ณ คาเฟ่แห่งหนึ่งและชายแปลกหน้า
   แสงแดดยามเย็นทอดตัวผ่านช่องว่างระหว่างอาคารย้อมถนนสายยาวให้เป็นสีส้มแสด มีร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่บนถนนสายนั้น ภายในร้านมีที่นั่งซึ่งจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบแต่กลับไร้ซึ่งผู้จับจองเว้นเสียแต่ ณ มุมหนึ่งของร้านที่บนโต๊ะตัวกลมนั้นระเกะระกะไปด้วยสมุดเล่มน้อยใหญ่สักประมาณสามถึงสี่เล่มได้ และบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กกระทัดรัดนั่นมีผู้เป็นเจ้าของ คือ หญิงสาวท่าทางคิดมากคนหนึ่ง

   เธอจ้องมองความว่างเปล่าที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษครั้งแล้ว...ครั้งเล่า ทว่าปากกาในมือก็มิได้จรดเป็นลวดลายใดๆบนผืนกระดาษขาวนั้น

   แก้วเครื่องดื่มสีน้ำตาลเต็มไปด้วยหยดน้ำเกาะซึ่งบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเครื่องดื่มเย็นมาก่อน ผ่านมาเนิ่นนานเสียจนมันสิ้นไอเย็นไปเสียแล้วเจ้าของของมันก็ยังคงนั่งอยู่ ณ ที่แห่งเดิม จมอยู่ในภวังค์อันว่างเปล่า

   หล่อนไม่รู้ตัวถึงผู้มาใหม่จนกระทั่งเขาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสุภาพ “หากไม่รังเกียจ ขอผมร่วมโต๊ะด้วยจะได้ไหม”

   หญิงสาวหลุดจากภวังค์ มองชายคนนั้นสลับกับโต๊ะตัวอื่นซึ่งยังคงไร้เจ้าของ

   “โต๊ะตัวอื่นยังมี ถ้าคุณไม่เห็นว่าโต๊ะตัวนี้เต็มแล้ว”

   หากเขาไม่ได้ยินที่เธอพูดก็คงเป็นชายที่หน้าหนาเกินทน เขาลากเก้าอี้ว่างจากโต๊ะตัวอื่นและนั่งลงตรงข้ามกันกับเธอ 

   “คุณเป็นนักเขียนหรือ” เขาถาม

   “อะไรทำให้คุณคิดว่าฉันเป็น”

   “ไม่รู้สิ ผมแค่ลองเดา” เขาหัวเราะ “ไม่ค่อยมีคนพกหนังสือติดตัวมากมายขนาดนี้ หรือมานั่งเฉยแล้วเหม่อมองไปไหนต่อไหนคนเดียวในร้านคาเฟ่นี้หรอก ถ้าจะกรุณาให้ผมคาดเดาต่อ คงมีเพื่อนนักเขียนสักคนของคุณแนะนำที่แห่งนี้มาเพราะความส่วนตัวและเงียบสงบ”

   “เช่นนั้นคุณก็คงเป็นนักเขียนเหมือนกัน?”

   “เปล่า ผมเป็นแค่คนผ่านทางมา”

   “งั้นคุณก็ควรผ่านทางไป จะมาเสียเวลาแวะข้างทางทำไมกัน”

   “ไม่รู้สิ เพราะผมชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านกระมัง” เขายอมรับอย่างหน้าไม่อาย

   หญิงสาวทอดถอนใจ เธอเริ่มเสียประสาทกับชายตรงหน้าจึงตัดสินใจลงมือเก็บข้าวของเตรียมจะจากไปเว้นเสียแต่เขากลับขัดขึ้นก่อน

   “คุณดูมีเรื่องทุกข์ใจนะ”

   เธอชะงักมือที่กำลังเก็บกวาด ปรายสายตาไปยังเขาที่ยังคงประดับรอยยิ้มบนใบหน้า

   “พูดไปคุณก็ไม่รู้ความ”

   “แน่นอน ผมไม่อาจเข้าใจความทุกข์ของคุณ” เขายอมรับ “แต่รู้ไหม คุณอาจจะสบายใจที่จะเล่าเรื่องบางเรื่องให้คนแปลกหน้าฟังมากกว่าเก็บมันไว้ในใจคนเดียว”

  เธอเงียบไปอยู่นานแต่ล้มเลิกความคิดที่จะจากไปในที่สุด บางทีหากจะลองดูสักครั้งมันคงมิเสียหายอะไร

   “ฉันกำลังแต่งนิยาย” เธอเริ่ม

   เขาพยักหน้า ตอบรับว่ากำลังรับฟัง...เธอสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด ผ่อนออกและเล่าต่อ

   “ก่อนหน้านี้...ไม่คิดจะจริงจังหรอก ฉันแค่ลองทำมันดู เพราะชอบน่ะ...

คุณรู้ไหม ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่ามันจะได้รับการตอบรับ เคยหวังว่าแค่ใครสักคนได้เห็นมันก็คงดี

   แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้...ฉันเริ่มถลำลึก...ลึกลงไป

   ยิ่งได้รับเสียงตอบรับ หมายความว่ามันยิ่งดี

   ได้มีคนเห็นผลงานฉันจำนวณมากขึ้น หมายความว่ามันคงเป็นที่นิยม


แต่แล้ว...เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่มันเริ่มหายไป


   ฉัน...ไม่รู้สิ อาจจะพยายามไม่ดีพอ หรือฉันอาจกำลังถึงทางตัน 

   ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้เลย

   บางทีฉันอาจจะคาดหวังมากไป อาจจะต้องการการยอมรับมากไป...

