STUCK IN TIME
เมื่อผมตื่นขึ้นมาผมกลับรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่โลกที่ผมควรอยู่ หรือแม้แต่จะเป็นความจริง ช่างเหมือนกับความฝัน แต่ก็คือความจริง ผมบอกไม่ถูกหรอกว่าระหว่างสองอย่างนี้อันไหนที่เป็นจริงมากกว่ากัน

เมื่อผมตื่นขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนในเวลานี้ และนี่เป็นห้องนอนของใครกัน ความทรงจำบางอย่างของผมเลือนราง แต่ความทรงจำบางอย่างที่ผมรู้ว่าไม่ใช่ของตัวเองกลับแจ่มชัดอยู่ในหัวของผม

ผมลุกจากเตียงนอน มองไปรอบๆ ตัวเอง มีความรู้สึกแปลกประหลาดในสถานที่แห่งนี้ จะบอกว่าไม่คุ้นเคย ผมก็บอกได้ไม่ถูกทั้งหมดเหมือนกันนี่สิ

ทำไมถึงเพิ่งตื่นละ เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนสายหรอก

เสียงหนึ่งของหญิงมีอายุในช่วงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นจากมุมหนึ่งของบ้านหลังนี้ ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นเพียงประโยคบอกเล่า

มากินข้าวเช้าก่อนไปโรงเรียน แม่เตรียมไว้ให้ที่โต๊ะแล้ว

ไปโรงเรียน

แม่

ผมไม่เข้าใจได้ในทันทีว่าฟังอะไรผิดไปหรือเปล่าและเริ่มสับสน ความรู้สึกที่บอกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้มันผิดปกติอย่างไรชอบกล หากผมกลับจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับความทรงจำของผมที่ควรจะมีอยู่ในหัวของผม ผมยังคงสับสนกับความทรงจำใหม่ที่เป็นของใครก็ไม่รู้ ที่อยากให้ผมอยากไปโรงเรียนอย่างมาก และรู้สึกแย่ที่จะไปสาย


ตั้งแต่ผมมีชีวิตอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน และไม่เข้าใจทำไมผมถึงรู้จักบุคคลในชีวิตของผมได้เป็นอย่างดี นอกจากตัวผมเอง แม้แต่ชื่อก็ไม่มีทางได้รู้เลย ไม่มีใครเอ่ยเรียกชื่อผม และที่น่าแปลกพิลึกพิลั่น ในโลกใบนี้กลับไม่มีกระจกสักบานให้ผมส่องเห็นเงาสะท้อนว่าผมเป็นใคร

ผมจะเห็นเงาตัวเองได้ ทว่า ไม่ชัดเจนนักจากเงาสะท้อนในดวงตาของเด็กผู้หญิงวัยสิบหกปี ยามที่ผมมองหน้าเธอ ในขณะที่เธอก็หันมามองหน้าผมตอบเช่นกัน ไม่นานผมก็ต้องรีบหลบตาไปก่อน เพราะกลัวว่าเธอจะเข้าใจผิดว่าผมแอบมองเธออยู่

ผมมักมีอาการหัวใจเต้นรัวแรง หน้าหูแดงก่ำเพราะความเขินอาย ยิ่งเธอรู้ตัวก็จะมองผมเหมือนตัวตลกอันน่ารักในสายตาและรอยยิ้มขำขันของเธอยามที่ส่งมาถึงผม

ผมไม่รู้ว่าผมรักเธอ อันที่จริงผมเหมือนจะไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ แต่ผมกลับมีความรู้สึกบางอย่างกับเธอมาตลอด ตั้งแต่แรกเห็น มันบอกว่าอย่างนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่ามันเริ่มตั้งแต่ตรงไหน เมื่อไรกัน ผมไม่เชื่อมันก็ได้ แต่ผมก็ยังต้องทำตามสัญชาตญาณของหัวใจอยู่ดี

