นว่าสุดจะรั้งเลยทำจดหมายรับรองการทำงานที่เห็นจะย้าวยาวที่สุดตั้งแต่เห็นมา 55 สตีฟสรรเสริญพอสมควร write to your heart กันเลยทีเดียว ด้วยความเป็นเด็ก ด้วยความหุนหันพลันแล่นเราจากไปแบบไม่แยแส หันกลับมามองแล้วเด็กหนอเด็กช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

2.บรูซ

บรูซก็เป็นคนอมริกันอีกคนในบริษัทน้ำมัน ตอนแรกบรูซเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน เจ้านายอีกคนเป็นสัญชาติไหนก็ไม่รู้ชื่อเอฟเฟรน พอสัมภาษณ์รับเราเข้าทำงานเสร็จไม่เกินเดือนหนึ่งก็ถูกย้ายกลับประเทศ บรูซเลยจีบตัวเองและถีบตัวเองขึ้นเป็น training manager แทน บรูซเป็นคนขี้โอ่ ขี้อวด อวดเก่งแต่ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีความเป็นผู้นำ เรียกง่าย ๆ ว่าไม่เก่งเลยปกป้องลูกน้องไม่ได้ด้วย เราต้องระวังหลังเองเวลาทำงาน protect ตัวเอง 55

ข้อดีของบรูซคือใจดี เอาใจเก่ง เวลาเราไม่อยู่เขาอาสาทำงานเอง เขาบอกเราติดหนี้เขานะเพราะเขาช่วยเราทุกอย่าง บรูซเอาใจ ตามใจเรามากพอสมควรแต่ไม่รู้ทำไมไม่ค่อยอยากทำงานกับเขาเลย 

ครั้งหนึ่งที่บรูซให้เราเข้าคอร์สเรียนของวิศวะฝ่ายขุดเจาะ มีทั้งเคมี ฟิสิกส์ คอร์ส 10 วัน บรูซเหมือนสบประมาทว่าเราจะทำได้หรือเปล่า สำหรับคนเกลียดคำนวณอย่างเรายากนะ แต่เราตีสนิทกับพี่วิศวกรชาวไทย 2 คนในคลาสเรียน อาศัยพี่เขาอธิบายให้ฟังพอวันสอบ เราได้คะแนน 75/100 บรูซยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อวดเพื่อนร่วมงานที่เป็นฝรั่งด้วยกันไม่หยุด เปล่าไม่ได้เก่งก็ลอกมั่ง มั่วเอา 5555 ทำงานกับบรูซปีเดียวเราก็ขอลาออก เพราะทำงานสองตำแหน่งแต่เงินเท่าเดิม ขอเงินเพิ่มก็บอกว่าฉันขอให้อยู่นะแต่มันไม่ทันใจเรา อิเด็กน้อยเอ้ยยย 55 มันเหนื่อยและเครียดมากจนเป็นกรดไหลย้อนระดับ 2 กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หาย จนลาออกปุ๊บหายปั๊บ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
กรดไหลย้อนมักเป็นสัญญาณความเครียดของเราไปโดยปริยาย

3. ดั๊ก  
คนนี้เป็นอเมริกันอีกคน พอลาออกจากบรูซก็ได้งานในบริษัทน้ำมันอีกแห่ง ต้องบอกก่อนว่าที่นี่เราเข้าไปเป็น contract เป็นสัญญาปีต่อปี ไม่รู้เหตุผลกลใดอะไรเข้าสิงวะถึงได้เลือกงานนี้ อาจเป็นเพราะ recruiter คุยดี๊ดีเลยใจอ่อนมั้ง (งานมันดีในระดับหนึ่ง)​ โดยมีดั๊กเป็นเจ้านาย ดั๊กเป็นคนพูดน้อยแต่ใจดีและดูไม่อนาทรร้อนใจกับคำว่าลูกน้องเลย 5555

