ข้าฯ หลงกรุง
      ๒๓/๑๑/๖๒
      ข้าฯ มองดูอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ ตัวเลขดิจิตอลสีแดงแสดงค่าว่า ๑๗ องศาเซลเซียส หนาวโคตรๆ สำหรับคนที่ไม่ชอบอากาศหนาวแบบข้าฯ

เวลาที่ข้าฯ นอนข้าฯ มักจะอ้าปากหวออยู่บ่อยครั้ง แต่รอบนี้มั่นใจได้เลยว่าไม่ได้อ้าปากแน่ๆ

ก็เพราะข้าฯ นอนไม่หลับ

เลยฆ่าเวลาอันมีค่าในการพักผ่อนนับจำนวนสี่เหลี่ยมของตะแกรงเครื่องปรับอากาศในรถทัวร์เล่น
(น่าจะ ๒๔๐ ช่องถ้านับไม่พลาดหรือจำไม่ผิด)

คนที่นั่งข้างๆ ข้าฯ เป็นชายแก่ที่น่าจะอายุเกิน ๖๐ ปีแล้ว ขำขันที่ข้าฯ พึ่งมาห่มผ้าห่มตอนรถจอด
รู้ตัวอีกทีก็ยืนอยู่กรุงเทพฯ แล้ว

      ที่คุรุสภามีรถจอดกันเยอะกว่าที่คิด เรามาถึงกันตอนตี ๔ คุณครูของข้าฯ สองท่าน กับข้าฯ ในสภาพคนตายเดินดิน
ในล็อบบี้ของที่พัก สกสค. เราทั้งสามจะสามารถเข้าห้องพักได้ก็ต่อเมื่อเวลาเที่ยงวัน
ครูจึงตกลงปลงใจไปเดินเที่ยวกันและข้าฯ ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แม้ตอนนี้ตาจะพร่ามัวมากๆ ก็ตาม

เพราะข้าฯ รู้ว่าจะได้ไปวัดพระแก้ว


โจ๊กข้างถนนตอนเช้าอร่อยดี ข้าฯ เดินข้ามสะพาน ราวจับสีเขียวหัวเป็ดตัดคู่กับสีเหลืองละมุนสวย
จะว่าไปแล้วในเขตพระราชฐานตึกส่วนใหญ่ก็สีโทนนี้ ดูแล้วให้อารมณ์กรุงเก่าไม่เบา

เวลา ๘ นาฬิกาข้าฯ ก็ย่างเท้าเข้าสู่เขตวัดพระแก้ว 
เหล่าข้าราชการต่างกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณอย่างแข็งขัน 

และข้าฯ
ข้าฯ ก็มาเยือนแล้ว สถานที่ในฝันของวัยเด็ก
จิตรกรรมฝาผนังทั้ง ๑๗๘ ห้อง ข้าฯ มาแล้วนะ

ก้าวแรกที่เริ่มเดินชม ข้ากลายเป็นเด็กอายุ ๕ ขวบอีกครั้งหนึ่ง
หนุมานตะกายตัวผ่านหลังคากรุงลงกา แผดเผาเมืองยักษ์พินาศสิ้น
พระรามแผลงศรใส่พาลี แต่พาลีจับลูกศรทัน
ภาพเขียนยักษ์ที่ทำให้นางสีดาถูกขับไล่ไปประหารกลางป่า
ศรศิลป์ไม่กินกัน

อา...สวรรค์

      ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวจากหลากประเทศหลั่งทะลักเข้าสู่เขตพระแก้วมรกต ข้าฯ ที่เริ่มเวียนหัวหนักขึ้นทุกวินาทีตัดสินใจจะไม่ไปกราบพระแก้วมรกตแต่ครูทั้งสองท่านก็ให้ไปกราบ

ข้าฯ ถอดรองเท้าเดินฝ่ามหามวลชนเข้าไป รอบกายข้าฯ แทบไม่มีใครพูดภาษาไทย

เหม็นอับไปด้วยกลิ่นเท้าของคนเดินทาง
หญิงแก่ชนชาติจีนทำท่าปิดจมูกต่อหน้าข้าฯ

ข้ามผ่านธรณีประตูเข้าไปสายตาข้าฯ จับจ้องไปทั่วอาณาบริเวณ ฝาผนังถูกแต่งแต้มด้วยจิตกรรมมากมาย (แน่นอนถ้ามีเวลาข้าฯ จะดูให้หมด) และตรงหน้า

พระแก้วมรกตเครื่องทรงฤดูหนาวตระหง่านเหนือเนื้อหัวของเราทุกคน สูงสง่าประกายสีเขียวขจรกระทบตาของข้าฯ 

