[OS] ONCE IN EIGHTEEN (SEULRENE)
กล่องเหล็กที่เกาะกุมด้วยสนิมถูกหยิบออกมาจากชั้นวางของ ก่อนที่มือบางจะค่อยๆเปิดฝาของกล่องใบเล็กออกอย่างทะลักทุเล เพราะกล่องใบนี้ถูกปิดไว้อยู่นาน เธอรวบรวมแรงที่มีอยู่ทั้งหมดแงะฝาเหล็กจนเล็บแทบฉีก แต่นั่นก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ฝากล่องก็หลุดออกมาจากตัวกล่องพร้อมกับของบางอย่างที่ร่วงหล่นตามมาด้วย

ซองจดหมายสีชมพู คือ สิ่งที่เธอเห็นเป็นอันดันแรก
รองลงมา คือ สมุดจดบันทึกที่แนบมากับดอกกุหลาบแห้งสามดอก
และ ภาพถ่ายคู่ของผู้หญิงในชุดมัธยมปลายกับเด็กมัธยมต้นที่ผูกมัดเปียสองข้าง

เธอค่อยๆหยิบซองจดหมายสีชมพูที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาแล้วเปิดมันออก สายตาเหลือบไปเห็นกระดาษสีขาวที่ยังคงอยู่ข้างในเหมือนเดิมเหมือนอย่างเมื่อสิบปีที่แล้ว มันยังถูกพับอยู่เหมือนเดิม เธอค่อยๆคลี่จดหมายนั้นออกมาอ่านพร้อมกับหัวใจที่กำลังถูกฟื้นคืนแรงเต้นที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกตัวอักษรในจดหมายบ่งบอกว่า คนเขียนบรรจง ตั้งใจมากๆ ลายมือเป็นระเบียบ อ่านง่าย ไม่มีแม้แต่รอยลบจากน้ำยาลบคำผิดหรือรอยเปื้อนซึมจากหมึกปากกา เนื้อความทุกประโยคในจดหมายกำลังทำให้หัวใจของ ‘บัน’ หญิงสาวร่างเล็กวัยยี่สิบแปดเต้นแรงอีกครั้ง แม้ว่าเรื่องราวจะผ่านมานานแล้วก็ตาม

ถึง พี่บัน

สวัสดีค่ะพี่บัน นี่คงเป็นจดหมายแรกและจดหมายสุดท้ายที่เค้าจะเขียนให้พี่ เค้ารู้นะว่า พี่ก็รู้ว่าเค้ารู้สึกยังไงกับพี่ แต่ที่พี่ไม่ยอมพูดอะไร เพราะเค้ารู้ว่า พี่ไม่ได้ชอบเค้า แต่เค้าชอบพี่บันนะคะ ถึงปากจะบอกว่าปลื้มพี่แบบรุ่นพี่คนหนึ่งในโรงเรียน แต่พอกลับไปคิดดูอีกที เค้าชอบพี่บันที่เป็นผู้หญิงน่ารักๆคนหนึ่ง มาบอกเอาตอนวันที่พี่เรียนจบมันคงสายเกินไปแล้วใช่ไหมคะ ตอนที่พี่อ่าน พี่อาจจะตอบตกลงเป็นแฟนกับพี่นนท์ไปแล้ว ยินดีด้วยนะคะพี่บัน พี่นนท์เป็นผู้ชายที่ดีมากจริงๆ พี่นนท์ต้องดูแลพี่บันได้ดีแน่ๆเลยค่ะ ขอให้พี่บันมีความสุขมากๆนะคะ แล้วก็ขอให้พี่มีความสุขกับชีวิตมหาวิทยาลัย ขอให้เจอแต่คนดีๆ คนที่รักและเอ็นดูพี่บันนะคะ ถ้าพี่บันมีโอกาสก็กลับมาเยี่ยมโรงเรียนบ้างนะ เค้าจะรอเจอพี่ สุดท้ายนี้ เค้าอยากขอบคุณพี่บันที่พี่ยอมคุยกับเด็กธรรมดาๆแบบเค้า ขอบคุณที่เกิดมาให้เค้าชอบนะคะ

