รอพี่ก่อน
 
“แม่คะ หนูขอออกไปเล่นกับเพื่อนนะ” เด็กสาวตัวเล็กเอ่ยขอผู้เป็นแม่ในขณะที่กำลังสวมรองเท้าเตรียมออกไปเล่น

“ไม่ได้”สิ้นเสียงของผู้เป็นแม่ เด็กสาวทำได้เพียงวางรองเท้าเก็บไว้ที่เดิมก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องด้านในของบ้าน

ห้องที่เด็กสาวเข้ามา ไม่ใช่ห้องของตนแต่เป็นของผู้เป็นแม่ เธอเดินตรงไปที่เตียงซึ่งตอนนี้มีเด็กชายอายุห่างจากเธอราวๆ 4-5 ขวบนอนอยู่ เด็กชายไม่ได้หลับแต่อย่างใดเพียงแต่เด็กชายไม่สามารถนั่งได้เนื่องจากอาการป่วย เด็กชายป่วยตั้งแต่ลืมตาได้เพียงสองขวบเท่านั้น

อาการพิการทางสมอง...เกิดจากคืนที่เด็กชายป่วยหนักตอนอายุเพียง2ขวบ เวลาสามทุ่มกว่าๆ จะโทรให้ญาติที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกันไปส่งก็เกรงว่าจะไปรบกวนการทำงาน ผู้เป็นแม่รู้ตัวจึงเรียกแท็กซี่เพื่อไปส่งตนและเด็กชายที่โรงพยาบาล แต่วันนั้นฝนตกหนักส่งผลให้รถติดตลอดทางไป ทำให้เด็กชายอาการหนักเกิดอาการช็อกไข้จนชัก ผู้เป็นแม่ใจหาย น้ำในตาเอ่อล้นไปทั้งเบ้าสกัดกั้นน้ำตาสุดชีวิตแล้วกอดเด็กชายไปตลอดทางในในภาวนาอย่าให้ผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนไม่เป็นอะไร ในที่สุดก็นำเด็กชายเข้ารับการรักษาได้ในขณะที่เด็กชายยังมีลมหายใจ

...ช่างน่าดีใจเหลือเกิน...

...แต่...

ผลจากที่ได้รับการรักษาช้าถึงแม้จะยังมีชีวิตอยู่แต่เด็กชายมีอาการ...พิการทางสมอง...อาการป่วยนี้ทำให้เด็กชาย ณ ตอนนั้นเดินไม่ได้ ออกเสียงได้แต่ไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำได้และยังมีอาการต่างๆที่จะตามมาในตลอดระยะเวลาการเจริญเติบโต โดยพี่สาวของตนไม่รู้เลยว่า อาการป่วยนี้จะทำให้เด็ดสาวไม่ได้มีความทรงจำร่วมกับน้องชายไม่เหมือนคนอื่นๆที่เคยเห็น ผู้เป็นพ่อได้รับรู้อาการป่วยของลูกชายก็ได้ตัดสินใจไปทำงานที่ต่างประเทศเพื่อหาเงินมารักษา ปล่อยให้ผู้เป็นแม่เลี้ยงลูกชายที่พิการและลูกสาวที่ยังเรียนชั้นประถม โชคยังดีที่บ้านนั้นมีญาติผู้ใหญ่อาศัยอยู่ด้วย ทุกคนต่างผลัดกันเลี้ยงช่วยกันดู พี่สาวของเด็กชายเองก็ต้องคอยดูแลน้อง อยู่กับน้องอย่างใกล้ชิดถึงบางครั้งจะอยากออกไปเล่นแค่ไหนก็ตาม

“เมื่อไรแกจะหาย...แกนอนป่วยอยู่แบบนี้แม่ก็ไม่ให้พี่ออกไปเล่นข้องนอกเหมือนคนอื่นสักที หรือไม่...ถ้าแกไม่เกิดมาพี่ก็คงมีชีวิตที่ดีกว่านี้”เด็กสาวได้มองน้องชายที่กำลังนอนมองพี่สาวของตนอยู่ด้วยความรู้สึกบางอย่าง ดีใจ? ตื่นเต้น? สงสัย? ไม่มีใครรู้ความคิดของเด็กชายได้เลยนอกจากตัวเด็กชายเอง

“...อะ...”เด็กชายส่งเสียงตอบกลับมาแต่ก็ไม่ทำให้เด็กสาวไขข้อสงสัยได้เลย ก็ใครล่ะจะไปรู้ว่าเด็กชายต้องการบอกอะไรกับตน ไม่มีใครรู้...นอกจากตัวเด็กชายเอง หรือเด็กชายเองก็อาจจะไม่ได้ต้องการตอบอะไรแค่ส่งเสียงออกมาเฉยๆ ก็อาจจะเป็นไปได้

