"บ่อเกลือ :น่าน" จุดเริ่มของการค้นหาคำตอบ.
“การเดินทางจะให้ อะไร กับเรา

การเดินทาง ทำให้คำว่า บ้าน มีความหมายมากขึ้น”  
สองประโยคที่จั่วหัวขึ้นในบรรทัดแรก เป็นประโยคที่ผมได้มาจากการไปใช้ชีวิตอยู่ที่ “น่าน” จังหวัดทางตอนเหนือสุดของประเทศไทย เป็นเวลา 5วัน 4คืน ระยะความนาน มันพอๆกับการไปเขาชนไก่ของวัยรุ่นไทย บอกก่อนนะว่า ประโยคข้างต้น มันเป็นสองประโยคจริงๆ เพราะแหล่งที่มาที่ได้รับมานั้น มาจากคนล่ะแหล่ง คนล่ะบุคคล คนล่ะสถานที่ คนล่ะช่วงขณะ

นี่เป็นเรียงความการเล่าเรื่องการเดินทางสั้นๆของผมที่จังหวัดน่าน ที่ผมเขียนขึ้นมาจากความคิดถึงเล็กๆที่ก่อตัวตกตะกอนอยู่ใต้ก้นบึ้งหัวใจ นานเข้าจนถึงช่วงเวลาที่ผมอยู่หน้าโน๊ตบุ๊ค ณ ขณะที่คุณคนดีกำลังได้อ่านตัวอักษรทั้งหมด มันเติบใหญ่สุกพองอย่างใหญ่ยิ่ง ผมจะมาเล่าที่มาของสองประโยคข้างต้นให้อ่านกัน ผมเชื่อนะว่าถ้าทุกคนที่อ่านอยู่อ่านมันจบ คุณอาจจะได้เข้าใจความหมายของมัน ในแบบที่ผมก็เข้าใจก็เป็นได้ หรือถ้าไม่ คุณอาจจะเข้าใจมันในแบบของคุณ ไม่มีใครจะเข้าใจในสิ่งใดได้ดีกว่าตัวเองเข้าใจ ไม่ใช่คำพูดใคร ไม่ใช่เสียงกระซิบใด คงมีเพียงคุณ ที่จะได้เข้าใจมัน ด้วยตัวคุณเอง



"อะไร" ที่ผมได้รับมา 
ตอนนี้ผมก็ไม่เข้าใจหรอก เอาจริง...

.

 
เช้าวันที่ 3 พฤศจิกายน ผมสลึมสลือลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์ ความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการเที่ยวเล่นใช้ชีวิตของผมทั้งสัปดาห์มันยังคงฉุดกระชากให้ผมนอนลงเสวยสุขกับเตียงอยู่ไม่ห่าง โชคดีที่ผมทำใจเข้มแข็งต่อสู้ พอที่จะต่อกรกับอาการแบบนี้ในช่วงตื่นนอนได้ ผมรีบทำธุระ อาบน้ำจัดเตรียมของพร้อมไปเจอกับๆเพื่อนร่วมทางที่รออยู่ที่มหาลัย จากนี้ไปเราจะใช้เวลาตลอด 14 ชั่วโมง ร่วมสุขกันอย่างอิ่มเอิบ จนต้องเบื่อหน้ากันไปข้าง

ภารกิจที่ผมกำลังจะไปทำ คือการไปสอนการทำสื่อวิดีโอให้กับน้องๆ ม.ปลาย ที่โรงเรียนบ่อเกลือ โรงเรียนมัธยมเล็กๆที่ตั้งอยู่บนภูเขาทางตอนเหนือของประเทศ เป็นโปรเจคจบของพี่ๆปี4 เป็นภารกิจที่ผมตั้งตารอมาช้านาน เพราะมีไม่กี่ครั้งที่จะได้หนีจากความวุ่นวายของชีวิตเด็กมหาลัย (เรียกว่าโดดเรียนนั่นแหละ5555)  อย่างแนบเนียนและไม่รู้สึกติดค้างกับพันธะต่างๆ เราเดินทางด้วยรถสองคัน ในรถมีผม เพื่อน ไอต๊ะ ไอโบ๊ท อานนท์ และพี่ๆเจ้าของโปรเจค(บอกไว้หลังจากนี้มันจะมีบทในเรื่องเล่านี้เลยเขียนชื่อกำกับไว้ไม่ให้สับสน) ร่วมเดินทางไปด้วยกัน อีกคันเป็นอาจารย์และพี่ๆคนอื่น ตลอดระยะทางผมใช้เวลาไปกับการมองหน้าต่างกับฟังเพลงที่โหลดไว้(เน็ตหมด) สองข้างทางที่เดินทาง ถ้าไม่นับในกรุงเทพ ก็จะเป็นป่าบ้าง ทุ่งนาบ้าง หมู่บ้านคนบ้าง ผมนั่งมองวิวพวกนี้แบบนี้ ด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้คิดอะไร ไม่มีอะไรในสมองผม ณ ตอนนั้น รู้ตัวแค่ว่าอยากอยู่เฉยๆแบบนั้นไปซักพัก ไม่ต้องพูดไม่ต้องสนทนากับใคร ใช้ชีวิตกับหูฟัง Spotify และวิวข้างทาง...