ข้าฯ เดินเข้าไปในส่วนที่กันไว้ให้คนไทยเข้าเท่านั้น แอบยิ้มเล็กน้อยก่อนกราบลงซักพักก็ออกจากเขตนั้นเดินลงไปหาครู

หากข้าฯ ต้องนิยามประสบการณ์ในการกราบพระแก้วมรกต
ข้าฯ คงจะตอบติดตลกว่า เหม็นเปรี้ยว

"เอาชาเขียวเย็นนะคะ"
"ภูมิรพีไม่กินอะไรหรอ"

ข้าฯ ชำเลืองดูรายการอาหาร 
เครื่องดื่มหวานเย็นราคาต่ำสุดตกประมาณ ๘๐ บาท
และแก้วที่ครูสั่งราคา ๑๕๐ บาท

"ไม่ครับ ไม่กิน" 
จากนั้นก็ได้น้ำเปล่าที่เป็นน้ำใจของครู
ในเมืองที่น้ำเปล่าขวดละ ๒๐ บาท 

ไม่ชินเลยจริงๆ 

      พวกเราเดินเท้าผ่าผ่านย่านขายของใกล้ๆ กับทางวัดพระแก้ว 
มันมีทุกกลิ่นเลย สับปะรดแช่น้ำแข็ง ยาสมุนไพร ไปบรรจบยันกลิ่นน้ำมันเครื่องรถยนต์

ในที่สุดเราก็เดินทางไปถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และพระราชวังบวรสถานมงคล
(แน่นอนข้าฯ พิมพ์ชื่อเอาจากแผ่นพับ) 

ในตอนนั้นมีจัดนิทรรศการของราชวงศ์ฉินพอดี 
พวกเราตัดสินใจเข้าไปดู
"ไปหาประสบการณ์" นั่นเป็นคำที่ครูของข้าฯ ใช้บ่อยทีเดียว

อาจจะเพราะพึ่งเรียนวิชาประวัติศาสตร์เนื้อหาส่วนนี้พอดี ทำให้เข้าใจได้ไม่ยากเลย
ส่วนหน้ามีเส้นเวลาแบ่งยุคให้ชัดเจน มีวิทยากรมาให้ความรู้ด้วย 

การเดินชมครั้งนี้ทำให้ข้าได้เข้าใจ
ว่า ครู กับ ผู้มีความรู้ ต่างกันตรงไหน
ไม่ใช่ผู้มีความรู้ทุกคนจะถ่ายทอดเก่งประกอบกับจะอยากถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจแจ่มแจ้ง
สิ่งนี้มั้งที่ทำให้ข้าแยกระหว่างคนเป็นครูกับคนมีความรู้ออก

ประตูสุดท้ายก่อนออกจากงานเขียนประดับไว้สวยงามว่า

"สรรพสิ่งในโลกหล้า 
เมื่อถึงที่สุด
ย่อมย้อนกลับ"

ข้าฯ ยิ้ม

ก่อนออกจากงานข้าซื้อตุ๊กตาจิ๋นซีฮ่องเต้ตัวหนึ่งไปเป็นของฝาก

      ตรงพระตำหนักแดงข้าฯ เริ่มเดินดูของใช้ของชาววัง ตุ๊กตา ที่นั่ง ดูเสร็จข้าฯ กับครูก็เดินเหินไปดูส่วนอื่นๆ ข้าฯ ปล่อยตัวไหลไปตามหลักฐานประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเอง ได้ยลโฉมของกระดานชนวน หัวโขน เครื่องดนตรี ตลอดจนศัสตราวุธเครื่องประหัตประหาร เครื่องทรงเครื่องแต่งกายทั้งหลาย 

รู้ตัวอีกทีข้าฯ ก็ไม่เจอครูแล้ว 
ข้าฯ เดินต่อไปจนถึงส่วนโรงราชรถ

พระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์ พระราชยานตระหง่านสูงใหญ่ ความยิ่งใหญ่ชวนขนลุกขณะเดินเข้าไปทำให้ข้าฯ คิดระหว่างย่ำเท้าเยื้องย่างเข้าไปดูช้าๆ 

ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหนือฟ้าแผ่นหญ้าแผ่นดิน
ดวงวิญญาณสูญสิ้นสลาย กลายเป็นโกศไม้จันท์

แทบทุกขณะที่ข้าฯ เดินอยู่ที่แห่งนั้น ข้าฯ คิดถึงความตาย

"สรรพสิ่งในโลกหล้า 
เมื่อถึงที่สุด
ย่อมย้อนกลับ"

มหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ผู้พิชิตดินแดนหกแคว้นผนวกจีนเข้ารวมเป็นหนึ่ง
หวังเป็นนายเหนือความตายด้วยยาอายุวัฒนะที่ชื่อปรอท
เราก็รู้จุดจบกันดี 

ปวดหัวและปวดขา นอนน้อยและเดินเยอะ
แต่จิตใจชุ่มชื้นดี

    จริงๆ แล้ว ข้าฯ ไม่เคยชอบห้าง 
แต่ข้าฯ รักร้านหนังสือ
รอบนี้เป็นย่านการค้าชื่อดังที่ข้าฯ หาเหตุผลให้ชอบหรือเกิดอยากไปไม่เจอ
ร่างกายของข้าฯ เริ่มออกอาการคนนอนไม่พอแบบเต็มที่ เริ่มที่จะสามารถยืนหลับได้อย่างง่ายดาย

แต่พอได้ยินว่ามีหอสมุดก็หูผึ่งขอไปให้ได้
กินข้าวปลาฟื้นพลังกันเสร็จข้าฯ ก็ก้าวเข้าสู่ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์ 

พระเจ้าช่วย

เป็นอีกครั้งที่ข้าฯ ไม่มีเวลาเดินชมหนังสือให้อิ่มหนำสำราญ แต่กระนั้นแค่ได้เข้ามาในแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ก็ฟื้นฟูจิตใจให้เต่งตึงขึ้นมาได้ เลือดข้าฯ สูบฉีดแรงขึ้น

ข้าฯ จ่ายเงินแทบทั้งหมดไปกับหนังสือ เกือบไม่เหลือเงินกินข้าวซักแดง 
ไม่ใช่พฤติกรรมที่ดี แต่ใครจะอดใจไหว

ใครอดได้แต่ข้าฯ ไม่

ตอนนั้นข้าฯ ก็รู้ข่าวว่าหมาที่ข้าฯ เลี้ยงเอาไว้จากโลกไปเสียแล้ว
ตอนนี้มันคงไปอยู่เคียงตาเฝ้ามองท้องนาเหมือนเคย

ในวันที่เหรียญอุดปากข้าฯ ร่างข้าฯ ถูกแผดเผาเหลือเพียงเถ้าธุลี
มันจะดีใจกระโดดเกาะแข้งขาข้าฯ ไหม ถ้าหากข้าฯ ได้พบกับมัน

ฟุ้งซ่านกลางย่านมหานคร


      รุ่นพี่คนหนึ่งเข้ามาเดินทางด้วยกัน เขานี่แหละที่จะไปแข่งขันตอบปัญหาด้วยกัน 
ข้าฯ ไปซื้อตั๋วรถไฟฟ้าและยืนรออยู่บนชานชาลา และรถไฟฟ้าก็แล่นมาจอดอย่างรวดเร็ว
ฉับพลันมวลมนุษย์ก็ทะลักเข้าทะลักออกอย่างทุลักทุเล ข้าฯ เดินเข้าไปอย่างเร็วไวแบบที่ไม่เคยทำ จับเสาในรถไฟฟ้าให้มั่นจากนั้นมันก็เคลื่อนตัว

ในรถไฟฟ้าคงเป็นสถานที่ที่เรายืนอยู่ใกล้คนแปลกหน้าในระยะไม่ไกลกว่าช่วงแขนโดยไม่ตะหงิดใจ
ราวกับเป็นอากาศธาตุต่อกันและกัน

ในขณะที่รถไฟจอด ทุกอย่างรวดเร็ว ข้าฯ รู้ตัวดีว่า
ข้าฯ กลั้นหายใจแทบจะตลอดทาง



      ๒๔/๑๑/๖๒
ข้าฯ ชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือเต็มที่ และชาร์จกำลังใจให้ตัวเองผ่านมือถือ ข้าฯ ไล่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เงินหมดไปกับอาหารเช้า 

เราทั้งสี่คนเดินขึ้นรถเมล์ประจำทาง 
ความเร็วนั้นทะยานพาดถนนได้อย่างชำนาญ ต่างจากข้าฯ ที่แค่อีกนิดคงหน้าคะมำลงไปกับพื้นแล้ว จากนั้นเราก็ถึงสนามแข่งขัน

เราต่างสอบเสร็จด้วยระยะเวลาที่กำหนด และเฝ้ารออย่างใจจดจ่อพอตัวว่าจะได้ที่เท่าไหร่
ข้าฯ เหนื่อยและรู้ตัวดีว่าทำข้อสอบด้วยสภาพไหน
แต่จะมาอ้างว่าเหนื่อยก็หยาบคายต่อวันเวลาในการเตรียมตัวเกินไป หากจะพูดตามจริงข้าฯ คือคนที่ไม่พยายามและเอาใจใส่ไม่มากพอ

