ภควัทคีตา
          เมื่อผมได้อ่านหนังสือภควัทคีตา ของ อ.สมภาร มีแง่คิดบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องว่าเนื้อหาของภควัทคีตา ว่าเป็นอย่างไร แต่เป็นในส่วนบทนำนั้นต่างหาก ท่านได้กล่าวไว้ว่า ภควัทคีตานั้นเป็นวรรณกรรม คงไม่มีสิ่งใดเป็นสิ่งจริงแท้เสียทั้งหมด อาจจะมีจริงบ้างแต่งบ้าง หรือแต่งไปเสียทั้งหมด นั่นไม่ใช่ปัญหา เราไม่จำเป็นต้องไปเฟ้นหาว่าสิ่งใดจริง สิ่งใดไม่จริง เรื่องต่างๆ ที่ได้เล่ามานั้นมีจริงหรือไม่ เหตุการณ์สงครามที่ทุ่งคุรุเกษตร มีจริงหรือไม่ เหล่านี้ทั้งหลายไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง เรื่องสำคัญมันมีว่าเมื่อท่านได้อ่านไปแล้ววรรณกรรมนั้นๆ ได้ให้สิ่งใดแก่ท่าน มันแฝงไว้ซึ่งสิ่งใด สิ่งเหล่านั้นต่างหากเป็นเป้าหมายของผู้แต่ง ถ้าหากเราไปมัวหาว่าเป็นจริงหรือไม่หากจริงจะได้เชื่ออย่างนั้น ท่านจะไม่สามารถอ่านพระไตรปิฎก ไบเบิล อัลกุรอาน หรือคำภีร์ต่างๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันเหล่านี้ได้เลย เพราะไม่สามารถสืบหาได้ว่าเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นหรือไม่ รวมทั้งส่วนตัวผมนั้นยังคิดว่าใน ไบเบิล และอัลกุรอานแล้ว ท่านต้องเชื่ออย่างสนิทใจก่อนว่า สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานั้นเป็นจริง หากท่านไปปักใจเชื่อว่าไม่จริงเสียแล้ว ท่านจะไม่สามารถเห็นความงามหรือปัญหาแห่งคัมภีร์นั้นๆ เลยแม้นแต่น้อย ...

จุดดำจุดหนึ่งทำเศร้าหมอง
เมื่อไตร่ตรองเห็นค่าไร้ความหมาย
จุดขาวในชีวิตเกาะติดกาย 
ไม่มั่นหมายสิ่งนั้นโดยยั่งยืน
เมื่อคิดได้ ทำได้ อย่างนี้คงดีนัก
ชีวิตจักคงสวยงามตามเนื้อหา
ไม่ต้องคิด ไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องสุขบางเวลา
ดั่งเสียงน้ำพรรณาในป่าไพร.
 
         ชีวิตมนุษย์ก็คล้ายดังเรื่องราวข้างต้น มันเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ นานานัก การจะเอาจิตไปจับกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปก็ไม่เป็นที่เหมาะสม จะหมกกับความทุกข์แล้วก็เป็นทุกข์เสียเปล่า จะหมกกับความสุขไปอย่าเนิ่นนานก็อาจจะหลง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรนึกเฝ้าหวังแต่พอดี เพราะชีวิตก็เหมือนวรรณกรรมที่สรรค์สร้างขึ้นเป็นเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ อันได้แก่ตั้งแต่เกิดยันตาย การมองชีวิตในภาพรวมเสีย อย่างน้อยๆว่า ตั้งแต่เกิดมาจนปัจจุบันนี้เรามีความอิ่มเอิบมากเสียเกินกว่าความเศร้าหมอง วรรณกรรมชีวิตเราก็น่าจะถือได้ว่าเป็นสุนทรีย์ระดับหนึ่ง ดังนั้นก็จะไปจมกับจุดๆ หนึ่งของชีวิตดั่งไปเฝ้าคิดว่าเรื่องราวตอนหนึ่งในวรรณกรรมจริงหรือไม่นั้น ยังชะรอยจะทำให้การเดินทางทั้งหลายนั้นดูไม่เบิกบานไปเสีย...สวัสดี



SHARE

Comments