คือจะมีหรือไม่มีฉันไม่สนและไม่แคร์เวิร์ล หล่อนอยากทำอะไรก็ทำไป อันที่จริงเราเบนสายมาเป็นกึ่งงานเลขาแต่ดั๊กไม่เคยเรียกใช้งานด้านเลขาเลย เต็มที่ก็แค่ให้จองห้องประชุมกับนัดประชุมกับ vendor สำคัญ ๆ บ้างประปรายนอกนั้นคือดั๊กทำเองหมด 

ดั๊กเป็นคนพูดน้อยเอาแต่ยิ้มอย่างเดียว เราก็พูดน้อยถ้าดั๊กไม่ชวนคุยเราก็ไม่คุย (ทำงานเลขาไม่ได้เรื่องบอกเลยมาทำได้ไงเนี่ย) แต่เควินที่เป็นหัวหน้าดั๊กอีกทีเรียกว่าเป็นนายใหญ่ของแผนกกลับชวนคุยเฮฮามาก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เลขาของเควินซึ่งเป็นรุ่นพี่คณะและมหาลัยเดียวกันกับเราไหว้วานให้เอาอาหารกลางวันไปส่งให้เควินที่ขาหักเดินไปซื้อของกินไม่ได้ เควินชวนคุยอย่างเป็นกันเองจนฝรั่งคนอื่นต่างแปลกใจมาคุยอะไรกับคนแคระอย่างเราเนี่ย อย่าว่าแต่คนอื่นแปลกใจเลยเรายังแปลกใจ 555 เอาเป็นว่าเควินน่าจะเหมาะเป็นนายเรามากกว่าดั๊กอ่ะ ทำงานกับดั๊กแล้วเหงา เกร็งชะมัด อยู่กับดั๊กได้ไม่นานมีเหตุให้ต้องออกจากงานอีกบริษัท layoff สัญญาจ้างจะเหลือรึ ขนาด permanent ยังรอดยากเลย เอาเข้าไป!

4. โจนาส
พอออกจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ ก็มีบริษัท Startup เล็ก ๆ ที่ทำเกี่ยวกับ Virtualization โทรมาให้ไปสัมภาษณ์ ที่นี่เราได้เจอกับเจ้านายฝรั่งคนสุดท้าย ทำไมถึงเป็นคนสุดท้ายเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

สัมภาษณ์งานกับโจนาสเสร็จก็รู้ผลทันที ไม่ค่อยพลาดถ้าคุยกับฝรั่งเพราะมันง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่มีพิธีรีตอง ถ้าถามแล้วตอบได้ ทำได้ โอเคฉันรับ จบ! เรื่องเงินไม่เคยต่อขอแค่ทำงานได้ตามที่พูดก็พอ

ด้วยความที่เราก็เป็นคนง่าย ๆ ไม่เรื่องเยอะไม่ค่อยเลือกงานหรือบริษัทว่าจะต้องใหญ่เท่านั้น สวัสดิการดีเท่านั้นถึงจะทำ เปล่าเลยแค่เราพอใจแฮปปี้เราก็ทำแล้ว 555 ไม่ดีเลยโลจิกการเปลี่ยนงานที่ห่วยแตกมากเพราะเราไม่เคยได้เรียกเงินเดือนสูง ๆ เหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน

บริษัทของโจนาสเป็นธุรกิจเกี่ยวกับ Virtualization งงไหมว่าคืออะไร? เคยไปซื้อบ้านและได้โบรชัวร์ที่มีรูปแบบบ้านพร้อมบรรยากาศจำลองไหม? แบบบ้านและบรรยากาศจำลองนั่นแหละคือสิ่งที่โจนาสทำแต่เป็นการทำเพื่อ service ลูกค้าที่อยู่ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียน โดยมีฐานการผลิตงานที่เมืองไทยเพราะค่าแรงถูกกว่าแต่ฝีมือดีไม่แพ้ยุโรป