 
อ่า.. ดีจริงนะ...



แต่ถ้าจะให้วิ่งต่อเลยแบบไม่พัก ก็คงจะเป็นการโหดร้ายกับก้นกกของเรา และพี่โชเฟอร์จนเกินไป อาจารย์จึงพาเราแวะทานข้าวในตัวจังหวัดอุตรดิสถ์ เวลาตอนนั้นประมาณ 12.30น. เห็นจะได้ พวกเราใช้เวลากินข้าวไม่นานนัก แปบเดียวจากข้าวซอยที่หมี่กรอบพูนชาม กลายเป็นซากอารยธรรมที่ทิ้งไว้ให้พนักงานร้านหนักใจ

ก่อนขึ้นรถเราใช้เวลาสนทนากันอยู่พักนึง ก่อนที่จะเตรียมตัวเดินทางต่ออีกหลายชั่วโมงหลังจากนี้ ในวงสนทนา พูดกันถึงเรื่องชีวิตที่มหาลัยบ้าง แกล้งกันบ้าง แซวกันเองบ้าง ทุกคนดูมีส่วนร่วมกับหัวประเด็นต่างๆที่พูดถึงกัน จะยกเว้นก็แต่ "พี่แม็ก"

พี่แม็ก เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเดินทาง ที่อาจารย์เรียกตัวมาช่วยในโปรเจคของพี่ๆ พี่แม็กเป็นรุ่นพี่ผมหนึ่งปี แกอยู่ปี4 เป็นคนคณะเดียวกันกับผม แต่คนล่ะสาขา เวลาเรียน ไม่เคยได้เจอกันเลย จึงไม่แปลกที่แกจะไม่สนิทกับพวกเราที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในสาขา และเหมือนจะเป็นแกคนเดียวที่เป็นคนต่างสาขาที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกับเราตลอดเวลา5วัน แต่ที่พิมมาก็ดูจะไม่ใช่ปัญหาของพี่แม็ก แม้พี่แม็กจะดูคล้ายเป็นคนนอก แต่พี่แม็กก็ยืนยิ้มแย้ม และมักจะร่วมหัวเราะกับทุกคน บนทุกบทสนทนาอยู่เสมอ ในเวลานั้น ผมก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นพี่แม็กเขาคิดว่าตัวเขาเองนั้นเป็นคนนอกหรือเปล่า ถึงได้พยายามหัวเราะ และมีส่วนร่วมในบนสนทนาเสมอ ผมเองก็ไม่อยากให้พี่แม็กคิดแบบนั้น ใจเขาใจเรา ถ้าเราไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเดินทางกับคนที่ไม่คุ้นเคย เป็นเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์ คงอึดอัด ไม่สะดวกใจเป็นแน่ ผมจึงเข้าหา และชอบที่จะหาเรื่องชวนคุยกับพี่เขาเสมอ ตลอด 5 วันผมจึงมักจะไปไหนมาไหนกับพี่แม็กเสมอ เพื่อที่ให้แกไม่รู้สึกว่าแตกต่าง พี่แม็กเป็นคนที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา (ด้วยความหน้าตี๋ด้วยแหละ) ชวนคุยก็ค่อนข้างเก่ง ตลอดการทำงานของผมใน5วัน พี่แม็กก็มักจะมาช่วยผมเสมอ มีส่วนร่วมกับการทำงานก็ค่อนข้างบ่อย ผมไม่คิดอะไร ถือเป็นเรื่องดีซะอีกที่มีคนที่โตกว่า มาอยู่ข้างๆให้กำลังใจ พลาดอะไรไปอย่างน้อยจะได้หันไปถามพี่แม็ก5555555 