และผลลัพธ์เป็นไปตามคาด 
ไม่น่าแปลกใจ

      เงินหมดไปกับอาหารเช้า แต่ก็เข้าแมคโดนัลด์อย่างหน้าตาเฉย คนรอบข้างข้าฯ มักจะคิดว่าข้ากำลังเครียดอยู่ อาจจะเพราะหน้าตานิ่งๆ งงๆ ของข้าฯ ด้วยละมั้ง

ข้าฯ ไม่ได้โกรธอะไรหรอก

รถเมล์ทะยานข้ามสะพานวิศุกรรมนฤมานด้วยความเร็วที่อีกนิดมันคงลอยค้างฟ้าไปแล้ว พอรถจอดเราเก็บกระเป๋าอะไรเสร็จสรรพ และครูก็พูดขึ้นชวนกันไปเดินจตุจักร

ข้าฯ ปฏิเสธ 
แน่นอนคนเขาคงคิดว่าข้าฯ เครียดจากการแข่งแต่เปล่าหรอก ไม่มีเงิน

จนสุดท้ายข้าฯ เลยทำหน้าที่เฝ้ากระเป๋าตรงชานชาลา ๖ ข้าฯ มองกระเป๋าทั้งสามใบก่อนจะนั่งลงบนพื้นหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน 

ข้าสนทนากับ จอห์น ซัตเทอร์แลนด์ ผ่านประวัติย่อวรรณกรรมซักพักก่อนจะมาสนทนากับรุ่นน้องของข้าฯ แทน 

หายเหนื่อยใจไปปลิดทิ้ง


      ในชานชาลาถ้าสังเกตดีๆ ในห้วงเวลาที่ข้าฯ น่ังอยู่เต็มไปด้วยหมู่คนที่ขจัดขจรแรนรอมเข้ามาและกำลังจะออกจากเมืองกรุงนี้ และข้าฯ ก็เห็นคนอ่านหนังสือ 
เขาอ่านเรื่องลูกไพรอยู่ 
สารภาพตามตรงเวลาใดที่มีคนอ่านหนังสือยู่ ข้าฯ มักจะอมยิ้มในใจเสมอ

"ตรงนี้เขาจะเปิดให้เข้ากี่โมงหรอครับ? เห็นคนเดินเข้ามาดูบ่อย"
"หกโมงน่ะ เราชานชาลาไหนหรอครับ"
"ไม่รู้ครับ ผมไม่ได้เป็นคนถือตั๋ว" 

บทสนทนาสั้นๆ หมู่ชนเริ่มแน่นขนัด แต่ไม่ใช่แบบเดียวกันกับรถไฟฟ้า
แน่นขนัดขึ้นแต่ไม่ ไม่ได้รีบแบบนั้น ไม่ได้รวดเร็วแบบนั้น
และไม่ ข้าฯ รู้ตัวว่าข้าฯ ไม่ได้กลั้นหายใจเลย

      นั่งสบายขึ้นมากโขทีเดียวสำหรับขากลับ หากแต่คนแปลกหน้าด้านขวามือ กลิ่นตัวคละคลุ้งด้วยกลิ่นควันบุหรี่มันชัดเจนเสียจนต้องกลั้นหายใจเป็นพักๆ เนื้อตัวเขามีกลิ่นสละอยู่ด้วย

รอบนี้คงไม่สามารถมั่นใจได้ว่าอ้าปากไหม 
ข้าฯ หลับสบายดี

และข้าฯ คิดถึงบ้านเหลือเกิน

ข้าฯ ยื่นตุ๊กตาจิ๋นซีฮ่องเต้ให้กับเธอไป ไม่รู้ว่าเธอจะชอบไหมนะ 
แต่ถ้าได้ไปด้วยกันคงสนุกสนานเฮฮาน่าดู ตอนนี้คงได้แค่ให้ของฝากไปก่อน
เครื่องปรับอากาศของรถอุณหภูมิ ๑๕ องศาเซลเซียส ทำเนื้อตัวข้าเย็นเฉียบ

หู.... เย็น....เย็น....
เธอกล่าว

มือของเธออบอุ่นเหลือเกิน 
ได้แต่คิดในใจ

กลับมาแล้วนะ
SHARE
Writer
Poomrapee
นักอ่านทื่อมะลื่อ
ปริทัศน์หนังสือเพื่อเอาไปอวดเพื่อน ย้ายมาจากเว็บ blogger ในชื่อนักอ่านทื่อมะลื่อ

Comments

B_______
14 days ago
เข้าใจความรู้สึกเลย
Reply