เอาล่ะเข้าเรื่องเถอะจ้ะ โจนาสเป็นคนสัญชาติสวีดิช เป็นต่างชาติที่จัดว่าหน้าตาบุคลิกดี หุ่นดีมีกล้ามเนื้อสวยงาม สังเกตได้จากเสื้อผ้าที่สวมใส่มีกล้ามเนื้อนูนเด่น หน้าตาโจนาสเข้าขั้นดีเลยแหละตามสไตล์หนุ่มยุโรป ทำงานในไทยมาหลายปีและแน่นอนว่าน่าจะมาอยู่เมืองไทยหลายปีก่อนทำงานเป็นเรื่องเป็นราว พูดไทยชัดแจ๋วววววรวมถึงภาษาอังกฤษชัดมากกกกก โจนาสมีแฟนเป็นคนไทยและรักแฟนมากชื่นชมแฟนให้ฟังไม่ขาดปาก
 
เราทำงานกับโจนาส อาจจะเรียกได้ว่าโจเป็นเจ้านายที่ถูกใจเราที่สุด ทำงานด้วยแล้วแฮปปี้ที่สุด ใจดีที่สุด ให้เกียรติที่สุดและทำงานด้วยง่ายที่สุด เหมือนทำงานกับเพื่อนมากกว่าทำงานกับหัวหน้าด้วยอายุที่ใกล้เคียงกันเขาอายุมากกว่าแค่ 2 ปี

โจนาสเป็นคนที่โคตรใจดี สุภาพและเข้าใจอะไรง่ายและอารมณ์ขันมากด้วย ตอนที่เพิ่งเข้าไปทำงานใหม่ ๆ มีงานอยู่งานหนึ่งที่เขาอธิบายไป 2 รอบแล้วเราเหมือนจะเข้าใจแต่พอผ่านไปอาทิตย์หนึ่งเราก็งงใหม่ เราบอกเขาเสียงอ่อย ๆ ว่า

“ขอโทษนะคือคุณอธิบายดีมากเลย ฉันก็เหมือนจะเข้าใจนะแต่ทำไมฉันกลับมางงได้อีกก็ไม่รู้”

โจนาสยิ้มอย่างใจดีและหัวเราะทุ้ม ๆ ก่อนจะบอกว่า

“ไม่แปลกเลยที่คุณจะงง ผมก็เคยงงมาก่อนระบบนี้มันค่อนข้างซับซ้อนเป็นระบบของทางสวีเดนใช้อยู่ ผมอยากเอามาใช้ที่ไทยด้วย ไม่เป็นไรถ้าคุณไม่เข้าใจผมอธิบายได้ และคุณถามผมได้ตลอด” 


โอ้โหนี่คือเจ้านายในอุดมคติที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ถามอะไรไปก็ไม่เคยโมโหหรือหงุดหงิดเล้ยยพ่อคุ้นนนน 

หลังจากนั้นเราก็ไม่งงอีกเลย ทำงานที่นี่ทุกคนต้องใช้ MacBook โจบอกว่าใช้ MacBook แล้วทำงานง่าย ใครง่าย? เรานี่แหละที่งง 55
  
เราตั้งใจทำงานกับโจในเกินร้อยมาก เพราะที่นี่เป็นที่แรกที่ไม่ fix เวลาเข้างานตอนเช้า โจมีกฎง่าย ๆ นี่คือ เวลาเข้างานของที่นี่

จันทร์-พฤหัส จะเข้างานกี่โมงก็ได้แต่ช่วง 13.00-17.00 ทุกคนจะต้องอยู่ออฟฟิศ นั่นหมายถึงตอนเช้าจะไม่มาเลยก็ได้

ส่วนวันศุกร์ เข้างาน 10.00-15.00 โจบอกว่าวันศุกร์ควรเป็นวันสบาย ๆ หลายคนอาจมีทริปไปต่างจังหวัดคงไม่ดีถ้าจะออกออฟฟิศช้าเดี๋ยวจะไม่ทันขึ้นเครื่องเพราะรถติด เอ่ออโจน่าจะมีทริปมากกว่าคนอื่นนะ 55