สภาพแวดล้อมของบ่อเกลือ คล้ายๆกับชุมชนเล็กๆตามชนบททั่วไป ต่างก็แต่เป็นชุมชนที่อยู่บนภูเขา มีทางถนนที่ไม่เหมือนกับชุมชนอื่นๆในจังหวัดทางตอนล่างๆอื่นๆก็เท่านั้นเอง ตลอดเวลาอากาศจะหนาวเย็น(แน่นอนเพราะหน้าหนาว) มีแค่ช่วงสายถึงบ่ายแก่ๆเท่านั้นที่อากาศจะร้อนปกติ โรงเรียนที่ผมไปอยู่บนภูเขาพอดี มีความลุ่มๆดอนๆ ตึกบางตึกอาจจะขึ้นเขาไปอีก สนามบอลก็ต้องเดินลงเนินไป เท่าที่เห็นมาสภาพการเดินเรียน-สอนของคุณครูกับนักเรียนดูค่อนข้างลำบาก แต่เอาเข้าจริงพวกเขากลับไม่ได้แสดงท่าทางเหนื่อยยากอะไร ด้วยความเป็นปกติของวิถีชุมชนที่ใช้ชีวิตกับที่สูงมาตั้งแต่เกิด การเดินลงเนินแค่นี้คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินใจ อ่อ! หลังโรงเรียนมีความเจ๋งอย่างนึงที่ผมชอบมากๆ คือวิวของภูเขา มองลงไปก็จะเห็นเป็นทุ่งนาสีเหลืองที่ไกลสุดลูกหูลูกตา มีภูเขาสูงชันรายล้อมปิดกั้นราวกับไม่อยากจะให้พบเจอกับโลกภายนอก เสียงบรรยากาศที่บรรเลง มีเพียงแค่เสียงนก เสียงเด็ก และเสียงวัวร้อง ที่มักจะมาเป็นระยะๆ เป็นวิวที่สวยมากๆจริง ทุกเย็นที่ทำกิจกรรมเสร็จผมกับเพื่อนมักจะเดินลงมาถ่ายรูปกันเสมอ เพื่อหารูปเท่ๆไปลงเฟซบุ๊ค ท้องฟ้าสีชมพูเหลือบสีม่วง พระอาทิตย์ที่ใกล้ลับตาสีส้มสดเหมือนไข่เป็ด กำลังค่อยๆลับหาย ช่างเหมาะกับการเป็นรูปโปรไฟล์ใหม่ในเฟซบุ๊คอะไรขนาดนี้

สำหรับผู้มาเยือน วิวข้างหลังโรงเรียนคงเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากๆสำหรับทุกคน แต่กับเด็กๆในโรงเรียน นี่คงจะเป็นสิ่งธรรมดาสำหรับพวกเขาไปแล้ว แต่ถ้าจะเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นจริงๆ ก็คงเป็นการมาเยือนของผู้มาเยือนอย่างพวกเรา เด็กๆทุกคน(ก็เกือบนะ) ดูจะตื่นเต้นกับการมากับพวกเรามาก แม้อายุของพวกเขาจะอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยซ่า นั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าหากเขาจะได้ทำความรู้จัก ตีซี้กับคนแปลกหน้าในวัยที่ไม่ต่างกันมาก เอาจริงคงเป็นปกติในวัยรุ่นที่อยากจะสนิทกับรุ่นพี่ในวัยที่ห่างกันเพียงไม่กี่ปี แต่สำหรับพี่แม็ก บุคคลที่ผมได้กล่าวถึงข้างต้น เขาพิเศษกว่านั้น

.
พี่แม็กมีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดเด็กๆที่นั้นได้อย่างดี นั้นคือ “การดูดวงไพ่ทาโร่” (หรือยิปซีว่ะ55555555) นี่เป็นสกิลพิเศษอย่างนึงของพี่แม็กที่ผมสนใจในตัวเขาอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะปากแข็งทำตัวเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่บ้าง แต่กับเรื่องการทำนายทายทัก ก็มีโอนอ่อน อยากที่จะลองเงียหูฟังดูบ้าง คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร


ไม่มีเด็กคนไหนที่ไม่อยากดูดวงกับพี่แม็ก ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน “พี่ครับ ดูดวงให้ ผม/หนู บ้าง!!” เอาแล้วไง พี่จะมาแย่งความฮอตของผมไปยังงี้ไม่ได้นะ ผมไม่ยอมนะบอกก่อน!! ทำไงได้ เมื่อเข้าขั้นนี้ ผมคงต้องลงมือก่อนที่เด็กๆจะไม่สนใจกิจกรรมที่จัดอยู่ เอาว่ะ!


กูดูบ้าง!!

“พี่แม็กพี่ ผมดูให้ผมหน่อย!”

พี่แม็กขำ และไม่พูดอะไร เพียงบอกแค่

“เออได้ๆ อยู่ในกระเป๋าพี่อ่ะ ไปหยิบที”


ผมไม่รอช้า ก่อนที่จะโดนน้องๆแซงตัดหน้าไป พี่ขอดูก่อนนะน้องนะ5555555 เอาจริงผมก็ไม่ได้อู้ขนาดนั้นนะครับ5555 ตอนนั้นก็ช่วงพักเบรค เป็นการรอเวลาก่อนจะเริ่มกิจกรรมช่วงบ่าย ถ้าหาอะไรทำฆ่าเวลา ณ ตอนนั้น คงจะดีไม่น้อย เด็กๆน้องๆ ต่างมายืนล้อมรอบผมกับพี่แม็กอย่างใจจดใจจ่อ ราวกับผมคือผู้ต้องโทษที่กำลังรอการตัดสินจากชั้นศาลแสนศักสิทธิ์ ว่าบทลงโทษของผมนั้นจะเป็นเยี่ยงไร ลุ้นกันแม้กระทั่งพยาน