“แม่...เมื่อไรน้องจะหาย น้องจะหายจริงๆใช่ไหม น้องจะกลับมาเดินได้เหมือนคนอื่นๆใช่ไหม”เด็กสาวเค้นถามผู้เป็นแม่ที่เดินเข้าห้องมาพร้อมหนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง

“ใช่...น้องจะหาย เพราะอย่างนั้นหนูต้องดูแลน้องช่วยแม่นะ เข้าใจใช่ไหม”แม่ยื่นหนังสือธรรมมะให้กับเด็กสาว เด็กสาวรับมาแล้วพยักหน้าบ่งบอกว่ารับรู้สิ่งที่ผู้เป็นแม่ได้บอกมาและเริ่มอ่านหนังสือนั้นให้น้องชายของตนฟัง

การป่วยของเด็กชายนั้นทำให้เด็กชายไม่สามารถทรงตัวในการยืนได้ในช่วงแรก ทำได้เพียงนั่งพับขาไปด้านข้างและใช้แขนทั้งสองข้างยันพื้นไว้ ดูๆไปก็เหมือนท่าของกบเหมือนกัน ซ้ำเด็กชายยังไม่สามารถคลานได้เหมือนเด็กทั่วไป เด็กชายใช้การกระโดดไปข้างหน้าแทน ทำได้เพียงเท่านั้นแต่ก็ทำให้ตนได้เล่นกับพี่สาวได้

เวลาผ่านไป...เด็กชายอายุมากขึ้น ผู้เป็นแม่ได้เห็นว่าเด็กชายโตพอที่จะรับการผ่าตัดได้แล้วจึงไปสอบถามคุณหมอที่โรงพยาบาล คุณหมอได้นัดวันตรวจและนัดวันผ่าตัดเรียบร้อย ผู้เป็นแม่ได้บอกกับลูกสาวของตนว่ามีโอกาสที่น้องของตนจะเป็นเหมือนเด็กปกติแล้วนะ...เด็กสาวดีใจมาก เธออยากจะสอนการบ้านให้กับน้อง อยากมีประสบการณ์ทะเลาะกันเหมือนพี่น้องคนอื่นๆบ้าง...

...วันผ่าตัดได้เข้ามาถึง หมอได้ทำการผ่าตัดให้เด็กชายแต่ผลที่ออกมาไม่ค่อยเป็นที่พอใจสักเท่าไร เด็กชายไม่ได้มีอาการต่างไปจากเดิมเลยสักนิด แถมยังมีรอยตำหนิบนศีรษะของเด็กชายทำให้ผู้เป็นพี่สาวรู้สึกไม่พอใจคุณหมอเอามากๆที่ทำให้น้องชายของเธอเจ็บแต่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เด็กสาวสาบานว่าจะเรียนสูงๆจบหมอเพื่อมารักษาน้องชายของตนให้ได้ คิดได้ดังนั้นเธอก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียน อ่านหนังสือ ขอแม่ไปเรียนพิเศษ...จะมีบ้างที่ติดเพื่อนทำให้ผลการเรียนลดแต่เธอก็ได้ครูที่ดีทำให้เธอกลับมาตั้งหลักและเดินตามเส้นทางนั้นได้อย่างมุ่งมั่นถึงแม้ในใจลึกเธอจะชอบการวาดรูป ชอบการถ่ายรูปและตัดต่อวิดีโอก็ตาม เธอตัดสินใจทิ้งความชอบของเธอและเดินทางสายแพทย์เพื่อศึกษาเรียนรู้และหาวิธีรักษาน้องชายของตน

ไม่กี่ปีต่อมา...กล้ามเนื้อของเด็กชายมีการหดเกร็งไม่สามารถยืดแขนได้ มีอาการหายใจลำบากผู้เป็นแม่จึงพาเด็กชายไปโรงพยาบาลเพื่อให้คุณหมอผ่าตัดนำท่อช่วยหายใจเข้าไปในช่วงลำคอของเด็กชายเพื่อให้เด็กชายไม่ลำบากในการหายใจนัก

“น้องต้องเจ็บมากแน่ๆเลย”เด็กสาวพึมพำกับตัวเองในขณะเดียวกันก็มองน้องชายของตัวเองด้วยความรู้สึกอัดอั้นอยากจะร้องไห้ออกมา ถึงแม้น้องของตนอาจจะไม่ได้เจ็บก็ได้แต่ผู้เป็นพี่เห็นน้องในสภาพแบบนั้นแล้วรู้สึกอยากจะร้องไห้ รู้สึกเจ็บไปหมดทั่วทั้งหน้าอก

ช่วงเวลาสำคัญได้เดินทางมาถึง ช่วงเวลาที่เด็กสาวจะได้เลือกทางเดินในชีวิตก้าวแรก นั่นคือการสอบเข้ามัธยมปลายในแผนการเรียนตามเส้นทางที่ตนวางไว้...แต่สิ่งที่เธอทำมาได้ไม่เป็นอย่างที่เธอวางแผนไว้...

ในคืนหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ เวลาตีสามสามสิบเจ็ดเด็กสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ...เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งมาปลุกเธอ แต่เธอไม่ได้คิดอะไรมากจึงหลับต่อเพราะเธอต้องตื่นไปทำกิจกรรมโรงเรียนเช้ากว่าปกติ

“หนู หนู ตื่นเร็ว”เสียงของผู้เป็นลุงของเด็กสาวตะโกนเข้ามาในห้องของเธอจนทำให้เธอสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ นึกว่าสายแล้วลุงจึงมาปลุกเพราะปกติเธอจะตื่นด้วยตัวเอง เธอหันไปมองหน้าต่าง ฟ้าก็ยังมืดอยู่จึงตัดสินใจเพ่งมองไปที่นาฬิกาดิจิตอลที่หัวเตียง

...ตี่สี่สิบนาที...

ก็ยังไม่สาย เธอตั้งปลุกตอนตีสี่ครึ่งซึ่งก็ยังไม่ถึงเวลา แล้วทำไมลุงถึงปลุกเธอขึ้นมาเวลานี้ ลุงคิดว่าเธอจะตื่นเช้ากว่านี้หรือ?

“หนู ตื่นหรือยัง”เสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง

“ตื่นแล้วค่ะ ลุงมีอะไรหรือป่าว ยังไม่ถึงเวลาตื่นของหนูเลย”เด็กสาวตะโกนตอบลุงไป...และสิ่งที่ลุงตอบกลับมาทำให้เธออยากกลับไปนอนอีกครั้ง นอนไปตลอด...ไม่อยากตื่นขึ้นมารับรู้อะไรทั้งนั้น

“น้องหนูเสียแล้วนะ”เด็กสาวได้ยินอย่างนั้น แต่ด้วยความไม่อยากเชื่อหรือด้วยความที่คิดว่าตนคงเข้าใจผิด อาจจะเป็นน้องแถวบ้านก็ได้ ไม่ใช่น้องชายสุดที่รักของตนหรอก

“นะ...น้องคนไหน”เด็กสาวตะโกนถามลุงด้วยเสียงสั่นเครือน้ำในตากำลังเอ่อล้นขึ้นมา ในใจรู้สึกจุกจนทำให้การเปล่งเสียง...ช่างยากลำบากเหลือเกิน ทุกๆครั้งที่เปล่งเสียงออกมารู้สึกเจ็บ เจ็บเหลือเกิน

“น้องหนูนั่นแหละ น้องชายของหนู”คราวนี้ลุงของเธอตอบเสียงแผ่ว รับรู้อารมณ์ที่เปลี่ยนไปของหลานสาวของตน เด็กสาวได้เดินมานั่งทรุดที่หน้าประตู เอนตัวพิงบานประตูด้วยความรู้สึกมากมาย มีหลายอย่างอยากจะถามแต่เหมือนปากมันจะสั่นจนพูดออกไปได้ยากลำบากเหลือเกิน

“ตะ...ตอนนี้ ฮึก น้องหนู น้องหนูอยู่ไหน แม่ล่ะ แม่อยู่ไหน”เด็กสาวกลั้นน้ำตาไม่ได้อีกต่อไป น้ำใสๆไหลอาบแก้มก้อนสะอึกติดอยู่ที่คอทำให้หายใจได้ลำบาก...ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรเด็กสาวก็รู้สึกว่ายากไปหมด

“แม่หนูอยู่ที่โรงพยาบาล น้องหนูไอหนักมากแม่หนูเลยพาไปหาหมอตั้งแต่ตีสามแล้ว น้องหนูเพิ่งเสียตอนตีสามครึ่งนี่เอง...”ลุงเดินมาตอบเด็กสาวหน้าห้องผ่านบานประตูแต่ไม่ได้เปิดเข้าไป เด็กสาวคลานไปที่เตียง คว้าเอาหมอนใบใหญ่มาปิดหน้าไว้และกรีดร้องเต็มเสียง เป็นการกรีดร้องเต็มเสียงของเด็กสาวครั้งแรก กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด สักพักเสียงเธอได้หายไปราวกับว่าความเจ็บปวดที่เธอได้รับมันเกินกว่าที่เสียงจะสามารถเปล่งออกมาได้