เห็นไหมว่าจะไม่ให้แฮปปี้ได้อย่างไรกัน เรารู้สึกว่ามัน flexible กับชีวิตมากแต่ถึงแม้โจจะให้เข้างานสบายแบบนี้แต่เราก็ทำงานเต็มที่ มาทำงาน 10 โมง กลับ 5 โมงแต่งานคือเสร็จทุกอย่างภายในเวลาจำกัด เราติดนิสัยรับผิดชอบต่องานสูง มาจากหลาย ๆ บริษัทที่มี culture แบบนี้ โดยเฉพาะในบริษัทต่างชาติจะมาทำงานสายกลับเร็วไม่ว่าแต่ทุกอย่างจะต้องเสร็จเร็วทันเวลาและทำงานเป็นระบบ เวลานัดคือตรงเวลาเป๊ะไม่เคยสาย เราได้ค่านิยมมาว่าคนที่ทำงานเสร็จเร็วและแมเนจเวลาได้ดีในแต่ละวันคือคนที่ทำงานมีประสิทธิภาพ แต่ในสายตาคนไทยกลับกัน คนมาทำงานสายกลับเร็วคือคนไม่ตั้งใจทำงาน ไม่ทุ่มเท (ถึงแม้งานจะเสร็จเร็วถูกต้องและมีประสิทธิภาพ) แต่ในขณะเดียวกันคนที่มาถึงที่ทำงานเร็ว กลับช้าคือคนที่ตั้งใจทำงาน ทุ่มเทและน่ายกย่อง (ทั้งที่งานไม่เสร็จ ส่งงานช้าและไม่เป็นระบบ) 55

ถึงวันที่ต้องประเมินผลงานโจนัดไปกินข้าวเที่ยงกันสองคนเพื่อประเมินผล โจเลี้ยงข้าวเที่ยงอย่างดีพร้อมกับบอกว่าแฮปปี้ที่ได้ทำงานร่วมกันและเขาก็ถามกลับมาว่า คุณล่ะรู้สึกอย่างไรบ้างทำงานกับผมมา 2 เดือนเรายังจำได้ดีว่าตอบเขาไปว่า

“ฉันมีความสุขที่ได้ทำงานที่นี่ และอยากทำงานที่นี่ไปนาน ๆ จนกว่าคุณจะเตะฉันออกไป”

 โจหัวเราะมื้อนั้นเป็นมื้อที่มีความสุข อันที่จริงทุกวันที่ไปทำงานคือมีความสุขมาก 

สิ่งที่ทำให้เราหัวเราะทุกทีคือเวลาที่โจต้องใช้ excel โจจะหัวเสียตลอดถึงขั้นขอร้องให้เราช่วย โจบอกว่าคุณน่าจะมือดีที่สุดที่นี่แล้วล่ะ เราอยากจะหัวเราะดัง ๆ และบอกโจว่า เรานี่แหละโง่เรื่องนี้ที่สุดแล้ว 5555 แต่เราก็พอช่วยเขาได้และเขาดูอเมซิ่งกับเรื่องเล็ก ๆ นี้ไม่น้อย โธ่เอ้ยโจ
 
เวลาทำงานโจไม่เคยก้าวก่ายมีแต่เราต้องคอยแนะนำโจว่าแบบนี้ทำได้แบบนี้ทำไม่ได้ โชคดีที่ประสบการณ์เกี่ยวกับการติดต่อกรมพัฒนาธุรกิจฯ (DBD) และกระทรวงแรงงาน จากสตีฟที่ผ่านมาเอามาช่วยโจนาสได้เยอะมากจนแบบโจไม่ต้องไปจ่ายเงินแพง ๆ จ้างสำนักงานบัญชีหรือทนาย เราทำให้เองหมดทั้งเรื่องใบอนุญาตทำงาน (work permit) แม้กระทั่งดูแลเรื่องการต่ออายุวีซ่าต่าง ๆ โจบอกว่า “คุณทำเสร็จภายใน 2 อาทิตย์ในขณะที่ผมเคยลองทำด้วยตัวเองใช้เวลากรอกและเตรียมเอกสาร 2 เดือนก็ยังไม่เสร็จ”