ถึงเวลาพี่แม็กก็หยิบไพ่สำหรับนึงออกมาแล้วให้ผมสับมันด้วยตัวเองเก้าครั้ง ส่วนวิธีการหลังจากนั้นผมจำไม่ค่อยได้ มันค่อนข้างซับซ้อนและยุ่งยากผมค่อนข้างจะทำความเข้าใจกับเทคนิคอะไรพวกนี้ยากด้วย5555555 พอจบพิธีการ ไผ่ที่ผมเลือกออกมาวางกองอยู่ตรงหน้าผม ผมไม่เข้าใจในรูปพวกนั้นเท่าไร รู้แค่ว่าบ้างรูปนั้นค่อนข้างสยองติดตาเลยทีเดียว พี่แม็กนั่งใช้วิจารณญาณสักพัก ก่อนที่จะเอ่ยปากขึ้น


“เอาล่ะ ก็แบบนี้ จากดวงช่วงนี้ก็ระวังเรื่องทรัพย์สินอะไรแบบนี้ ช๊อตป่ะช่วงนี้”

ผมเลิ่กลั่ก อ้าวเห้ย! อะไรจะบังเอิญขนาดนั้นนี่เดาถูก หรือว่ามีเพื่อนผมคนไหนไปกระซิบบอกพี่แกหรือเปล่าว่าสภาพทางการเงินของผมในตอนนี้ค่อนข้างจะย่ำแย่55555 แต่เอาเถอะ ลองฟังไปก่อน เผื่อจะมีอะไรน่าสนใจกว่านั้น


“ออกเดินทางเยอะๆนะ..”


“ห้ะ!?”

.
ผมอึ้งไปกับคำนี้ของพี่แม็กซักพัก คืออะไรว่ะ ไม่ค่อยเข้าใจเมื่อกี้บอกผมช๊อต นี่จะให้ไปไหนอีก

.
“ออกเดินทางเยอะๆ ออกไปเจออะไรใหม่บ้างๆ ลองดู หาประสบการณ์ หาอะไรใหม่ๆทำ ไปเจอโลก เจอชีวิตบ้าง บางทีมันอาจจะเป็นคำตอบให้ก็ได้นะ”

.
ผมนิ่งไปกับคำพูดนี่ของพี่แม็กชั่วครู่ ไม่ใช่เพราะเข้าใจหรือตรัสรู้ใดๆ แต่ไม่เข้าใจต่างหาก ไม่เข้าใจในความหมายของประโยคนี้ วิเคราะห์ไม่ออกอะไรคือแก่นสร้างของประโยค...


“ลองดู การเดินทางจะให้ “อะไร” กับเรา”

.

“อะไร” อะไรคืออะไรว่ะ ผมไม่เข้าใจ โคตรงง คำพูดค่อนข้างกำกวม ถึงจะเปิดเพจไว้เขียนเรื่องเพ้อเจ้อพรรณนา ก็จะใช่ว่าเข้าใจทุกคำพูดนะโว้ยยย คำทายคำทักที่พี่แม็กบอกผมมันก็มีหลายอย่างนั่นแหละ แต่ที่เอาจำจดจนติดหัว มันก็มีแค่เรื่องนี้เท่านั้น “อะไร” คืออะไรว่ะ!


หลังจากจบกิจกรรมในวันนั้น เรากลับกันไปที่ที่พักของเรา ที่พักที่ผมพักเป็นคล้ายๆรีสอร์ท บังกะโลก็ไม่เชิง ไม่รู้เรียกว่าอะไร แต่มันเป็นบ้านหลังๆติดกัน ผมกับไอโบ๊ทนอนด้วยกัน ส่วนหลังข้างๆเป็นไอต๊ะกับอานนท์นอนเตียงคู่ ทุกคืนเราจะมีกิจกรรมที่จะออกมานั่งคุยชื่นชม รับลมหนาวกันก่อนนอน ผมก็ออกมายืนคุนสนทนาบ้าง แต่ก็มักเข้าไปนอนเร็วก่อนใครเพื่อน ในคืนนั้น ผมเข้ามานอนก่อน ผมพกหนังสือติดตัวมาสองเล่มเอาไว้มาอ่านในช่วงพักผ่อน เล่มแรกเป็นเล่มที่ผมซื้อมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ยังไม่ได้อ่านว่าจะเริ่มอ่าน ณ คืนนั้น อีกเล่มซื้อมาต้นปี อ่านจบแล้ว แต่ดันติดกระเป๋ามา....