รักและคิดถึงเสมอ,
น้องกี้
ปล. ถ้าไม่เป็นการรบกวน เขียนจดหมายหรือส่งโปสการ์ดหากันบ้างนะคะ

นี่เป็นข้อความของรุ่นน้องโรงเรียนคนหนึ่งสมัยที่เธอยังเรียนอยู่มัธยมปลาย เธอยังจดจำวันที่รุ่นน้องคนนี้เดินเอาจดหมายมาให้เธอในวันรับดอกไม้ของโรงเรียนได้ดี วันนั้นเด็กหน้ากลมๆที่ตัวสูงกว่าเธอเล็กน้อยเดินเข้ามาหาพร้อมดอกกุหลาบสีขาว แม้ว่าเด็กคนนั้นจะแอบอยู่หลังเพื่อนสนิท แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บันมองไม่เห็นเด็กคนนั้น เธอปลีกตัวจากวงสนทนาของกลุ่มเพื่อนออกมาหารุ่นน้องที่เอาแต่หลบอยู่หลังเพื่อนด้วยความเขินอาย

“อีกี้ มึงจะเขินอะไรนักหนาวะ” เด็กมัธยมต้นตัวเล็กที่ชื่อ ‘วาน’ หันไปกระทุ้งศอกใส่แขนเพื่อนหนึ่งที ก่อนจะลากเด็กน้อยขี้อายออกมายืนประจันหน้ากับคนที่แอบชอบ
“สวัสดีค่ะน้องกี้” บันเป็นฝ่ายเริ่มเอ่ยทักก่อนด้วยรอยยิ้ม
“ส..สวัสดีค่ะพี่บัน ย..ยินดีด้วยนะคะ” เด็กขี้เขินที่ชื่อ ‘กี้’ ยื่นดอกไม้ที่กำแน่นให้คนตรงหน้า “จบม.6แล้ว ยินดีด้วยนะคะพี่บัน นี่ดอกไม้ค่ะ”
“ขอบคุณนะคะน้องกี้” บันยื่นมือรับดอกกุหลาบสีขาวจากรุ่นน้อง มือสัมผัสกันเล็กน้อยจนกี้รีบชักมือกลับราวกับโดนถูกไฟฟ้าช็อต
“ครั้งนี้เป็นดอกกุหลาบสีขาวนะคะ” กี้เอ่ย
“ครั้งก่อนวันวาเลนไทน์ น้องกี้ให้ดอกกุหลาบสีแดงกับพี่ พี่ยังเก็บไว้อยู่เลยนะ”
“แล้วดอกกุหลาบสีชมพูที่เคยให้วันกีฬาสีล่ะคะ”
“พี่เอาทับไว้กับสมุดจดบันทึกแล้วล่ะ ยังเก็บไว้เป็นอย่างดี”
“แล้วพี่รู้ไหมคะว่า ดอกกุหลาบแต่ละสีสื่อความหมายว่ายังไง”
“พี่ก็พอรู้มาบ้างนะ เพราะวันก่อนเพื่อนพี่เอานิตยสารที่เขียนเกี่ยวกับความหมายของกุหลาบแต่ละสีมาให้อ่าน” บันพยายามนึกถึงหน้าบทความที่เธอแอบอาจารย์อ่านในคาบวิชาเคมี ก่อนจะอธิบายความหมายของดอกกุหลาบแต่ละสีให้รุ่นน้องฟัง “อย่างกุหลาบสีแดงสื่อถึงความรักที่จริงจังและมั่นคง สีชมพูหมายถึงความรักอันอ่อนหวานที่กำลังจะเบ่งบาน
ส่วนดอกกุหลาบสีขาวหมายถึงความรักที่จริงใจ บริสุทธิ์ และไม่หวังสิ่งตอบแทน” กี้กล่าวเสริม
“ขอบคุณนะคะน้องกี้สำหรับดอกไม้”
“ค่ะ เค้ายินดีที่จะให้...อ้อ พี่บัน กี้มีอีกอย่างจะให้ค่ะ” เด็กมัธยมต้นในชุดคอซองเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ เธอค่อยๆล้วงหาของบางสิ่งในกระเป๋ากระโปรงก่อนจะหยิบมันขึ้นมา
“อะไรคะน้องกี้” บันจ้องมองไปที่ซองจดหมายสีชมพูที่ยื่นมาตรงหน้า
“จดหมายค่ะ”
“จดหมาย?” บันเลิกคิ้วเป็นเชิงสงสัยพลางรับซองจดหมายสีชมพูจากรุ่นน้อง
“ค่อยเปิดอ่านตอนถึงบ้านนะคะ”
“เขียนอะไรไว้เนี่ยเรา”
“พี่บันอ่านเดี๋ยวก็รู้เองล่ะค่ะ” เด็กที่ชื่อกี้ยกยิ้มขึ้นจนตาแทบปิด ก่อนจะหันไปหาเพื่อนสนิทที่ยังคงยืนรออยู่ “วาน ถ่ายรูปให้หน่อยดิ”
“เออๆ” วานหยิบกล้องฟิล์มตัวเก่งของพ่อขึ้นมากรอฟิล์มรอ
“พี่บันคะ เค้าขอถ่ายรูปคู่กับพี่เก็บไว้เป็นที่ระลึกหน่อยได้ไหมคะ เดี๋ยวก็จะไม่ได้เจอกันแล้ว”
“เดี๋ยวก็จะไม่ได้เจอแล้วอะไรกัน ต้องได้เจอกันอีกครั้งสิ”
“ถ้าได้เจอกันอีกครั้งก็คงจะดีนะคะ แต่เค้าขอถ่ายรูปเก็บไว้หน่อยนะ”
“ได้สิๆ งั้นถ่ายกล้องพี่ด้วยนะ” ว่าจบรุ่นพี่ตัวเล็กก็ส่งกล้องฟิล์มที่ขอพ่อซื้อเนื่องในโอกาสเรียนจบมัธยมปลายให้วาน
“เดี๋ยวยืนชิดๆกันหน่อยนะคะ” ช่างภาพจำเป็นสั่งให้นางแบบทั้งสองยืนให้ใกล้ๆกันเพื่อไม่ให้ล้นเฟรมภาพ