โธ่เอ้ยโจ! ก็โจเป็นต่างชาติเราเป็นคนไทยมันต่างกันนะ 55

แต่ทุกสิ่งไม่แน่นอนพอต้นปีถัดมาโจส่งข้อความให้รีบเข้ามาประชุมด่วนตอนเช้า โจเรียกเราไปคุยกันสองคนในห้องประชุมพร้อมบอกข่าวร้ายว่าบริษัทจะปิดตัวแล้วนะ ปกติเวลาได้ยินคำเหล่านี้ อ๋อเหรอ อ๋อเข้าใจปิดคือปิด ฉันไม่แคร์ฉันหางานใหม่ แต่สำหรับที่นี่ ที่ที่เรามีความสุขมันเหมือนถูกค้อนทุบหัว! “ฉันทำอะไรผิดเหรอ?” เราถามไปอย่างงง ๆ โจคลี่ยิ้มอย่างเอ็นดูพร้อมกับบอกว่า “คุณไม่ได้ทำอะไรผิด มันเป็นที่ผู้ลงทุนไม่อยากลงทุนต่อไปแล้วแค่นั้นเอง” อันที่จริงเราพอจะรู้มาบ้างว่าปัญหาเกิดจากอะไร

สาเหตุที่บริษัทจะปิดตัวเพราะ ฝ่ายเทคนิคที่โจจ้างมาเป็นเด็กใหม่ที่มีฝีมือแต่ไม่มีระเบียบวินัย ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ไม่คุ้มกับค่าจ้างที่โจทุ่มเท ด้วยเวลาเข้างานที่ไม่ fix และไม่มีการบังคับทำให้เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับผิดชอบงานเต็มที่ต้องคอยตามจี้

แต่โจไม่ได้จี้เพราะให้เกียรติการทำงานเหมือนที่ฝรั่งทั่วไปเป็น งานเลยไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเต็มร้อยประกอบกับเด็กเหล่านี้สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ต้องอาศัยหัวหน้าโปรเจ็กเป็นล่าม แต่หัวหน้าโปรเจ็กก็คือเด็กจบใหม่เช่นกันมีฝีมือแต่ไม่มีทักษะการบริหารคน (จะบริหารได้ยังไงในเมื่อทุกคนเป็นเพื่อนกันและเกรงใจไม่กล้าพูดเพราะกลัวผิดใจกัน) ส่วนเราเป็นผู้ช่วยโจในงานด้านที่เกี่ยวกับเอกสาร ติดต่อผู้คนก็ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเทคนิคนี้เลย โจเลยให้เราหา vendor ประเทศเพื่อนบ้านเราก็หาให้และนัดหมายให้เขาคุยธุรกิจกันเป็นอย่างดี จนโจนาสรู้สึกว่าคนเวียดนามทำงานได้ดีไม่แพ้คนไทยและค่าแรงถูกกว่าหลายเท่าที่สำคัญยังสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีกว่า มันจึงมีเหตุผลมากพอที่จะปิดสาขาบริษัทที่ไทยลงและหันไปจ้างฟรีแลนซ์ประเทศอื่นแทน 
 
งานที่นี่จึงจบลงหลังจากที่ได้แค่ 7 เดือน โจให้เราทำงานจากที่บ้าน 3 เดือนก่อนบริษัทปิดให้เราช่วยทำงานเกี่ยวกับปิดบริษัทและเปลี่ยนแปลงกรรมการและต่ออายุใบอนุญาตทำงาน เราก็เต็มใจทำให้นะทั้งที่ตอนนั้นเราเสียใจกับการปิดตัวของที่นี่