หนังสือเล่มนี้เป็นของ “พี่แม็กซ์ เจนมานะ” ศิลปินที่ผมชื่นชอบคนนึงในทศวรรษนี้ ใครจะรู้เล่าว่า นอกจากจะเป็นนักร้องเสียงหนุ่มที่พิชิตใจสาวเล็ก-ใหญ่ หรือมีแฟน-ไม่มีแฟน เขายังมีอีกตัวตนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครรับรู้ คือการเป็นนักเขียน “Strange to meet you” เป็นหนังสือของแกที่ผมชอบมากๆ และยังให้เป็นหนังสือที่ชอบที่สุดในตอนนี้เลยด้วยเอ้า!! หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องคนแปลกหน้าที่วนเวียนเข้ามาในชีวิตของพี่แม็กซ์ ว่าเป็นใคร จากไหน อะไรยังไง ทิ้งสิ่งใดไว้ให้เขาได้เรียนรู้ เป็นการเล่าเรื่องที่ผมชอบมากๆอ่านสนุก ไม่เบื่อเหมือนเพื่อนมาเล่าให้ฟัง ลองไปหาอ่านดู นี่ไม่ได้โฆษณาให้เขานะ5555555 แต่อยากแนะนำเฉยๆ มันดีจริงๆ5555

ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอีกครั้ง พลิกไปพลิกมา ไม่รู้ด้วยความเบื่อหรืออย่างไร จนจู่ๆหน้ากระดาษที่กำลังพลิกไปมา ดันไปหยุดอยู่ที่หน้าเกือบสุดท้าย ซึ่งน่าจะเป็นในส่วนของบทสรุป ใจความที่แสดงอยู่ในแผ่นกระดาษกล่าวว่า

.
 
“การเดินทาง ทำให้คำว่า “บ้าน” มีความหมายมากขึ้น”


นี่แม่งบังเอิญป่ะเนี่ย ใจตอนนั้นผมเองก็ครุ่นคิดถึงเรื่องที่พี่แม็กได้บอกผมตอนนั้นว่าสุดท้ายแล้วประโยคนั้นต้องการบอกอะไรกับผม สองแม็กซ์เล่นกูเข้าให้แล้ว ผมไม่เข้าใจ อะไร นี่คืออะไร บ้านล่ะยังไง คือกูไปเที่ยว กูจะคิดถึงบ้านหรอ หรือไงกูงงเฟ้ยย

“การเดินทาง ทำให้คำว่า “บ้าน” มีความหมายมากขึ้น” 

ผมจมอยู่กับประโยคนี้อยู่นานมา2-3วัน จนเข้าวันสุดท้ายของการสอนน้อง ผมมาครุ่นคิด คิดยังไง คิดไม่ออก เอาเป็นว่าค่อยคิดล่ะกัน ผมตัดสินใจไม่คิดซักพัก เอาเป็นว่าเดี๋ยวถ้าเจออะไรแบบนั้นคงเข้าใจเอง ในวันสุดท้าย ผมกับไอต๊ะ คุยกันว่าเดี๋ยวเราลองขี่จักรยานเล่นแถวๆที่ที่เราพักกันดีไหม ลองหาร้านกาแฟใกล้แถวนี้กิน เพราะทุกคนครั้งที่นั่งรถผ่าน ผมก็เห็นร้านกาแฟตั้งอยู่ไม่น้อย ไอต๊ะไลน์มาปลุกผมตอนประมาณ 6 โมงเช้า ผมเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ จากนั้นก็ปลุกไอโบ๊ทต่อ เรารอๆกันเพื่อที่จะไปเอาจักรยานจากบ้านอีกหลัง ส่วนอานนท์ไม่ได้ไปด้วย เพราะอาบน้ำหลังสุด และน้ำเจ้ากรรมก็ดันมาไม่ไหลซะอีก..

เราสามคนปั่นกันไปจนสุดถนน ระหว่างทางค่อนข้างลำบาก เนื่องจากเป็นเนินสูง ต้องใช้แรงถีบค่อนข้างเยอะ ไอต๊ะดูจะสบายสุด เพราะมันเลือกรถคันสูง พอดีตัว จึงไม่ต้องออกแรงเยอะ ลำบากสุดก็ผมกับไอโบ๊ท โคตรเหนื่อย! จักรยานเล็กกว่าตัวอีก! เราปั่นไปสักพัก จนไปเจอร้านกาแฟร้านนึง ไม่รู้ด้วยชะตาฟ้าแกล้งหรือว่าอะไร ในเวลานั้นร้านที่ผมเจอเป็นร้านเดียวที่เปิดอยู่ ณ ตอนนั้น ส่วนร้านอื่นปิดหมด อะไรว่ะะะะ!!!