เธอกรีดร้องอยู่นานแสนนานจนเธอนึกขึ้นได้ว่าเธอมีหน้าที่ที่ต้องไปทำในกิจกรรมโรงเรียน เธอเคยสอนรุ่นน้องที่เธอดูแลว่าอย่านำเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานมารวมกัน มันจะทำให้งานเสีย เธอไม่อยากเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่รุ่นน้อง จึงได้ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนโดยไม่คิดเลยว่าจะมีคนเข้าใจเหตุที่เธอไม่ไปมันเป็นเหตุจำเป็น ไม่มีใครคิดตำหนิเธอเลย...เธอไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย การไปทำกิจกรรมด้วยความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต รู้สึกหดหู่ที่สุดตั้งแต่เกิดมา น้องชายได้จากเธอไปในช่วงรอยต่ออนาคตของเธอ ในตอนนั้นเธอเองก็ยังเป็นเด็กธรรมดาที่ไม่เคยเสียคนที่รักไป ไม่เคยรู้จักกับความตายไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกสูญเสียเลยสักครั้งในชีวิต เมื่อเธอได้รับรู้มันเป็นครั้งแรกกลับเป็นคนที่เธอดูแลมาตลอด ทำให้เธอทำได้ไม่ดี บางครั้งเธอก็มีน้ำตาไหลมาบ้างในขณะเก็บกวาดลานกิจกรรมช่วงเช้า เพื่อนๆพี่ๆน้องๆสังเกตเห็นจึงถามด้วยความเป็นห่วง เด็กสาวทำได้เพียงส่ายหน้าและฝืนยิ้มตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ” เหตุที่ตอบปัดไปเพราะเธอไม่อยากให้ใครพูดถึงเรื่องนั้นตอนนี้เดี๋ยวเธอจะจมไปกับการเสียใจและทำงานต่อไม่ได้

เวลาเที่ยงวัน มือเธอสั่นและมองโทรศัพท์ด้วยความลังเลปนความกลัวแต่เธอก็ได้ตัดสินใจคว้ามันมาแล้วกดต่อสายไปที่โทรศัพท์บ้าน

[สวัสดีครับ] เสียงของผู้เป็นลุงออกดังออกมาจากปลายสาย

“ลุง นี่หนูเองนะคะ คือ...น้องตื่นหรือยังคะลุง”เด็กสาวถามด้วยความหวังอันริบหรี่หรืออาจเป็นแค่ความรู้สึกไม่อยากรับรู้ความจริงของเด็กสาวตัวเล็กๆก็เป็นไปได้ คำถามนั้นทำให้ผู้เป็นลุงชะงักไปครู่หนึ่งทำให้เด็กสาวคิดได้ว่า ช่างเป็นคำถามที่โง่จริงๆ...

[น้องของหนู จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้วนะ] ถึงจะรู้อยู่แล้วแต่คำตอบก็ยังทำให้เด็กสาวใจหายได้อยู่ดี ...จะถามเพื่อตอกย้ำความจริงให้เจ็บปวดเล่นทำไมก็ไม่รู้...

“ค่ะ”เด็กสาวตอบสั้นๆและตัดสายทันที กลับมาจมอยู่กับความเจ็บปวดอยู่นานไม่สนใจคนรอบข้าง ไม่อยากสนใจสิ่งต่างๆแม้แต่ตัวเอง รู้สึกว่างเปล่า...ไม่เหลืออะไรแล้ว...

ได้เวลาเลิกเรียน เด็กสาวไม่อยากกลับบ้านเลย ยิ่งเดินเข้าใกล้บ้านเท่าไรก็รู้สึกต้องยอมรับความจริงเร็วเท่านั้น เมื่อถึงบ้านเธอรีบอาบน้ำและเข้าห้องไม่แม้แต่จะมองโรงที่มาตั้งไว้กลางบ้าน ไม่ออกมาทานข้าวมาช่วยงานข้างนอก ใครเรียกก็ไม่ตอบ เพื่อนๆที่มารวมงานก็ไม่ออกมาทักทาย ไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น ไม่อยากอยู่หรอก โลกที่ไม่มีน้องชายอยู่ ไม่น่าอยู่เลยสักนิด ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม โยนโลกนี้ทิ้งไปเสียก็ดีเหมือนกัน รอก่อนนะ เดี๋ยวพี่ตามไป รอพี่ก่อน...

...เช้าวันต่อมามีคนพบร่างหญิงสาวอยู่ในห้องของตน...

...ร่างที่ไร้ชีวิต...


 
SHARE
Writer
LivingDead
Writer
little girl who don't know why I AM ALIVE. Now she already know.

Comments