ฉันรู้...ว่าการจะกลับสู่ทางเดิมอีกครั้งต้องทำอย่างไร


  บางที ฉันอาจจะต้องลองทำตามกระแส...เริ่มเขียนอะไรสักอย่างตามที่พวกเขาชื่นชอบ

แต่นั่น...มันไม่ใช่ตัวฉันเลย

   ฉันไม่มีความสุขสักนิด...ฉันไม่อยากฝืนทำในสิ่งที่ฉันไม่อยากทำ

แต่ฉันก็ต้องการมัน...การยอมรับจากใครสักคน...

  คุณมีทางออกดีๆบ้างไหม?ไม่สิ เรื่องนั้นฉันรู้ดี ฉันก็แค่...”

   “คุณแค่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร”

   เธอพยักหน้า และเขาต่อ

   “ผมไม่ใช่กูรูหรือผู้เชี่ยวชาญหรอก คงไม่มีทางออกดีๆสำหรับคุณ ถ้าจะให้ผมเลือก ผมก็อยากจะขอทำอะไรตามใจตัวเอง”

   “แม้นั่นจะไม่มีใครเห็น?”

   “ใช่...แม้นั่นจะไม่มีใครสนใจ แต่...ทำไมผมต้องสนกันล่ะ ผมทำเพื่อให้ตัวผมมีความสุข เช่นเดียวกับพวกเขา นักอ่านที่น่ารักของคุณ ก็คงจะเลือกสรรในสิ่งที่มอบความสุขให้พวกเขา

   แต่การที่เขาไม่เลือกคุณ ก็ไม่ใช่ว่าคุณไม่ดีพอ...ในแง่หนึ่ง อาจจะใช่ แต่แล้วไง คุณจะต้องดีเท่าไหร่ถึงพอใจพวกเขางั้นหรือ?ใครจะรู้

   ฟังนะ นี่ไม่ใช่การแนะนำ ผมแค่นำเสนอทางเลือกของผม คุณอาจจะมีทางเลือกที่ดีกว่า คุณทำมันได้เลย 

   แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจได้ คืองานเขียนของคุณ...ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน มันย่อมงดงามเสมอ ต่อให้มันจะงดงามเพียงในโลกของคุณ แต่แค่คุณพอใจกับมันก็พอแล้วนี่”




   ชายแปลกหน้าจากไปแล้ว เหลือไว้เพียงแต่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า

   หญิงสาวจ้องมองพื้นที่ว่างนั้น...เนิ่นนานราวกับใช้ความคิด 

   ในที่สุดเธอก็ลุกขึ้น เก็บกวาดสัมภาระของตนที่เกลื่อนอยู่เต็มโต๊ะอีกครั้งและตั้งท่าจะเดินจากไป ในตอนที่เดินผ่านเคาท์เตอร์นั้น กลับมีความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาจึงถามออกไป

   “เขาเป็นใครหรือคะ”

   พนักงานสาวหลังเคาท์เตอร์ที่กำลังให้ความสนใจกับหนังสือในมือเงยหน้ามองด้วยสายตาคาดโทษที่ทำให้เธอต้องละสายตาจากความสนุกตรงหน้า

   “ใครหรือคะ”
  
   “ผู้ชายแปลกๆที่เข้ามาคุยกับดิฉัน...เเต่ช่างเถอะ คุณคงไม่ทันสังเกต”

   พนักงานสาวก้มหน้าและเริ่มอ่านหนังสือในมือของเธออีกครั้ง หญิงสาวหันหลังแต่ตอนที่เธอก้าวเท้าออกเดินกลับมีเสียงตอบจากด้านหลัง

   “คงเป็นคุณซานเดโร เขาทำงานที่คลินิคสักแห่งในเมือง ใครก็ว่าเขาน่ะแปลก” เธอเงยหน้าอีกครั้งและยักคิ้ว “แต่ว่าตามตรง เราทุกคนที่นี่ก็แปลกกันทั้งนั้น ทั้งร้านคาเฟ่ที่เปิดในย่านไร้ผู้คน หรือจะคุณที่มานั่งเฉยอยู่นานสองนาน”

   พวกเธอยิ้มให้กัน ไม่ว่ามันจะแฝงด้วยความหมายอะไรก็ตาม 

   “จริงสิ ก่อนจะไปฉันขอถามคุณสักเรื่องสิ” หญิงสาวเอ่ยถามพนักงาน

   “แน่นอน”

   “ฉันเห็นคุณอ่านหนังสือน่ะ...เลยอยากถามว่า อะไรทำให้คุณเลือกซื้อมันหรอ”

   หนักงานสาวครุ่นคิด ก่อนตอบคำถาม

   “ไม่รู้สิ ถ้ารู้สึกว่าชอบก็ซื้อ ไม่ชอบก็ไม่ซื้อ” เธอยักไหล่ “ทุกคนก็เลือกแต่ของที่ทำให้ตัวเองพอใจกันทั้งนั้นแหละ หวังว่านี่จะพอช่วยคุณได้บ้างนะ”

   หญิงสาวหัวเราะ เธอเปิดประตูร้านพร้อมเสียงกระพรวนที่แขวนติดประตูดังกรุ๊งกริ๊ง

   “แน่นอน” เธอตอบเช่นนั้น

ภาพประกิบจาก :: http://bedroommagazinekyra.listotix.ru/3466643-bedroom-attic-vintage-36-ideas-inn6.html?epik=dj0yJnU9akQ3YVloUmZ5cHphTmpXcVY3YnJjRWpvbXZ1UFdvR2Qmbj1aT0FtV1h3T2JsdXAxYnpQWFJZWmF3Jm09MyZ0PUFBQUFBRjNiNlVv
SHARE
Writer
NamelessGhost
Writer
วิญญาณไร้ชื่อ ผู้เฝ้าค้นหาบางสิ่ง

Comments