ร้านที่อยู่ตรงหน้าเราสามคน เป็นร้านเพิงเล็กๆ ที่ติดกับถนน อยู่ตรงช่วงทางลาดของถนนพอดี มองเผินๆก็ดูจะคล้ายร้านกาแฟธรรมดา ไม่ได้มีสิ่งที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างพวกผมสามคมซักเท่าไร ร้านค่อนข้างเล็ก ในร้านเต็มไปด้วยรูปถ่าย และโปสการ์ดรูปสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดน่าน มีชั้นวางของฝาก ของที่ระลึกที่ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์จากเม็ดกาแฟ เข้าไปในร้านผมไม่เจอใคร ตะโกนขานเรียกอยู่นานสองนาน จนพี่ผู้หญิงเจ้าของร้าน วิ่งตาตื่นมาจากข้างนอกร้าน

“ขอโทษทีค่ะ พอดีพี่ไปซื้อของมา”


เราไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเราเองก็มาถึงก่อนหน้าพี่เขาไม่กี่นาที ผมสั่งเมนูที่ผมชอบสั่งประจำ ในเวลาที่กำลังรอกาแฟ ผมกับไอต๊ะชวนกันไปเดินเล่นบริเวณหลังร้าน เพราะในจังหวะที่ขี่จักรยานเราแอบเห็นป้ายเล็กๆที่เขียนว่า “บ่อเกลือโบราณ” อะไรว่ะ โบราณ งั้นแสดงว่ามันต้องอยู่มาเป็นร้อยๆปีน่ะสิ น้ำเกลือที่ผุดขึ้นมามันคงไม่หยุดผุดมาเป็นเวลานานเกือบศตวรรษ ผมชอบเรื่องราวแบบนี้เป็นทุนเดินอยู่แล้ว อะไรก็ตามแต่ที่มีคำว่า “ตำนาน” “โบราณ” “หายาก” เทือกนี้ มักจะดึงความสนใจของผมได้ชะงักดีเชียว ในเมื่อมาขนาดนี้ ผมจะพลาดของที่หาดูยากแบบนี้ได้อย่างไร ผมกับต๊ะเดินย่ำไปหลังร้าน ส่วนไอโบ๊ทเลือกที่จะเดินสำรวจรูปถ่ายภายในร้าน

ผมเดินมาถึงหลังร้าน กลับไม่พบสิ่งที่จะสามารถบ่งบอกว่า นี่คือบริเวณของบ่อเกลือโบราณ ไม่ปรากฏอะไรที่ดูว่าน่าจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงถึงการมีอยู่ของบ่อเกลือ มีเพียงกระท่อมเล็กๆที่มีควันโขมงจนมองไม่เห็นทาง ตั้งอยู่ติดๆกัน ผมเริ่มสงสัยใคร่รู้ ว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคืออะไรใช้เวลาเถียงกับไอต๊ะอยู่พักใหญ่ มาทราบทีหลัง ว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านี่แหละ คือ “บ่อเกลือโบราณ” ที่เห็นเป็นกระท่อมนั่นคือที่ทำเกลือของชาวบ้าน บ่อเกลือที่ถูดพูดถึงนั่น เป็นหลุมลึก ที่ภายในนั้นมีน้ำเกลือมหาศาล ที่เกิดจากการไหลรวมกันของสารอาหารต่างๆจากภูเขามาไหลรวมกันอยู่ใต้ผืนดิน (รู้มาประมาณนี้นะ ถ้าอยากรู้ลึกกว่านี้ ลองไปหาศึกษาหาข้อมูลดู ประวัติของอำเภอ บ่อเกลือ น่าสนใจมากๆ) ผมในตอนนั้นที่ยังคงอยากเห็นหน้าตาของบ่อเกลือจริงๆ ว่ามันเป็นยังไง อดรนทนไม่ไหว เอาว่ะ ไหนๆมากันไกลขนาดนี้ ขอเดินหาอีกสักที คงไม่เป็นไร ผมเดินดิ่งไปอีกระยะ แม้ไอต๊ะจะตะโกนไล่หลังว่า “ไม่มีอะไรหรอก กลับเถอะ” ผมก็ดื้อสุดฤทธิ์ ต่อต้านคำเตือนของเพื่อน ไหนๆแล้ว กูขอเชื่อคำพูดบนป้ายอีกทีแล้วกัน ถ้าไม่มียังไงค่อยย้อนกลับ ผมเดินมาไม่ห่างจากกระท่อมที่ทำเกลือนัก ผมก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ....

ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ผมแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ว่าผมเองยังยืนอยู่บนโลกมนุษย์... ที่เห็นอยู่ มันคือโลกในเทพนิยายชัดๆ เวลานั้นแสงแดด ลดความร้อนแรงของมันลง อยู่ในระดับแสงที่พอดี ไม่แข็งดาด ถูกใจช่างภาพน้อยใหญ่ ในจังหวะที่แสงกำลังค่อยๆลดทอน ปรากฏให้เห็นภาพของ ลำธาร ขนาดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา สายน้ำน้อยๆกำลัง เคลื่อนที่พัดพาลงไปในทิศที่ต่ำกว่า ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่รายล้อมปิดด้านข้างของลำธาร ทุกอย่างมองลงไป เห็นได้ชัดแจ้ง มันใสมาก แม้แต่ก้อนหินเล็กๆ ที่อยู่ก้นลำธาร ยังเห็นได้ชัดแจ๋ว ผมค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าไปหาอย่างช้าๆ ราวกับไม่อยากให้บรรยากาศแวดล้อมมันแตกตื่นเพราะฝีเท้าผม ขณะที่เข้าใกล้ วัวสองแม่ลูกที่อยู่ริมน้ำ กู่เสียงร้องตามกัน คล้ายกับการกล่าวต้อนรับผู้มาเยือนแปลกหน้า ที่ไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ก่อนที่มัน จะก้มลงไปดื่มน้ำในลำธารอีกครั้ง