ผมเรียนอยู่ชั้นม.ปลายของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง เธอคนนั้นก็เรียนอยู่ห้องเดียวกันกับผม ทั้งที่ผมรู้จักชื่อเธอดีเหลือเกิน

ผมกลับไม่มีคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าไปรู้จักชื่อของเธอมาตั้งแต่เมื่อไรได้


ความประดักประเดิดที่ผมมีให้เธอมันเนิ่นนาน ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงไม่ไปบอกเธอให้รู้แล้วรู้รอดไปว่าผมรักเธอมากขนาดไหน

แต่ผมก็ไม่เข้าใจอะไรเลยว่าทำไมผมถึงต้องรักเธอด้วย เพราะเธอไม่ใช่คนรักของผมอยู่ก่อนแล้ว และนั่นแหละปัญหา ผมจำไม่ได้ว่าผมเคยมีคนรักด้วยหรือไม่

ผมจึงปล่อยให้เวลาของเราทั้งสองเลยผ่านไปอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ มันให้ความรู้สึกรวดเร็วราวกับไม่น่าจะเป็นไปได้ในแต่ละวัน ราวกับดาวดวงนี้หมุนรอบตัวเองเร็วกว่าปกติหลายเท่า เร่งเข็มนาฬิกาทั้งสองเข็มให้เดินเร็วขึ้นในหนึ่งวันที่มียี่สิบสี่ชั่วโมง พระอาทิตย์และพระจันทร์ผลัดกันขึ้นลงท้องฟ้าทั้งสีฟ้าสดใส คราม เทาครึ้มฝน และสีน้ำหมึก ทั้งดำในยามกลางวันและกลางคืนไม่ว่างเว้น

ผมกลับจำได้ว่าในแต่ละวันในวัยมัธยมปลายของผมเคยมีเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเธอมากมายแบบนี้มาก่อน

ผม (?) เป็นคนตัดสินใจในวันหนึ่งได้ว่า ก่อนช่วงปิดภาคเรียนใหญ่จบภาคเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อเลื่อนขึ้นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มาได้อย่างทุลักทุเล มีเธอคอยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตลอดเวลา ในใจของผมแอบมีความคิดเล็กๆ น้อยๆ ว่าเธออาจกำลังมีใจให้ผม

ผมปล่อยให้เวลานั้นช่วงวันวาเลนไทน์ที่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่โรแมนติกที่สุด กลับกลัวที่จะต้องจบลงด้วยความขมขื่นในวันที่พิเศษสุด ผมจึงปล่อยให้เวลานั้นผ่านพ้นไป

ผม (?) เลือกที่จะบอกความในใจที่มีต่อเธอออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ในวันที่ไม่ได้มีความพิเศษอะไรทั้งนั้น แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นวันที่พิเศษที่สุดในชีวิตของผม และเป็นวันที่ผมได้ทำอะไรที่ตื่นเต้นอย่างที่ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้ทีเดียว

ผม (?) ได้บอกรักเธอ

เธอได้ยิ้มรับคำบอกรักของผม

ผมรู้ว่าเธอคงขวยเขินต่อหน้าคนที่มาบอกรักเธอ

ผมก็เป็นอย่างนั้น กว่าผมจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อบอกเธอ ผมต้องใช้เวลาเนิ่นนานเลยทีเดียว แม้ตรงหน้าเวลานี้ ผมยังไม่มั่นใจเลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นความจริง จนกระทั่งเธอคว้ามือของผมไปจับกุมไว้

หากตัดมาที่ความเป็นจริง ไม่เคยมีสิ่งนั้นเกิดขึ้น

จนกระทั่งศึกษาจบจากโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ไป


ผมคิดว่ามันน่าจะเกิดขึ้น และสมควรเกิดขึ้นในชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยของผม ไม่รู้ว่าตัวเองบังเอิญหรือเพราะความจงใจของผมกระมัง ที่นำพาให้ผมมาศึกษาระดับชั้นปริญญาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แห่งเดียวกันกับเธอ ทั้งคณะเดียวกันกับเธอ