บันเขยิบเข้าไปใกล้รุ่นน้องที่เอาแต่ยืนแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก เธอเลื่อนมือขึ้นโอบไหล่คนที่ตัวสูงกว่า ก่อนจะดึงร่างของเจ้าตัวเข้ามาใกล้จนแนบเนื้อชิดติดกัน เธอรับรู้ได้ถึงลมหายใจของรุ่นน้องที่แผ่วเบาราวกับพยายามจะหายใจให้ช้าลงจนแทบหยุดหายใจ

“เป็นอะไรคะน้องกี้” บันเงยหน้าขึ้นถามด้วยความเป็นห่วง
“ป...เปล่าค่ะพี่บัน อากาศคงอบอ้าวมั้งคะ” รุ่นน้องตอบกลับมาโดยไร้ซึ่งความเชื่อมโยงใดๆ ราวกับถามว่า วันนี้เป็นวันอะไร แต่ตอบกลับมาว่า ไพลินชอบกินกล้วย ยังไงยังงั้น “เรามาถ่ายรูปกันเถอะค่ะพี่บัน”
“อื้อๆ” บันพยักหน้าแล้วหันไปให้ความสนใจกับกล้องฟิล์มตรงหน้าเหมือนเดิม

หลังจากที่ทั้งคู่ถ่ายรูปเสร็จก็ยืนพูดคุยกันต่ออยู่สักพัก แต่ไม่ทันไร เสียงเรียกจากผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นทำให้ทั้งบัน กี้ และวานต้องหันไปดูแม้จะเรียกแค่ชื่อของคนใดคนหนึ่งก็ตาม