ไอต๊ะ อุทานไล่หลังผมมา

“เหยดเข้ ... หยั่งกะยุโรป“

ด้วยสัญชาติญาณช่างภาพ ไอต๊ะคว้าโทรศัพท์มาถ่ายรูปบรรยากาศ ซ้าย ขวา หน้า หลัง ทุกมุมเท่าที่ประสิทธิภาพของมือถือเครื่องนึงจะทำได้ ผมค่อยๆก้าวลงไปเหยียบลงลำธาร ใช้เท้าเปล่าเหยียบลงไปอย่างช้าๆ เมื่อสัมผัสกับายน้ำ ประสาทสัมผัสส่วนล่างของผม มันสั่นแปร๊ปขึ้นทันใด ความเย็นมันกระตุ้นต่อมความสดชื่น สมองผมตื่นตัวแถบไม่ต้องใช้กาแฟร้อนเข้าช่วย มันเย็นมากๆ ไม่อยากเชื่อว่า มันจะมีอะไรที่เย็นสู้แดดพระอาทิตย์ได้ดีขนาดนี้ ผมเดินเซไปเซมาด้วยความกลัวลื่น ผมหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างไม่มีเหตุผล ส่งเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้าน พอผมเริ่มทรงตัวได้ ผมยืดตัว มองเส้นทางของสายน้ำที่อยู่ตรงหน้า มันนิ่งสงบ แม้เคลื่อนไหวไปข้างหน้า และทรงพลัง ราวกับหยุดการเคลื่อนไหวของโลกทั้งใบไว้ได้ ทุกสิ่งนิ่งเงียบ เพียงบอกเป็นสัญญาณ ให้ผมมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า...

มันสวยงามเหลือเกิน ลมเย็นเอื่อยโอบล้อมตัวผม เสียงนกร้องบรรเลงประสานเป็นเพลงยินดีกับความสุข ณ ขณะนั้น ผมจำได้ว่า ผมอมยิ้มอย่างไม่มีเหตุผล มีความสุขแบบไม่มีที่มา ไม่ต้องการผู้ใด เพียงอยากให้คนที่รักมายืนข้างเคียง หัวใจผมเย็นช่ำ ดังสายน้ำที่ไหลผ่านข้อเท้าผมไป ชั่วครู่นึงผมรู้สึกตัวขึ้นมา ผมกลับหันไปมองผู้ร่วมเดินทางของผม ไอต๊ะยืนนิ่งสงัด จำได้ว่าตั้งแต่คบไอต๊ะมา มันไม่เคยแสดงสีหน้าทางอารมณ์แม้ซักครั้งเดียว จะโกรธ สุข ทุกข์ เหงา ก็ไม่มีเล็ดรอดมออกมาให้ผมเห็น แต่กลับครั้งนี้ไม่ใช่ แม้หน้าของมันจะนิ่งตายด้านชาเพียงใด แต่ก็ไม่พ้น ที่จะแสดงสีหน้าอมยิ้มออกมา มันยิ้มอ่อนๆที่มุมปาก เป็นครั้งแรกที่เห็นไอต๊ะยิ้มจากหัวใจจริงๆ ผมน่าจะโชคดีที่สุดในกลุ่มเพื่อน ที่เป็นคนแรก ที่เห็นไอต๊ะยิ้มมาจากความรู้สึกจริงๆ ในสถานที่ที่วิเศษเล่นนี้

มองหน้าไอต๊ะอยู่นาน มันหันมามองผมบ้าง เอ่ยเพียงประโยคสั้นๆ

“กลับมั้ย..”


“เออ”

.
เราสามคนเดินทางกลับที่พัก เพื่อจะไปกินอาหารเช้ามื้อแรกของวัน ผมขี่จักรยานนำเพื่อนคนอื่น จำได้ไม่ลืม ว่าตอนนั้น ผมขี่มันได้สบายที่สุด ไม่เหนื่อยไม่ใช้แรงเยอะ จักรยานไหลไปตามแรงผลักของโลก ที่ลู่ไปข้างหน้า มันเบรคไม่ได้ และผมก็ไม่คิดที่จะเบรคมัน

ผมยืนขึ้น ใช้เท้าเหยียบที่พักเท้าทั้งสองข้าง เหยียดตัวตรง รับสายลมที่ปะทะเข้าหน้า.. ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ผมยิ้มกว้างเกินจะหุบ ผมตะโกนอย่างสุดเสียง ไม่เขินอายอะไรทั้งนั้น ทั่วทั้งหุบเขามีเพียงเสียงของผมที่กึกก้องแข่งกับเสียงวัวร้อง ดังไปทั่วสารทิศ สองคนที่อยู่ข้างหลังขับไล่ตามผมมาติดๆ ในใจมันก็คงอยากคิดจะห้ามผแต่ระยะทาง และความเร็วคงเป็นไปได้ยากจริงๆ..