ในความทรงจำที่ผมมี กลับความเป็นจริงมันช่างขัดแย้งกันหรือเกิน

เราทั้งสองต่างก็เป็นคนที่ไม่รู้จักของกันและกัน

เธอมีเพื่อนในสมัยมหาวิทยาลัย เธอไม่ได้มีท่าทีตอบกลับมายามที่ผมยังชอบแอบมองเธออีกต่อไป ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีแววตาตลกขำขันเหมือนเห็นผมเป็นตัวตลกอันน่ารักของเธออีกต่อไป

เธอราวกับไม่มีความรู้สึกใดๆ ที่จะปรากฏให้เห็นบนใบหน้าของเธอเลย

ผมคิดว่าเธอจะรังเกียจผม จนเมินเฉยไปเอง แต่เธอก็เห็นผมเพราะรู้สึกว่าผมกำลังแอบมองเธอ เธอได้แค่มองตอบกลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ผมจะละสายตาตัวเองจากเธอไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีคำพูดใดๆ ที่เธอจะมาพูดกับผมถึงเรื่องนี้ ถ้าหากเธอจะรำคาญใจในสิ่งที่ผมทำ เหมือนผมเป็นไอ้โรคจิต

ผมรู้สึกว่าเหมือนระหว่างเราจะอยู่โลกกันคนละใบอย่างไรอย่างนั้น

ผมชักไม่มั่นใจว่าผมรักเธอจริงๆ หรือเพราะความรู้สึกที่ไม่แน่นอนของผม ทั้งไม่มั่นใจว่าใช่ของผมจริงๆ หรือไม่ ที่กำลังบอกอย่างนั้นอยู่ตลอดมา

ในความทรงจำของผม ในช่วงที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรี เรายังได้พูดถึงเรื่องการสร้างครอบครัวด้วยกัน

ผมสัมผัสได้ถึงความรักของทั้งสองเราที่มีรากฐานอันยึดหลักได้อย่างมั่นคง ไม่มีเอนเอียง มันจะตั้งตรงอย่างนั้นตลอดไป


แล้วเมื่อผมศึกษาจบระดับชั้นปริญญาตรี หาที่ทำงานทำได้ ทว่า ผมยังคงอาศัยอยู่กับแม่ที่บ้านหลังเดิม แม่มักจะพูดถึงผู้หญิงคนนั้น ผมสับสน หากจำได้ว่าไม่เคยพาผู้หญิงคนนั้นมาให้แม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ แม่มักจะพูดถึงเรื่องการแต่งงานที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แม่มักจะพูดถึงเรื่องการสร้างครอบครัว ที่จะไม่เกิดขึ้นจริงด้วยเช่นกัน

และผู้หญิงคนนั้นก็ทำงานที่เดียวกับผม สรุปแล้วมันเป็นเพราะความจงใจของอะไรกันแน่นะ โชคชะตาที่พยายามจะลิขิตให้ผมได้รักและใช้ชีวิตคู่กับเธอตลอดไปนับจากนี้ให้ได้เลยใช่ไหม

ผมไม่เข้าใจในโชคชะตา เพราะผมจำไม่ได้ว่าผมเคยรักเธอจริงจังตั้งแต่เมื่อไร ผมทั้งไม่มั่นใจว่าผมปั่นใจให้หญิงอื่นไปในระหว่างนี้ด้วยหรือเปล่า ที่ไม่ได้สนใจเธอเลย ผมจำเรื่องพรรค์นั้นไม่ได้เลย ความรู้สึกผมบอกได้อย่างเดียวว่าผมไม่อาจบอกรักเธอได้ ไม่รู้ทำไม กลัว ไม่กล้า เขินอาย หรืออะไรกันแน่!