เปล่า! เราไม่ได้กังวลเรื่องการหางานใหม่แต่เราแค่รู้สึกเสียดายกับงานที่นี่ เรามีความสุขที่สุดแล้วตั้งแต่ทำงานมา โจน่าจะเป็นเจ้านายที่ดีที่สุดที่เราทำงานด้วยกันมา 
 
เมื่อสองเดือนก่อนเราส่งข้อความหาโจนาสทาง Linkin เพียงเพราะว่าที่ทำงานปัจจุบันเราอยู่ใกล้กับที่ทำงานเก่าของโจนาสเดินผ่านแล้วอดคิดถึงไม่ได้ ทั้งที่ตอนออกมาใหม่ ๆ เราไม่เคยคิดจะคุยกับโจนาสอีกเลยเพราะรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง

ให้เราหาคนใหม่มาเพื่อปิดบริษัท ความคิดบ้า ๆ นี้ทำให้เราไม่อยากคุยกับเขาและลบช่องทางการติดต่อออกไปหมดไม่บอกเขาด้วยซ้ำว่าเราได้งานใหม่แล้ว 55 เราเลยส่งข้อความไปบอกว่า “คุณเป็นเจ้านายที่ดีที่สุดตั้งแต่ฉันเคยทำงานด้วย”

เราคุยกันพอหอมปากหอมคอ โจนาสแต่งงานกับแฟนคนไทยเรียบร้อยและธุรกิจน่าจะยังไปด้วยดี ส่วนเราก็อัพเดทชีวิตครอบครัวให้เขาฟังนิดหน่อย ปกติก็เป็นแบบนี้ต่างคนต่างมีความเป็นส่วนตัวสูงไม่ค่อยแชร์เรื่องส่วนตัวกันเท่าไหร่หรอก

จากเจ้านายหลายคนในหลายบริษัทพอมองย้อนกลับไปทำให้เราเห็นความเป็นเด็กน้อยที่คิดตื้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสตีฟ ที่เราหุนหันพลันแล่น กับบรูซที่ไม่ค่อยแยแส กับดั๊กที่ไม่ค่อยคุย พอผ่านเหตุการณ์มาหลายครั้งเข้า มันทำให้เราทำงานกับโจนาสด้วยสติและสุขุมมากขึ้น เราทุ่มเทมากขึ้นเหมือนช่วยเพื่อนทำงานก่อร่างสร้างตัว แต่พอความผิดหวังกระหน่ำตีเราก็งอแง(เงียบ ๆ ) และเดินจากมาเหมือนไม่รู้สึกอะไรทั้งที่โคตรรู้สึกเสียใจ 


มันทำให้เรารู้ว่าไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ เราอาจทุ่มเท ตั้งใจทำงานแต่เราบังคับคนอื่นให้ทำเหมือนเราไม่ได้ หลายครั้งที่การพยายามทำดีที่สุดไม่ใช่เพียงเพื่อเราจะได้รับผลลัพท์ที่ดีที่สุดหรอกนะ แต่มันจะกลายเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดต่างหาก
 
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่ได้มามันมีเหตุผลในตัวของมันเสมอ ประสบการณ์จะกลายเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดเสมอ และใช่เรากำลังจะบอกว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ” เช่นกัน  

 โจนาสเป็นเจ้านายคนสุดท้ายที่เป็นต่างชาติ ปัจจุบันเรามีเจ้านายเป็นคนไทยที่น่ารักไม่แพ้กัน
SHARE
Writer
KCstory
Writer
แค่อยากเขียนอะไรก็ได้

Comments

niji
9 months ago
คุณกาญเล่าเรื่องได้น่าอ่าน อ่านเพลินจัง
Reply
KCstory
9 months ago
โอ้ว กาญน่าจะพูดคำนี้กับคุณบีแทนนะคะ คุณบีเขียนแล้วละมุน นุ่มนวล อ่านแล้วไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร 555

กาญชอบง่นเขีบนคุณบีมากๆเลยค่า เป็น FC เลยแหละ
niji
9 months ago
ขอบคุณค่ะ