“บัน” รุ่นพี่ผู้ชายวิ่งเข้ามาหาเจ้าของชื่อก่อนจะยืนหอบเหนื่อยอยู่พักหนึ่ง
“รีบวิ่งมามีอะไร นนท์”
“เราตามหาบันตั้งนาน มายืนอยู่ตรงนี้เอง”
“ออกมายืนคุยกับน้องนิดหน่อย” บันเชยตาไปมองรุ่นน้องที่ยังคงยืนอยู่ข้างๆให้เพื่อนชายรับรู้
“อ่อหรอ...เอ้อ เนี่ย พอดีพ่อกับแม่ของบันมาหาน่ะ เราเลยมาตาม”
“จริงหรอ ไหนบอกว่าจะมาหลังเที่ยง” เธอเหลือบมองนาฬิกาข้อมือซึ่งบอกว่าเป็นเวลาสิบเอ็ดโมง
“ไปหาพ่อแม่ได้แล้ว เดี๋ยวเราพาไป”
“ได้ๆ” บันพยักหน้าตอบรับเพื่อนชายแล้วหันมาให้ความสนใจกับรุ่นน้องเหมือนเดิม “พี่ขอตัวก่อนนะคะน้องกี้ ไว้เจอกันนะคะ”
“ค่ะ ไว้เจอกัน”

และวันนั้นก็คงเป็นวันสุดท้ายที่บันกับกี้ได้เจอกัน แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าสิบปีแล้วก็ตาม

บันวางจดหมายที่เพิ่งอ่านจบลงกับพื้นห้องนอนก่อนจะหยิบรูปถ่ายสีซีด สีที่ค่อยๆจางไปตามกาลเวลาขึ้นมาดู มันยังคงเป็นภาพถ่ายคู่ภาพแรก ภาพเดียว และภาพสุดท้ายที่ได้ถ่ายด้วยกัน เธอส่งยิ้มบางๆให้กับรูปถ่ายตรงหน้า เด็กที่ชื่อกี้ยังคงน่ารักและเป็นเด็กน้อยในสายตาของเธอเสมอ แม้ว่าตอนนี้เด็กคนนั้นอาจจะอายุยี่สิบสี่ ไม่ก็ยี่สิบห้าแล้วก็ตาม

‘กริ๊งงง’ เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์บ้านที่วางอยู่ในห้องรับแขกดังขึ้น บันรีบชันตัวลุกขึ้นเดินออกจากห้องเพื่อรับสายให้ทันก่อนที่ปลายสายจะวางลง

“สวัสดีค่ะ” เธอกรอกเสียงใส่หูโทรศัพท์
“ใช่คุณอาของน้องมะลิหรือเปล่าคะ”
“ใช่ค่ะ แล้วคุณคือ?”
“คนที่เจอน้องมะลิน่ะค่ะ”
“คะ?”
“พอดีน้องมะลิเดินหลงทางออกมา แล้วเราเจอกับน้องพอดีค่ะ”
“ว่ายังไงนะคะ แล้วตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนคะ น้องมะลิเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“คุณใจเย็นๆก่อนนะคะ ตอนนี้น้องมะลิปลอดภัยดีค่ะ ตอนนี้น้องอยู่กับเราที่ออฟฟิศค่ะ”

หลังจากที่ร่างเล็กได้ข้อมูลเรื่องสถานที่นัดเจอกับปลายสายเพื่อรับน้องมะลิ เธอก็รีบคว้ากระเป๋าสะพายข้างใบโปรด แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อสองปีก่อนเพื่อเดินทางไปยังออฟฟิศที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ตามที่ปลายสายบอก ตอนนี้เธอรู้สึกไม่พอใจคุณครูของหลานสาวมากที่ปล่อยให้เด็กอนุบาลออกมาจากโรงเรียน นี่ถ้าไม่ได้พลเมืองดีคนนั้น เธอก็คงจะไม่รู้ว่า ตอนนี้หลานสาวตัวเล็กของเธออยู่ที่ไหน ส่วนหลานสาวของเธอก็อีกคน ทำไมถึงต้องหนีออกมาจากโรงเรียนด้วยในเมื่อน้องมะลิเป็นเด็กดี เชื่อฟังเธอมาตลอด

ทันทีที่รถไฟฟ้าคันเขื่องเทียบท่าชานชาลา เธอก็รีบวิ่งลงไปตรงทางออกที่เชื่อมกับออฟฟิศของคนในปลายสาย สองขารีบก้าวจนแทบไม่ได้สนใจมองผู้คนที่เดินสวนมา ในใจเธอหวังจะเจอน้องมะลิให้เร็วที่สุด

ออฟฟิศของคนในปลายสายตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าพอดีทำให้เธอไม่ต้องใช้พลังงานในการวิ่งมาไกล เธอเปิดประตูกระจกเข้าไปข้างในด้วยสภาพที่เหน็ดเหนื่อย สองมือยกขึ้นปาดเหงื่อพลางสอดส่องสายตามองหาหลานสาวตัวแสบที่แอบหนีออกมาจากโรงเรียน ไม่ทันที่เธอจะได้เข้าไปถามพนักงานที่นั่งต้อนรับอยู่ตรงเคาท์เตอร์ เด็กสาวตัวน้อยในชุดนักเรียนกระโปรงแดงก็วิ่งดุ่ยเข้ามากอดขาผู้เป็นอา บันย่อตัวแล้วเข้าสวมกอดน้องมะลิด้วยความเป็นห่วงที่มีอยู่เต็มอก แม้ว่าน้องมะลิจะไม่ใช่ลูกของเธอ แต่เธอก็รักเหมือนเป็นลูกแท้ๆ มือบางยกขึ้นลูบหัวหลานสาวอย่างอ่อนโยน

“ทำไมถึงหนีออกมาจากโรงเรียนคะมะลิ รู้ไหมว่าอาเป็นห่วงมากแค่ไหน”
“หนูขอโทษค่ะ หนูแค่ออกมาเดินเล่น”
“เดินเล่นหรอคะ ข้างนอกโรงเรียนไม่ใช่สถานที่เดินเล่นนะคะ มะลิยังอยู่ในเวลาเรียนก็ต้องเรียนสิ”
“ขอโทษค่ะอาบัน” น้องมะลิเอ่ยเสียงอ่อนจนบันต้องลูบหัวหลานสาวเบาๆอีกครั้งเพื่อคลายความกังวล
“ครั้งหน้าไม่เอาแล้วนะคะ มันอันตรายมากรู้ไหม”
“ค่ะอาบัน หนูสัญญาว่าจะไม่ทำอีกแล้ว”
“ดีค่ะมะลิ ต้องเชื่อฟังอาบันเข้าใจไหมคะ”
“ค่ะอาบัน”
“แล้วคนที่เจอมะลิอยู่ไหนคะ อาอยากขอบคุณเขา” บันละสายตาจากหลานสาวแล้วมองหาพลเมืองดีที่ช่วยเอาไว้
“พี่สาวยืนอยู่ตรงนั้นค่ะ” 

เด็กสาวตัวเล็กชี้ไปที่ผู้หญิงในชุดเสื้อเชิร์ตสีขาวกับกระโปรงสีี่ส่วนที่กำลังยืนคุยกับพนักต้อนรับหน้าออฟฟิศ บันชันเข่าขึ้นยืนก่อนจะบอกให้หลานสาวไปนั่งรอเธอที่เก้าอี้ข้างๆกำแพง เพราะเธออยากจะเดินเข้าไปขอบคุณคนที่ช่วยน้องมะลิเอาไว้

“ขอโทษนะคะ คุณคือคนที่ช่วยน้องมะลิไว้ใช่ไหมคะ” บันเอ่ยเรียกเจ้าตัวที่กำลังยืนเกาะเคาท์เตอร์
“ใช่ค่ะ” 

คนตรงหน้าเอ่ยตอบรับพลางค่อยๆหันหลังมาหาเจ้าของเสียงเรียก ทันทีที่สายตาของเธอทั้งคู่บรรจบกัน บันถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกใจพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงเหมือนอย่างตอนที่เธอนั่งดูรูปถ่ายคู่ของเธอกับเด็กมัธยมต้นคนนั้น เธอไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองเลยว่า ตอนนี้เธอกำลังยืนประจันหน้าอยู่กับเด็กคนนั้นที่โตขึ้นกว่าเดิม สูงขึ้นกว่าเดิม ราวกับมองเห็นภาพซ้อนของเด็กมัธยมต้นคนเดิมที่เธอเคยรู้จักและที่เคยบอกชอบเธอเมื่อสิบปีก่อน