ผมไม่เคยเข้าใจทั้งตัวเอง และความรู้สึกแบบนี้เลย

หากก็ขัดกับความทรงจำในหัวของผมที่มีเหลือเกิน เวลานี้ผมพยายามคิดว่าความทรงจำของผมมันเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หรือเป็นตัวบอกเล่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือว่าผมอาจเป็นโรคอะไรสักอย่าง ที่มีความผิดปกติอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของความรู้สึกของผมกันแน่ ที่ผมมักจะชอบจินตนาการไปเองว่าชีวิตรักของเรามีความสุขอย่างไรมาตลอด ทั้งที่ความเป็นจริงไม่เคยเป็นอย่างนั้นเลย


วันหนึ่งผมถึงขั้นกับประหลาดใจในตัวเอง ผมเคยเห็นแม่ของผมมีความรู้สึกในวันที่ผมมีคู่ครองในชีวิตคือเธอ เรามีภาพถ่ายด้วยกันที่วางอยู่บนโต๊ะตามมุมห้องไม่กี่ภาพถ่าย

แต่ผมจำไม่ได้ว่าเคยไปบอกรักเธอตอนไหน และเธอตอบตกลงรักของผมไปตั้งแต่เมื่อไร ผมไม่เคยบอกรักเธอ นอกจากในความทรงจำเลยนะ

แม่กำลังหาฤกษ์แต่งงานไว้แล้วเรียบร้อย ผมตกใจอย่างมาก แต่ผมกลับเป็นฝ่ายที่รีบร้อนเกินไป กลัวจะไม่ทันใช้


ทำไมเพิ่งตื่นละลูก

ผมเดินออกมาจากห้องนอนของผมอันโดดเดี่ยวเหมือนเช่นเคย ทว่า วันนี้แม่ของผมกลับมีอาการที่แปรเปลี่ยนไป แม่ดูเศร้าซึมเสียใจชวนผมหดหู่ใจ ทั้งที่ผมไม่เข้าใจอะไรได้ทันทั้งนั้น

วันนี้เราจะดูอาการของเธอเป็นวันสุดท้ายก่อนที่เธอจะต้องลาลูกไปตลอดกาลแล้วนะ แม่จะไปดูว่าเจ้าหนูของลูกแข็งแรงดีไหมด้วย

แม่พูดจบ แม่ก็ไม่อาจกลั้นเสียงสะอื้นทั้งน้ำตาที่ร่วงรินไว้ได้

ทว่า ผมกลับตามสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงว่าเป็นข้าวร้ายในชีวิตของผม ผมได้แต่ยืนตกตะลึงอย่างไม่ทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ทั้งนั้น ภายในบ้านดูจะมืดหม่นไปถนัดตา หากว่าเช้าวันนี้ข้างนอกกำลังมีสายฝนตกลงมาปรอยๆ ได้สักพักแล้ว คำพูดของแม่ในวันนี้ กลับฉุกความทรงจำของผมขึ้นมาได้

ผมเริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ของผม มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับผมจริงๆ หรือความรู้สึกที่ถูกจินตนาการขึ้นมาในหัวของผมกำลังหลอกหลอนผมอยู่กันแน่

แม่ว่าเราไปกันเถอะ เธอต้องการเห็นหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย


ผมเดินทางมาที่โรงพยาบาลพร้อมกับแม่ที่ยากจะมองหน้าเธอได้เต็มตา เธอกลับไม่เหลือความสวยงามและความน่ารักที่เคยมีมาตลอดชีวิตของเธอ เธอซีดเซียวราวกับคนตายเลยทีเดียว หากเธอยังมีชีวิตอยู่น้อยนิด การที่ผมเห็นเธอเป็นแบบนี้ ก็ทำให้ผมยากจะเชื่อได้ลง ทั้งหดหู่ ทว่า เจ็บปวดใจจนอยากจะร่ำไห้ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ แต่ผมไม่ได้ทำอยู่ดี