ลมที่ปะทะเข้าหน้า มันทำให้ผมไม่ได้ยินอะไรเลย.. ในจังหวะนั้น รู้สึกตัวแค่ว่า หัวใจและสายตา มันจดจ่อกับภาพที่เกิดขึ้นมาข้างหน้า
 
ภาพภูเขาสูงชัน รายล้อมดังปราการ ไม่ให้ใครเล็ดรอดโชคดี เข้ามาเห็นทุ่งหญ้าสีเหลืองทอง เชื่อมตัวติดกับท้องฟ้าสีสด ฝูงวัวกระจายตัวกินหญ้า บ้างเป็นคู่ บ้างโดดเดี่ยว กลิ่นหอมของดินที่ฟูหนุ่ม เขียวคลุ้ง เป็นสัญญาณการเข้าสู่ฤดูเหมันต์ ดั่งภาพฝันในจินตนา ผมไม่อยากจะเชื่อในสายตาตัวเอง ว่าที่ปรากฏอยู่ภายหน้า จะเป็นภาพจริง... อยากให้ป๋ากับแม่มาอยู่ด้วยจัง.

.
ผมถึงขี่จักรยานมาถึงที่พัก...

พี่แม็กยืนอยู่ข้างหน้าของพวกเรา แกไม่พูดอะไร เพียงแต่ยืนยิ้มให้ผม เหมือนปกติของแก ไม่ได้บอกบ่งอะไรพิเศษ

                                                  เพียงแค่ยิ้มให้ผม
 


วันนี้ ขณะนี้ ที่ผมกำลังพิมอยู่ หรือคุณกำลังอ่านมัน นี่เป็นความทรงจำที่แสนคร่าวของผม เท่าที่จะนึกถึงออกตอนไปที่น่าน มันมีรายละเอียดหลายอย่างในความทรงจำชุดนี้ ส่วนที่เขียนไป เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ผมอยากเล่า

ผมก็ยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด ว่าสุดท้ายแล้ว “อะไร” ของการเดินทางนั่นหมายถึงอะไร ผมคงต้องค้นหาความถูกต้องของคำตอบต่อไป คำถามของผมผุดขึ้นมาเรื่อยๆ บางทีการมาน่านของผมในครั้งนี้อาจจะไม่ได้ให้ “คำตอบ” กับตัวผม แต่เป็นการสร้าง “คำถาม” ให้ถามกับตัวเองต่อไป ว่าการเดินทางจะมอบ “อะไร” กับผม? “อะไร” มันคือ “อะไร”? คำว่า “บ้าน” ของผม มันจะมีความหมายยังไง ถ้าผมได้ออกเดินทาง..

บนโลกใบนี้ยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกมากมาย ที่ผมไม่เคยได้พบ ไม่เคยได้รู้จัก เหล่านั้นยังรอที่จะให้ผมไปแสดงความยินดีปลาบปลื้มต่อการมีอยู่ของมัน.

ขอบคุณการเดินทางในครั้งนี้ ที่เป็นตัวตั้งต้นคำถามว่าอะไรของผมนั้น



คืออะไร.




ขอบคุณครับ



ก๊อตกำลังเขียน.


#รักคนอ่าน #อ่านมาถึงตรงนี้จะรักมาก
SHARE
Writer
GotIsWritting
Writer
ผมเขียน และคุณอ่าน ชีวิตผมอาจไม่ได้หวือหวา การผจญภัยไม่ได้มากมายนัก ขี้เหงา งอแง และน่าสงสัย นั่นน่าจะเป็นเรื่องเล่าของผม

Comments

farrrraway
17 days ago
เราเคยบังเอิญไปเจอที่ที่แสนวิเศษครั้งนึงเหมือนกัน เป็นการขี่มอไซเที่ยวกับพี่ชาย จำได้ว่าเป็นทุ่งข้าวที่สวยมาก สีเหลืองทอง มีเสียงน้ำไหล มีสายลมเย็น การออกเดินทางมันวิเศษจริงๆนะ
Reply
ads
11 days ago
"อยากให้ป๋ากัลแม่ มาอยู้ด้วยจัง" นี่ไม่ใช่ความหมายของคำว่าบ้านหรอกหรือ
อบอุ่นหัวใจมากค่ะ เหมือนได้ไปน่านอีกครั้ง ครับ​55
Reply