คนตรงหน้าก็ทำหน้าตื่นตกใจเหมือนกันที่ได้เจอกับรุ่นพี่ที่เคยรู้จัก เธอจึงรีบเอ่ยถามพร้อมด้วยรอยยิ้มที่แทบทำเอามองไม่เห็นดวงตาทั้งสองข้าง “พี่บันหรือเปล่าคะ”
“ช...ใช่ค่ะ”
“พี่บันจำเค้าได้ไหม เค้ากี้ไงคะ รุ่นน้องที่โรงเรียน”
“จำได้สิคะ รุ่นน้องที่ชื่อกี้ที่พี่รู้จักมีคนเดียวนี่เนอะ”
“นั่นสิเนอะ” กี้พยักหน้าตอบรับพลางส่งยิ้มหวานให้ “เป็นยังไงบ้างคะพี่บัน ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีเลย ประมาณสิบปีได้ไหมนะ”
“อื้อ ประมาณสิบปีแล้วแหละ พี่สบายดีค่ะ แล้วน้องกี้ล่ะคะ”
“สบายดีค่ะพี่บัน ไม่คิดเลยนะคะว่าเราจะมาเจอกันที่กรุงเทพ”
“นั่นสิคะ พี่ไม่คิดเหมือนกันว่าเราจะได้เจอกันอีกครั้ง” บันแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เธอกับรุ่นน้องจะมาเจอกันอีกครั้งที่กรุงเทพแทนการเจอกันที่ต่างจังหวัดที่จากมา
“ก็เค้าเคยบอกแล้วไงว่าเราจะต้องได้เจอกันอีก แล้วเจอกันจริงๆด้วย ดีใจจัง”
“ดีใจเหมือนกันค่ะ...อ่อ ลืมไปเลย พี่จะเดินมาขอบคุณที่กี้ช่วยน้องมะลิไว้น่ะ ถ้าไม่ได้กี้พี่ต้องแย่แน่ๆ”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ พอดีเห็นน้องมะลิเดินอยู่คนเดียวเลยเข้าไปลองถามดู ไม่คิดว่าจะเป็นหลานของพี่บันนะคะเนี่ย โลกกลมจังเนอะ”
“ค่ะ โลกกลมมากๆเลย” บันก็คิดแบบเดียวกับรุ่นน้อง โลกกลมจนตั้งตัวแทบไม่ทัน “พี่รบกวนกี้หรือเปล่าคะ กี้ต้องทำงานใช่ไหมคะ”
“ใกล้จะเข้างานแล้วล่ะค่ะ”
“งั้นพี่ไม่รบกวนแล้วดีกว่า ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งนะคะน้องกี้” บันส่งยิ้มหวานตอบรับให้รุ่นน้องที่เธอก็แอบรู้สึกดีด้วยอยู่ลึกๆ
“เช่นกันค่ะ เออ..” คนน้องเอ่ยตอบก่อนจะแสดงสีหน้าเหมือนอยากจะถามอะไรบางอย่างจนอีกฝ่ายจับสังเกตได้
“น้องกี้มีอะไรจะถามพี่หรือเปล่าคะ”
“ไม่รู้ว่าควรถามดีไหม”
“ถามมาเถอะค่ะ พี่จะตอบน้องกี้ทุกอย่าง” บันส่งยิ้มให้เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจที่จะถามเรื่องบางอย่าง
“เออ...พี่กับพี่นนท์ยังคบกันอยู่ไหมคะ
“เลิกกันไปแล้วค่ะ เลิกไปนานแล้วด้วย”
“อ่อค่ะ” อีกฝ่ายพยักหน้าแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ คงเกรงว่าจะเสียมารยาทไปมากกว่านี้
“งั้นพี่ขอถามน้องกี้บ้างได้ไหมคะ”
“ได้สิคะ”
น้องกี้มีแฟนแล้วหรือยังคะ

คำถามที่ได้ถามไปเป็นคำถามที่เธอเฝ้าอยากจะถามออกไปเสียตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ถามสักที เพราะเธอไม่ได้เจอรุ่นน้องคนนี้เลยตั้งแต่ที่จบออกมาจากโรงเรียน จดหมายก็ไม่เคยส่งหากันเหมือนอย่างที่ท้ายจดหมายของกี้ได้เขียนไว้...ระหว่างที่รอคำตอบจากอีกฝ่ายเหมือนเวลาไหลผ่านไปช้ากว่าปกติ หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วก็ทวีคูณถี่ขึ้นกว่าเดิม เธอไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเธอต้องลุ้นกับคำตอบนี้ด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอหวังจะให้คำตอบออกมาเป็นคำว่า ‘ยังไม่มี’



แต่...