เธอกล่าวเสียงแหบพร่า มองไปที่แม่ที่พยายามจะมองเธอให้เต็มๆ ตาสักครั้ง ทั้งน้ำตาที่ไม่หยุดไหลตั้งแต่เห็นเธอในสภาพแบบนี้

ใกล้ถึงวันสำคัญของเราแล้วนะคะ คุณ

เธอเว้นระยะ เพื่อพักหายใจไปสักพัก

ขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำให้เป็นอย่างที่ต้องการไม่ได้

ฉันเข้าใจในเรื่องของการสูญเสียดีแล้ว และพร้อมใจจะยอมรับมันให้เป็นไป และสิ่งที่สวรรค์ได้ตอบแทนมันให้กับเรา คือลูกของเราไงละคะ

เธอเว้นระยะเพื่อพักหายไจอีกครั้ง

ฉันอยากขอให้คุณตามทำความต้องการของฉันเป็นอย่างสุดท้ายได้ไหมคะ ก่อนที่ฉันจะไม่มีโอกาสนั้น หากเมื่อถึงตอนนั้นฉันก็คงไม่มีโอกาสได้รับรู้อยู่ดีก็เถอะ

อะไรหรอครับ

ผมพูดออกไปทั้งที่ไม่รู้ว่าจะพูดแบบนั้นออกไปทำไม และไม่ใช่ประโยคคำถามเพื่อรอให้มีคำตกลงจากปากของผมว่าจะทำตามคำขอร้องของเธอ ผมมีน้ำตาที่ไหลพรากที่ผมไม่รู้ตัวว่ามันไหลตั้งแต่เมื่อไร

เธอเรียกชื่อผม

เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่ผมได้ยินชื่อนั้น

ชื่อที่ไม่ใช่ของผม

ชื่อของใครก็ไม่รู้ แต่ความรู้สึกอันเลือนรางว่าเคยคุ้นเคยชื่อนี้มาจากไหนมาก่อน

ผมอึ้งไปอยู่สักพัก

เธอเอ่ยชื่อนั้นอีกครั้งหนึ่ง

ฉันต้องการจะจัดงานแต่งงานกับคุณค่ะ ช่วยส่งฉันสวมชุดเจ้าสาวเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมคะ

ได้สิครับ

ผมตอบ ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ผมยังคงสับสนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิตที่ผมไม่รู้ว่าเป็นของใคร

เธอยิ้มรับ เธอหลับตาลง เปลือกตาปิดสนิท เครื่องตรวจวัดชีพจรมีเสียงกรีดแหลมดังขึ้นยาวๆ เส้นที่ยึกยักวิ่งไปมา กลายเป็นเส้นตรงที่วิ่งวนลูป แม่ปล่อยโฮออกมาอย่างหนักหน่วงทันที เสียงโหยหวนของทั้งสองอย่างโจมตีกันมั่วอยู่ในหัวของผม จนผมต้องวิ่งหนีออกจากห้องนั้น รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนอยากจะอาเจียนออกมา ผมหาห้องน้ำ

ผมมาอยู่ในห้องน้ำ ตรงหน้าของผมเป็นกระจกบานยาวติดผนัง ผมไม่ได้สนใจมันในทีแรก

เมื่อผมเอาน้ำล้างหน้าจนเปียกแฉะ ตั้งสติกับเรื่องราวทั้งหมดทั้งจากอดีตและปัจจุบันนี้ ผมแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนเรื่องจริง หรือไม่ใช่ เพราะมีบางเหตุการณ์มันเกิดขึ้นจริง และแจ่มชัดอยู่ในควาทรงจำในหัวของผม

เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองกระจก พอได้เห็นดวงตาของคนที่ผมไม่ได้จำว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน จ้องตอบกลับมาที่ผม ผมไม่รู้ว่าคนตรงหน้าที่เป็นเงาสะท้อนในกระจกเป็นของใคร

คำตอบในหัวของผมก็ว่างเปล่า

แล้วอยู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกมึนหัวจนอยากจะอาเจียนออกมาอีกครั้ง สถานที่ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นห้องน้ำของโรงพยาบาลกลายเป็นวังวนของพายุ ภาพความทรงจำของชายคนนี้ก็ประดังประเดเหมือนภาพฉายบนจอภาพยนต์ เคลื่อนผ่านไปมาเป็นลายเส้นของดินสอแต่งแต้มด้วยสีอันสมจริงยามที่เราขีดเขียนภาพเสมือนจริงอะไรก็ตามลงไปโดยได้รับแรงบันดาลใจมากจากสิ่งๆ นั้น

ทั้งหมดทั้งมวลผมเคยเห็นมันมาหมดแล้วในหัวของผม แต่มีบางความทรงจำเท่านั้นที่ผมไม่เคยเห็น ภาพชายคนนั้นสวมชุดเจ้าบ่าวสูทสีขาวมุกขณะนั่งคุกเข่า ก้มหน้าร่ำไห้ร่างสั่นสะท้านตลอดเวลา ต่อหน้ารูปภาพประกอบพิธีงานศพของเธอ

และได้เห็นภาพผู้หญิงวัยกลางคนปลายๆ กำลังนั่งกอดรูปภาพของใครสักคนร่ำไห้จนลมจับไปหลายหน

แล้วผมก็ได้เห็นภาพถ่ายผู้ชายคนนั้นในอ้อมแขนของหญิงวัยกลางคนปลายๆ คนนั้น

มันพาผมไปยังภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ชายคนนั้นกลับออกมาจากศาลาที่ใช้ประกอบพิธีอภิธรรมศพของเธอแล้ว

เขาเสียใจอย่างหนักหนาเจียนขาดใจตายได้ที่ต้องสูญเสียคนที่รักของเขาไปตลอดกาล อย่างที่ไม่มีวันนำเธอหวนคืนกลับมาได้อีกแล้ว

เขาก็ต้องประสบอุบัติเหตุ รถที่เลี้ยวเบี่ยงหลบอะไรสักอย่างที่ในสายตามองเห็นไม่ชัดนัก เพราะเต็มไปด้วยคราบน้ำตาตลอดเวลา รถเสียหลักลอยข้ามเกาะกลางถนน รถทั้งคันพลิกค่ำ พังยับเยินเสียหายไปหมด ผู้ขับขี่เสียชีวิตก่อนส่งถึงโรงพยาบาล


หลานเพิ่งตื่นนอนหรอจ๊ะ

ผมอาศัยอยู่กับย่าวัยหกสิบกว่าๆ ท่านเลี้ยงผมมาตั้งแต่ผมยังเป็นทารก ย่าทำหน้าที่เปรียบเสมือนแม่ของผมมาตลอด ผมจึงเรียกท่านว่าแม่มาตลอด

ผมเคยเห็นภาพถ่ายของสองคนนี้ที่ไหนนะ

ย่าทำกับข้าวไว้ให้ในครัวแล้วนะ

เมื่อผมหยิบมันขึ้นมาดูให้เต็มตา ตลอดเวลาในชีวิตของผมไม่เคยไปใส่ใจมันเลย มันก็วางอยู่ตรงนั้น ตั้งแต่ที่ผมจำความได้ตลอดจนตอนนี้ผมก็อายุยี่สิบสามปีแล้ว

พวกเขาคือใครครับ

ย่ามองมาที่รูปถ่ายรูปนี้ ผมควรจะรู้ว่าพวกเขาคือใคร แต่ผมต้องการความมั่นใจ ย่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะตอบ

พ่อแม่ของหลานจ้ะ

พวกเขาไปไหนแล้วละครับ

ย่าขอโทษที่ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับหลานเลย ย่ากลัวว่าวันหนึ่งหลานจะคิดมาก และจะเสียใจกับเรื่องนี้มาก

แล้วเมื่อผมไม่เข้าใจ ผมก็มองภาพถ่ายของสองคนนี้อีกครั้ง ภาพความทรงจำบางอย่างที่ผมไม่รู้ว่าเป็นของใคร และใครเป็นเจ้าของความทรงจำนี้ ก็ถูกหยอดเข้ามาในหัวของผม

ภาพที่พ่อบอกรักแม่

ภาพที่พ่อขอแม่แต่งงาน

ภาพแหวนที่สวมเข้าในข้อนิ้วนางข้างซ้ายของแม่ในวันมั่นหมาย ที่พ่อสร้างสถานการณ์มันขึ้นมาเอง เพื่อทำให้แม่ประหลาดใจ ที่ไม่มีการจัดพิธีรีตองอะไรให้วุ่นเว้อ

ภาพที่พ่อได้รับข่าวร้ายจากหมอหลังแม่ท้องผมใกล้จะคลอด เวลานั้นย่าเพิ่งจะได้ฤกษ์แต่งงานหลังจากกำหนดคลอดผมแล้ว

ภาพที่แม่ต้องสละชีวิตเพื่อให้ผมปลอดภัย

ภาพที่ทั้งย่าและพ่อเศร้าโศกเสียใจเจียนตายเป็นอย่างไร ผมกำลังร่ำไห้เสียน้ำตาในเวลานี้ มือก็กำภาพถ่ายของพ่อแม่ไว้แน่นจนมือขาวซีด

ภาพสุดท้ายคือภาพงานศพของพ่อของผม พ่อของผมรู้สึกผิดในวันที่สายไปแล้วของเขา

ย่าเดินมาเข้ามาใกล้ผม ปลดภาพถ่ายในมือของผมจนหลุดอย่างง่ายดาย ย่ากอดผมไว้แน่น ผมกอดตอบอย่างรู้สึกเคว้งคว้างในใจ

เหตุการณ์อันน่าพิศวงจะเกิดขึ้นกับกี่คนที่ได้รับรู้ถึงความจริงอันเจ็บปวดที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้สัมผัสถึงเหตุผลของการเกิดมาในชีวิตที่โดดเดี่ยว ไร้ซึ่งเงาชีวิตของพ่อกับแม่มาตลอดชีวิตอย่างผม

ผมกลับมานั่งอยู่ในห้องลำพัง ผมมีความรู้สึกว่าอยากจะเดินไปที่ลิ้นชักที่เก็บภาพถ่ายของเธอคนที่ผมรักไว้ แต่ไม่เคยกล้าบอกกับเธอเลย จนกระทั่งได้รับรู้ว่าเธอต้องเสียชีวิตไปเพราะโรคร้ายพรากชีวิตอันแสนสั้นของเธอไปตลอดกาล

ผมไม่กล้าแม้แต่ไปเยี่ยมเธอเป็นครั้งสุดท้าย หรือบอกกับเธอว่าผมรู้สึกอย่างไรกับเธอให้เธอได้รับฟัง

ผมนั่งมองภาพถ่ายในมือ น้ำตาร่วงริน

ถ้าผมมีความเป็นพ่อสักนิด

ผมคงจะบอกเธอไปแล้ว ว่าผมรู้สึกอย่างไรกับเธอ ไม่ใช่ยังเก็บมันไว้จนถึงทุกวันนี้

ที่ผมไม่เคยมีใครอีกเลย เพราะผมยังรักเธอคนเดียวเสมอมา

ผมยังซื่อสัตย์ในความรักที่ไม่อาจจะพิสูจน์หัวใจดวงนี้เธอรับรู้ได้อีกแล้ว

SHARE
Writer
iamtasmanian
Storyteller
เรื่องสั้นจากความรู้สึก

Comments