มีแล้วค่ะพี่บัน คบกันมาได้สามปีแล้วล่ะค่ะ

เสียงตอบกลับของคนตรงหน้าทำเอาร่างเล็กถึงกับหูอื้อไปชั่วขณะพร้อมกับหัวใจที่บีบเค้นจากคำตอบ เธอยืนจ้องมองรุ่นน้องอยู่พักใหญ่ก่อนจะรีบดึงสติที่จวนจะเหลือน้อยกลับคืนมา

“ดีจังเลยนะคะ ขอให้คบกันนานๆนะคะ” เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่พยายามจะยิ้มอย่างจริงใจ...เธอฝืน
“ขอบคุณค่ะพี่บัน เค้าก็ขอให้พี่บันได้เจอคนดีๆในชีวิตนะคะ...อ่อ แล้ววันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ด้วย Happy Valentine’s day นะคะพี่บัน

เสียงหวานเอ่ยพูดประโยคเดิมเหมือนอย่างที่เคยพูดกับเธอเมื่อสิบปีก่อน ภาพเด็กสาวในชุดคอซองที่กำลังยื่นดอกกุหลาบสีแดงซ้อนทับภาพของสาวออฟฟิศที่ยืนอยู่ตรงหน้า บันรู้สึกเหมือนตัวเองได้ย้อนกลับไปในห้วงของความทรงจำที่ล้ำค่า ความทรงจำที่ยังคงติดอยู่ในหัวใจราวกับว่าเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เธอยังคงเห็นกี้เป็นเด็กมัธยมต้นผูกเปียวัยสิบห้าปีที่เคยแอบชอบรุ่นพี่อย่างเธอเมื่อสมัยอยู่โรงเรียน ในแววตาของกี้ยังคงใสซื่อเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งที่เธอเอ็นดูถึงกี้จะอายุยี่สิบห้าแล้วก็ตาม

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใด แต่สำหรับบันแล้ว กี้ก็ยังคงเป็นวาเลนไทน์ในวัยสิบแปดปีของบันเสมอ ทุกอย่างจะยังคงอยู่ในความทรงจำดีๆตลอดไป

“เช่นกันค่ะน้องกี้ Happy Valentine’s day ยินดีกับความรักของน้องกี้กับแฟนด้วยนะคะ ขอให้รักกันนานๆ



แด่ครั้งหนึ่งในวัยสิบแปด.
The End.

Talk.

Happy Valentine’s Day นะคะทุกคน💖
ขอให้คนที่มีคู่มีความสุขกับชีวิตคู่
ส่วนใครที่ยังไม่มีก็ขอให้ได้พบเจอกับความรักดีๆ 
เจอคนที่รักคุณในแบบที่คุณได้เป็นตัวเองสักวันหนึ่งนะคะ
#paintyourvalentine
Written by Dextiny

SHARE
Written in this book
[OS/SF]SEULRENE🐻🐰
ความนุ่มนิ่มของซึลกิและไอรีน
Writer
Dextiny
dreamer,sleeper
💖happy with myself🌈

Comments

Petcha02
9 months ago
เอาเชือกเรยค่ะ เอาเชือกเรย!! แงงง รู้สึกเหมือนโดนผลักตกหน้าผาเลยค่ะ ทำไมคะ ทำไมจังหวะมันไม่ตรงกันเลย แงงงง
Reply
Petcha02
9 months ago
*มา
iki
7 months ago
โอ้โห ฆ่าผมสิ ฆ่าผม มาแบบนี้คุณฆ่าผมเถอะ! ฮึ่ย!
Reply